อังมอเหลา เตี่ยมฉู่ และสถาปัตยกรรมสรรค์ผสานนิยมที่ยังมีชีวิต
5 อาคารแบบตึกแถวที่เล่าเรื่องจากอดีตถึงปัจจุบัน
ถ้าอังมอเหลาเล่าเรื่องผ่านบ้านของคหบดี เตี่ยมฉู่ก็เล่าเรื่องผ่านชีวิตของผู้คนในเมือง อาคารตึกแถวที่เคยเป็นทั้งบ้าน ร้านค้า ที่ทำมาหากิน และพื้นที่พบปะของผู้คน ยังคงทอดตัวอยู่ในย่านเมืองเก่าภูเก็ต และเมื่อเมืองเปลี่ยนไป เตี่ยมฉู่ก็ปรับบทบาทตามไปด้วย จากบ้านเก่าสู่ร้านขนม จากร้านค้าเก่าสู่พิพิธภัณฑ์และโรงแรม หรือแม้แต่อาคารสร้างใหม่ที่หยิบภาษาของเตี่ยมฉู่กลับมาเล่าเรื่องวัฒนธรรมอีกครั้ง
การอนุรักษ์ 5 เตี่ยมฉู่นี้จึงไม่ได้หยุดอยู่กับอดีต หากยังปรับตัวและทำหน้าที่ในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างกันไป เพื่อพาเรื่องราวของอาคารเก่าเดินทางต่อจากวันวานสู่ปัจจุบัน เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปอาจไม่ใช่ตัวบ้าน หากคือวิธีที่ผู้คนเข้ามาใช้ชีวิตและสัมผัสเรื่องราวใหม่ ๆ ภายในพื้นที่เดิม
บ้านอ๋องซิมผ่าย บ้านเลขที่ 97 ร่องรอยชีวิตในเตี่ยมฉู่
บางครั้งประวัติศาสตร์ของอาคารไม่ได้เริ่มต้นจากวันที่ก่ออิฐก้อนแรก หากเริ่มต้นจากการเดินทางของผู้คนที่เข้ามาอาศัยอยู่ภายใน ดังเช่น บ้านอ๋องซิมผ่าย เลขที่ 97 บนถนนถลาง ย่านเมืองเก่าภูเก็ต ซึ่งเป็นเตี่ยมฉู่หรือตึกแถวที่เก็บเรื่องราวเช่นนั้นเอาไว้ โดยเริ่มต้นที่ชาวจีนฮกเกี้ยนคนหนึ่งซึ่งเดินทางข้ามทะเลมายังภูเก็ตเพื่อตามหาพ่อ แต่เมื่อไม่พบและการเดินทางกลับบ้านเกิดไม่ใช่เรื่องง่าย เขาจึงเลือกหยั่งรากลงบนแผ่นดินใหม่และเริ่มทำงานหาเลี้ยงชีพก่อนแล้วค่อย ๆ สร้างเนื้อสร้างตัวจนสามารถซื้อบ้านที่เคยเช่าอยู่ได้ในราคา 8,000 บาท



อ๋องซิมผ่ายแต่งงานกับหลานสาวของหลวงอำนาจนรารักษ์ ต้นตระกูลตัณฑเวส ทำงานเหมืองและสวนยางพาราอยู่หลายแห่งทั้งในภูเก็ต พังงา ระนอง และตรัง ก่อนจะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้และมีลูกด้วยกัน 8 คนเป็นชาย 4 หญิง 4 ทำให้ต้องมีการค่อย ๆ ขยับขยายบ้านในแนวลึกทอดยาวต่อออกไป การเติบโตของบ้านจึงเป็นไปแบบควบคู่กับการเพิ่มของสมาชิกในครอบครัวที่มากขึ้น จนเป็นบ้านปัจจุบันที่มีหน้ากว้าง 5 เมตรแต่ยาวถึง 91 เมตร
คุณนุช-จริยา ถาวรว่องวงศ์ ทายาทรุ่นที่3 ที่โตมาในบ้านหลังนี้เล่าให้ฟังว่า “ตึกแถวในยุคนั้นไม่ได้สร้างด้วยระบบโครงสร้างแบบอาคารสมัยใหม่ ฐานของบ้านยังใช้วิธีขุดหลุมแล้ววางเสาลงไปโดยไม่มีเสาเข็ม ขณะที่อิฐเดิมมีขนาดใหญ่กว่าอิฐในปัจจุบันถึงประมาณสองเท่าและใช้ส่วนผสมของดินเหนียวกับน้ำตาลแดงในการก่อ หน้าบ้านเดิมเป็นกระเบื้องดินเผาแต่ต่อมามันโก่งตัวชำรุดก็เลยต้องเปลี่ยน เราก็พยายามหาของที่มีลักษณะใกล้เคียงเดิมให้มากที่สุด อย่างอิฐที่ต้องซ่อมแซมก็เปลี่ยนมาใช้อิฐก้อนเล็กแบบปัจจุบัน และเมื่อก่อนยังมีการเอาไฟเบอร์มาติดเป็นฝ้าและใต้ท้องบันได ตอนนี้ก็รื้อออกหมดเพื่อให้เห็นงานไม้เดิม แล้วก็มีการเปลี่ยนหลังคา เปลี่ยนคานไม้เป็นคานเหล็ก ส่วนที่ยังคงเดิมคือภายในบ้านมีฉิมแจ้อยู่ 2 บ่อที่ช่วยให้แสงเข้าภายในบ้านและมีอากาศที่หมุนเวียนดี”

การวางผังบ้านก็เป็นอีกสิ่งที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก นั่นคือหน้าบ้านจัดวางโต๊ะเก้าอี้ประดับมุกแบบจีนไว้รับแขกพร้อมกับโต๊ะบูชาสิ่งเคารพ แล้วกั้นไว้ด้วยผนังบานไม้ชั้นที่ 2 เพื่อแยกพื้นที่พักผ่อนส่วนตัวไว้ด้านใน ซึ่งเป็นโต๊ะรับประทานอาหารขนาดยาว ตามมาด้วยฉิมแจ้ที่เปิดเพดานโล่งรับแสงและลมเข้าบ้าน ใกล้ ๆ กันนั้นเป็นบันไดไม้สำหรับขึ้นห้องนอนชั้นบนที่มีอยู่ 7 ห้อง พื้นที่ต่อมาจึงเป็นพื้นที่นั่งเล่นของคนในครอบครัว ซึ่งมีผนังบานไม้แกะสลักเป็นลวดลายดอกบัว นก และเครือเถากั้นเป็นประตูชั้นที่ 3 เพื่อแยกพื้นที่ด้านในอีกส่วนของบ้านซึ่งเคยปรับใช้เป็นห้องนอนของอากงในช่วงที่พักรักษาตัวก่อนเสียชีวิต โดยยังมีเฟอร์นิเจอร์ไม้ชิ้นเดิมจัดวาง ผนังประดับตกแต่งภาพบรรพบุรุษ พร้อมกับมีบันไดไม้อีกด้านสำหรับขึ้นชั้นบน และพื้นที่ด้านหลังสุดของบ้านจึงเป็นห้องครัวและห้องน้ำ





แม้งานดูแลบ้านเก่าจะเป็นเรื่องยาก แต่คุณนุชและครอบครัวก็ยืนยันที่จะช่วยกันอนุรักษ์บ้านให้เป็นแบบดั้งเดิมไว้ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวถึงคนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงความลำบากในการเริ่มต้นชีวิตของอากงที่กว่าจะมีบ้านหลังนี้ให้ลูกหลานได้อาศัยอยู่ และจากแนวทางนี้เองที่ทำให้บ้านอ๋องซิมผ่ายได้รับรางวัลผู้อนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรมเมืองภูเก็ตดีเด่นในปีพ.ศ.2541 และยังเคยได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมชมเป็นการส่วนพระองค์
บ้านอ๋องซิมผ่ายจึงไม่ได้มีคุณค่าเพียงในฐานะเตี่ยมฉู่เก่าแก่ของเมืองภูเก็ต หากเป็นเสมือนบันทึกที่ถูกเขียนขึ้นด้วยอิฐ ปูน ไม้ กระเบื้อง ฉิมแจ้ และร่องรอยของการอยู่อาศัยของครอบครัวซึ่งเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเมืองภูเก็ต