อังมอเหลา เตี่ยมฉู่ และสถาปัตยกรรมสรรค์ผสานนิยมที่ยังมีชีวิต - บ้านและสวน
อังมอเหลาและเตี่ยมฉู่

อังมอเหลา เตี่ยมฉู่ และสถาปัตยกรรมสรรค์ผสานนิยมที่ยังมีชีวิต

 Blue Elephant จากอังมอเหลาสู่ภัตตาคารระดับโลก

อีกหนึ่งในอาคารอังมอเหลาเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานคู่กับเมืองภูเก็ตและไม่ควรพลาดไปเยือนก็คือคฤหาสน์พระพิทักษ์ชินประชา ซึ่งตั้งอยู่ตรงมุมถนนกระบี่ต่อถนนสตูล เป็นอาคารสีเหลืองครีมที่สร้างขึ้นช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ก่อนปี พ.ศ.2454 โดยอำมาตย์ตรีพระพิทักษ์ชินประชา (ต้นม้าเสียง) ต้นสกุลตัณฑวณิช ผู้ร่ำรวยจากกิจการเหมืองแร่ดีบุและการค้ากับปีนัง ได้สร้างขึ้นให้เป็นเรือนหอของบุตรชายคนโตคือขุนชินสถานพิทักษ์ (อยู่อี่ ตัณฑวณิช)

อังมอเหลาและเตี่ยมฉู่
สถาปัตยกรรมสร้างขึ้นแบบก่ออิฐถือปูน ขนาด 2 ชั้น หลังคาทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องดินเผาสีธรรมชาติ
อังมอเหลาและเตี่ยมฉู่
โดดเด่นด้วยมุขเทียบรถรูปทรงเหลี่ยมยื่นอยู่หน้าอาคาร

ในช่วงแรกมีเพียงกลุ่มอาคารด้านฝั่งซ้ายมือ โดยตัวสถาปัตยกรรมสร้างขึ้นแบบก่ออิฐถือปูน ขนาด 2 ชั้น หลังคาทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องดินเผาสีธรรมชาติแบบรางวี (V-Shape Clay Tile) โดดเด่นด้วยมุขเทียบรถรูปทรงเหลี่ยมยื่นอยู่หน้าอาคาร ตัวอาคารทาสีเหลืองครีมตัดด้วยสีขาวจากราวลูกกรงใต้แนวหน้าต่าง ลวดบัวปูนปั้น กับซุ้มหน้าต่างทรงโค้งครึ่งวงกลม บันไดทางขึ้นอาคารมีพนักโค้งแบบผายออก ส่วนวงกบและบานประตูหน้าต่างทาสีเขียวมะกอกเข้ม ลูกฟักเกล็ดปรับมุมทาสีเขียวอ่อนซึ่งเป็นคู่สีที่นิยมในช่วงรัชกาลที่ 5- 6 ต่อมามีการสร้างต่อเติมขยายอาคารมาทางด้านฝั่งขวาเพื่อใช้รับรองแขกสำคัญ ทำให้ตัวอาคารมีขนาดใหญ่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

เฉลียงบ้านขนาดกว้างปรับใช้เป็นพื้นที่จัดวางโต๊ะรับประทานอาหารแบบรับลมธรรมชาติ
อังมอเหลาและเตี่ยมฉู่
โครงสร้างภายในยังคงรูปแบบของเสาปูนและซุ้มโค้งแบบยุโรป พื้นกระเบื้องซีเมนต์พิมพ์ลายตารางรูปสี่เหลี่ยม กับบันไดไม้ที่มีลวดลายใต้ท้องบันไดสวยงาม

การรีโนเวตครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2552 เพื่อปรับปรุงคฤหาสน์แห่งนี้ให้เป็น Blue Elephant ภัตตาคารและโรงเรียนสอนทำอาหารระดับโลก โดยคุณคิม สเต็ปเป้ (Kim Steppe) CEO Europe and Asia เล่าว่าได้มีการปรึกษากับกรมศิลปากรถึงงานปรับปรุงครั้งนี้เพื่อเคารพในจิตวิญญาณของอาคารดั้งเดิมและคงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมไว้ โดยเน้นถึงความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับความร่วมสมัย จึงมีการคงโครงสร้างและวัสดุดั้งเดิมไว้หลายอย่าง ทั้งฝ้าเพดาน ผนัง ลวดบัวปูนปั้น ประตูหน้าต่าง บันได พื้นกระเบื้องซีเมนต์พิมพ์ลายตารางรูปสี่เหลี่ยมบริเวณชั้นล่างและพื้นไม้ชั้นบน ส่วนไหนชำรุดก็ซ่อมแซมให้เหมือนเดิม โดยเฉพาะส่วนสำคัญที่สุดคือหลังคาเพื่อให้อาคารกลับมาใช้งานได้เต็มศักยภาพ แล้วเพิ่มองค์ประกอบร่วมสมัยเข้าไป เช่น แสงไฟ การตกแต่ง โดยเฉพาะการเลือกสรรเฟอร์นิเจอร์แนวแอนทีคมาผสมผสานเพื่อสร้างบรรยากาศที่หรูหราและสะดวกสบายสำหรับแขกผู้มาเยือน  

พื้นที่ของห้องภายในปรับวางเป็นโต๊ะอาหารสีเข้มดีไซน์โปร่งตา
ภายในมีการนำไม้มาตกแต่งเพิ่มความหรูหราและอบอุ่น รวมถึงประติมากรรมไม้ติดผนัง
อังมอเหลาและเตี่ยมฉู่
บันไดไม้ดั้งเดิมของตัวบ้านกับการตกแต่งผนังด้วยสีน้ำเงินตามแบบ Blue Elephant

นอกจากจะอนุรักษ์ตัวสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมไว้แล้ว Blue Elephant ยังสร้างสรรค์เมนูอาหารพื้นถิ่นเปอรานากันหรือเพอรานากัน โดย มาสเตอร์เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ ผู้สานต่อมนตร์เสน่ห์มรดกทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของภูเก็ต ผ่านเมนูที่สะท้อนรากเหง้าและประเพณีการทำอาหารของชาวภูเก็ตซึ่งเป็นเมืองแรกในเอเชียที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็น City of Gastronomy หรือเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหาร โดยอาหารเปอรานากันหรือเพอรานากันก็มาจากการผสมเทคนิคการทำอาหารจีนเข้ากับเครื่องเทศแบบมลายู ซึ่งที่ Blue Elephant เลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจากสวนออร์แกนิกที่ปลูกไว้หลังคฤหาสน์ เพื่อรังสรรค์รสชาติให้เข้มข้น จัดจ้าน และดีต่อสุขภาพ

เมนูแบบเปอรานากันหรือเพอรานากันที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของภูเก็ต ซึ่งประกอบด้วยลูกชิ้นปลาภูเก็ต เกี่ยมโก้ย กุ้งส้มบ่ายกอเล้ง ซุปกะหรี่ไหมฝาน หมูฮ้อง แกงตูมี่ปลาอินทรี  

เช่นเดียวกับตัวอาคารที่ทำหน้าที่เก็บรักษาร่องรอยของอดีต อาหารก็เป็นอีกภาษาหนึ่งที่ทำหน้าที่บอกเล่าตัวตน และเมื่อทั้งสองสิ่งกลับมาอยู่ร่วมกันในคฤหาสน์หลังเดิม Blue Elephant จึงไม่ได้เพียงนำอาคารเก่ากลับมาใช้งานใหม่ หากยังทำให้เรื่องราวของวัฒนธรรมที่เคยเกิดขึ้นในบ้านหลังนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

Blue Elephant เปิดทุกวัน เวลา 09.00-22.30 น.