อังมอเหลา เตี่ยมฉู่ และสถาปัตยกรรมสรรค์ผสานนิยมที่ยังมีชีวิต
อังมอเหลาและเตี่ยมฉู่ เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัยในวัฒนธรรม “เปอรานากัน” หรือบ้างก็เรียกว่า “เพอรานากัน” (Peranakan) ที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบสรรค์ผสานนิยม (Eclectic Architectural Style) จนกลายเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าในเขตเมืองประวัติศาสตร์ของภาคใต้
อังมอเหลาและเตี่ยมฉู่ มีความแตกต่างอย่างไร ลองอ่านได้ที่บทความ เปิดบ้าน “เปอรานากัน”สถาปัตยกรรมที่พาย้อนอดีต สืบร่องรอยการผสมผสาน สู่แนวทางการอนุรักษ์ให้ยังมีชีวิต ส่วนในบทความนี้เราจะพาไปชม 9 อังมอเหลาและเตี่ยมฉู่ ที่ปรับเปลี่ยนบทบาทและหน้าที่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตร่วมสมัยมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังเป็นการอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมแบบเปอรานากันให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ไปชมกันเลยว่ามีหลังไหนบ้าง
บ้าน 4 หลังที่ต่อยอดมรดกทางสถาปัตยกรรมให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
อังมอเหลาอาจเป็นภาพแทนของบ้านในยุคที่เมืองภูเก็ตมั่งคั่งจากการค้าและเหมืองแร่ สะท้อนช่วงเวลาสำคัญผ่านรูปแบบสถาปัตยกรรม วิถีชีวิต และเรื่องราวของผู้คนที่เคยอาศัยอยู่ภายใน แต่เมื่อเวลาผ่านไป อังมอเหลาหลายหลังถูกปล่อยทิ้งร้างจนทรุดโทรม ขณะที่อีกหลายหลังยังเดินทางผ่านกาลเวลามาจนถึงวันนี้ โดยมีการปรับเปลี่ยนบทบาทและหน้าที่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตร่วมสมัยมากขึ้น บางหลังกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่ารากเหง้าของตระกูล บางหลังเปิดบ้านเป็นร้านอาหารและพื้นที่ต้อนรับผู้มาเยือน ขณะที่บางหลังเลือกถ่ายทอดวัฒนธรรมดั้งเดิมผ่านการใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ บ้านทั้ง 4 หลังนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงมรดกที่ได้รับการอนุรักษ์ หากยังเป็นตัวอย่างของการทำให้สถาปัตยกรรมเก่ากลับมามีบทบาทในชีวิตประจำวันอีกครั้ง เพราะการอนุรักษ์ที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การทำให้บ้านหยุดอยู่ในอดีต แต่คือการหาวิธีให้บ้านยังคงมีชีวิตต่อไปได้ในวันนี้
บ้านชินประชา อังมอเหลาที่ได้รับรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2552
บ้านชินประชา คือหนึ่งในอังมอเหลาที่เก่าแก่และสมบูรณ์ของเมืองภูเก็ต บ้านซึ่งไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวผ่านอายุของอาคารเพียงอย่างเดียว แต่ยังเก็บรักษาผัง การจัดวางพื้นที่ รายละเอียดงานช่าง และข้าวของเครื่องใช้ที่สะท้อนวิถีชีวิตของเจ้าของบ้านเอาไว้ ทำให้การเดินสำรวจแต่ละห้องเปรียบเสมือนการค่อย ๆ เปิดอ่านภาษาทางสถาปัตยกรรมของชาวบาบ๋าย่าหยาไปทีละหน้า



ในปีพ.ศ.2446 หรือช่วงปลายรัชกาลที่ 5 พระพิทักษ์ชินประชา (ต้นม่าเสียง) ต้นสกุลตัณฑวณิช ที่ประกอบกิจการทำเหมืองแร่ดีบุกในภูเก็ตและปีนังจนร่ำรวย ได้สร้างบ้านที่ถนนกระบี่หลังนี้ขึ้นมาเพื่ออยู่พักผ่อนกับครอบครัว และใช้งานแยกจากบ้านตึกแถวที่ไว้ทำการค้าอยู่กลางเมือง ทั้งยังใช้บ้านเป็นที่รับรองแขกสำคัญ มิตรสหาย และข้าราชการผู้ใหญ่จากกรุงเทพฯ ด้วย
ตัวบ้านในช่วงแรกเป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่กว่าในปัจจุบัน เดิมทีหน้าบ้านเคยมีถนนรูปวงกลมและสนามหญ้าขนาดใหญ่ตามลักษณะการวางผังบ้านในยุคสมัยนั้น และมีมุข 2 ชั้นสำหรับเทียบรถยนต์ตรงกลางอาคารด้านหน้า ซึ่งต่อมามีการรื้อมุขที่ชำรุดทรุดโทรมออกและต่อเติมอาคารด้านทิศตะวันออกเพื่อใช้เป็นทางเข้าบ้านแทน โดยสถาปัตยกรรมเป็นอาคารหลังคาทรงจั่วผสมปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องดินเผาไม่เคลือบสีรูปโค้งที่มุงสลับคว่ำหงายแบบโบราณ (Barrel Clay Tile) ปลายเชิงชายโดยรอบประดับด้วยไม้ฉลุลาย ผนังภายนอกตกแต่งด้วยเสาและลวดบัวแบบยุโรป ผสมผสานไปกับลวดลายแบบจีนบริเวณจั่วด้านหน้าอาคาร หน้าต่างบานยาวแบบฝรั่งเศสมีซุ้มตอนบนทำเป็นช่องแสงรูปโค้งครึ่งวงกลมตกแต่งด้วยกรอบบัวและเสาปูนปั้นแบบคลาสสิก บานหน้าต่างไม้แบบเกล็ดปรับมุมให้รับกับสภาพอากาศเมืองร้อนชื้น



บริเวณเหนือประตูบ้านมีแผ่นไม้แกะสลักอักษรจีนคำว่า “เหลียนบี้” (Lian Bi) ซึ่งเป็นชื่อบริษัทดั้งเดิม แปลว่า “ดอกบัวอันงดงาม” เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตระกูล และเมื่อเข้าสู่ภายในจะพบกับโถงรับแขกที่โปร่งตา เชื่อมต่อกับลานเปิดโล่งหรือฉิมแจ้ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านซึ่งเปิดรับแสงและลมธรรมชาติให้หมุนเวียนภายใน ปัจจุบันปรับตกแต่งให้เป็นบ่อน้ำเลี้ยงปลา จากการวางผังแบบจีนทำให้พื้นที่รอบ ๆ เป็นที่นั่งเล่นพักผ่อนและมุมรับประทานอาหารสำหรับรับแขก ปูพื้นด้วยกระเบื้องจากอิตาลี โคมไฟและเฟอร์นิเจอร์ผสมผสานทั้งจากยุโรปและเครื่องเรือนประดับมุกแบบจีนซึ่งเป็นของใช้ดั้งเดิมภายในบ้าน ทางฝั่งขวาของตัวอาคารเป็นพื้นต่างระดับที่นำไปสู่ห้องรับประทานอาหารของคนในครอบครัว และห้องครัวที่อยู่ด้านในสุดของบ้านเป็นลานเปิดโล่ง มีบ่อน้ำรูปวงกลม ซึ่งยังคงมีเตาก่ออิฐ เครื่องครัวกับภาชนะแบบโบราณและแท่นบูชาเทพเจ้าเตาไฟจัดวางอยู่เหมือนเดิม



คุณติว- ชนะชนม์ ตัณฑวณิช ทายาทรุ่นที่ 5 เล่าให้ฟังว่า “ผมโตมากับบ้านหลังนี้ ทุกอย่างในบ้านก็ยังเหมือนเดิม เพราะคุณพ่อเป็นคนที่คิดอนุรักษ์บ้านไว้ให้คงเดิมมากที่สุด โดยเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ให้คนเข้ามาสัมผัสกับบรรยากาศแบบดั้งเดิม ตัวบ้านเป็นปูนโบราณเรียกว่าปูนหายใจได้ (Evaporation Cement) คือผสมปูนขาวกับเปลือกหอยทุบละเอียดและส่วนผสมอีกหลายอย่าง ทำให้ปูนไม่เก็บความร้อน หล่อขึ้นมาวางบนพื้นแบบไม่มีเสาเข็ม พื้นกระเบื้องเก่าแบบหนาไม่ต้องยาแนวเลย ตัวบ้านหันหน้าไปทางทิศใต้คือทะเล หลังบ้านหันไปทางภูเขา ลมส่วนใหญ่ในภูเก็ตจะมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเข้าด้านข้างบ้าน กลางบ้านมีฉิมแจ้ให้แสงเข้าและช่วยถ่ายเทอากาศคลายร้อนได้ดี การวางประตูในบ้านก็จะไม่ตรงกันจากหน้าบ้านไปหลังบ้าน กำแพงเลขคี่จะมี 1 ประตู ส่วนกำแพงเลขคู่จะมี 2 ประตูวางเยื้องกันเพื่อไม่ให้สิ่งชั่วร้ายเข้ามาได้ง่าย แต่ที่จริงคือทำให้อากาศถ่ายเทได้ ส่วนห้องครัวก็อยู่หลังบ้านในระดับพื้นที่ลดต่ำลงตามความเชื่อคือให้เงินไหลเข้าบ้าน แต่ในการออกแบบคือให้ลมร้อนลอยออกไปยังห้องที่สูงกว่า และสมัยก่อนจะไม่ให้คนนอกเข้าไปนั่งกินข้าาวที่ครัวในบ้าน เลยจะมีโต๊ะกินข้าวรับแขกอยู่ตรงโถงหน้าบ้าน โดยให้เด็กผู้หญิงหลบเข้าไปในครัวเพื่อไม่ให้พบกับเด็กผู้ชาย ส่วนข้างบนยังเป็นห้องนอนที่เราใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน”
พิพิธภัณฑ์ บ้านชินประชา เปิดทุกวัน เวลา 09.00-16.30 น.