อังมอเหลา เตี่ยมฉู่ และสถาปัตยกรรมสรรค์ผสานนิยมที่ยังมีชีวิต
Woo Gallery & Boutique Hotel เตี่ยมฉู่สองฟังก์ชันที่ทอดยาวจากถนนหนึ่งไปอีกถนนหนึ่ง
โดยปกติแล้ว เตี่ยมฉู่หรือตึกแถวตามเมืองท่าแถบคาบสมุทรมลายู อย่างภูเก็ต ปีนัง และสิงคโปร์ ที่ใช้พื้นที่ชั้นล่างเป็นร้านค้าหรือสำนักงาน และมีส่วนชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว มักจะมีเอกลักษณ์ของหน้าบ้านที่แคบแต่ลึกยาวไปด้านหลัง ทว่าสิ่งที่ทำให้เตี่ยมฉู่แห่งนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ ก็คือภายในตัวบ้านที่หน้ากว้าง 7 เมตรซึ่งเริ่มต้นจากถนนถลาง ในจังหวัดภูเก็ต กลับทอดยาวออกไปไกลจนสุดที่ถนนพังงา ด้วยระยะถึง 106 เมตร เพราะที่นี่คือ Woo Gallery & Boutique Hotel เตี่ยมฉู่ที่รวมฟังก์ชันของพิพิธภัณฑ์และโรงแรมเข้าไว้ด้วยกัน


ชื่อ Woo นั้นมาจากแซ่วูในภาษาจีนกลาง หรือแซ่หงอในภาษาฮกเกี้ยน ซึ่งเป็นชื่อสกุลครอบครัวของคุณเผด็จ วุฒิชาญ ทายาทรุ่นที่ 3 ของบ้าน โดยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของบ้านนี้เริ่มต้นย้อนไปในช่วงต้นรัชกาลที่ 6 หรือราวร้อยกว่าปีที่แล้ว เมื่ออากงของคุณเผด็จเปิด ร้านหม่อเส้งแอนด์โก (MOH SENG & Co.) เพื่อจำหน่ายและซ่อมนาฬิกา รวมทั้งนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ (หม่อเส้ง แปลว่าพระอาทิตย์ส่องแสงซึ่งก็หมายถึงความเจริญรุ่งเรือง) พร้อมกับใช้พื้นที่ส่วนอื่นของบ้านเพื่ออยู่อาศัยกับลูกชาย 5 คนและลูกสาวอีก 3 คน ร้านค้ายังดำเนินกิจการไปพร้อมกับการเติบโตของเมืองก่อนจะซบเซาลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และปิดตัวไปในที่สุด

จากร้านค้าและบ้านพักอาศัย อาคารแห่งนี้จึงค่อย ๆ เปลี่ยนหน้าที่ไปตามกาลเวล กระทั่งตัวบ้านเริ่มทรุดโทรม คุณเผด็จจึงเลือกฟื้นฟูอาคารให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยเก็บพื้นที่ร้านหม่อเส้งเดิมไว้เป็นพิพิธภัณฑ์และปรับส่วนหลังซึ่งเคยเป็นห้องอาหารให้เป็นโรงแรม 12 ห้อง ด้วยแนวคิดนี้ทำให้ของเก่าไม่กลายเป็นเพียงอนุสรณ์ แต่สามารถกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้อีกครั้ง ตามหลักการปรับใช้มรดกอาคารเก่าแบบ Adaptive Reuse
ตัวบ้านเดิมเป็นบ้าน 2 ชั้นที่ใช้ระบบผนังรับน้ำหนักแบบก่ออิฐ ไม่มีโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กแบบอาคารสมัยใหม่ ภายในวางผังเป็นแนวยาวและมีฉิมแจ้ที่วางบ่อน้ำโบราณอยู่ 3 จุดเพื่อเปิดรับแสงและลมเข้าสู่พื้นที่ด้านใน กับบันไดขึ้นชั้นบน 2 ชุดเป็นบันไดไม้และบันไดปูน หลังบ้านเป็นห้องน้ำ ส่วนบ้านที่อยู่ฝั่งถนนพังงาเป็นห้องแถวชั้นเดียว โดยคุณเผด็จและคุณนวพร ผู้เป็นภรรยาตั้งใจปรับปรุงบ้านอย่างพิถีพิถันเพื่อรักษาโครงสร้างเดิมไว้ ซ่อมแซมในส่วนที่ทรุดโทรม และเพิ่มเติมประโยชน์ใช้งานให้มากขึ้น




“โครงสร้างเดิมคงไว้ 90% มีการต่อเติมเสาเหล็กใหม่เพิ่มความมั่นคงแข็งแรง กระเบื้องทำใหม่สั่งผลิตลายเดิม ความยากคือผนังบ้านเก่าไม่ได้เท่ากันหมด มีความเบี้ยวและบานออกข้างนึงบ้าง ส่วนกระเบื้องทำมือก็ปูยากมาก เพราะขนาดไม่เท่ากัน ไม้เดิมเป็นไม้ที่มีหน้ากว้าง 9 นิ้ว หนา 1 นิ้วก็ต้องไปหามาให้ใกล้เคียงเดิม หรือกระเบื้องวาดมือโบราณก็ต้องไปหาซื้อจากสิงคโปร์ ส่วนข้าวของในบ้านนั้นใช้ของที่มีอยู่เดิมแล้ว”
เมื่อเข้าบ้านจากทางถนนถลางจะพบกับพื้นที่ส่วนต้อนรับด้านหน้ากั้นแยกไว้เป็นสัดส่วน โดยเปิดช่องประตูไว้ทางฝั่งซ้ายและขวาสำหรับเข้าสู่พื้นที่ด้านในซึ่งไล่เรียงลำดับจากห้องพระสู่ห้องโถงที่มีฉิมแจ้และบันไดไม้ทาสีแดงเพื่อขึ้นไปชมพิพิธภัณฑ์ที่ ถัดจากพื้นที่นี้ยังมีระเบียงนอกบ้านหรือปั่นแป๋เชื่อมไปสู่อาคารทางฝั่งถนนพังงาซึ่งเป็นส่วนของโรงแรมที่พัก ขณะที่ชั้นล่างเป็นพื้นที่ของห้องอาหารโดยปรับมาจากห้องครัวเดิม และยังมีฉิมแจ้พร้อมบันไดปูนอีกส่วนก่อนจะเชื่อมต่อเข้าสู่โรงแรม





ด้วยความตั้งใจที่จะอนุรักษ์อาคารเก่าให้กลับมามีชีวิตเพื่อบอกเล่าเรื่องราวใหม่อีกครั้งนี้ยังทำให้ตัวบ้านได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ระดับดี ประเภทงานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน ปี พ.ศ.2563-2564 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งหากใครสนใจเข้าเยี่ยมชม คุณเผด็จจะเป็นผู้นำชมพร้อมให้ข้อมูลของบ้านและข้าวของต่าง ๆ อย่างละเอียดรอบละประมาณ 1.30 ชั่วโมง โดยมีค่าเข้าชม 100 บาท และสำหรับนักเรียนนักศึกษา 50 บาท