อังมอเหลา เตี่ยมฉู่ และสถาปัตยกรรมสรรค์ผสานนิยมที่ยังมีชีวิต - บ้านและสวน
อังมอเหลาและเตี่ยมฉู่

อังมอเหลา เตี่ยมฉู่ และสถาปัตยกรรมสรรค์ผสานนิยมที่ยังมีชีวิต

The Memory at On On Hotel ที่พักพิงของผู้มาเยือนจากยุคเหมืองแร่ถึงวันนี้

ย้อนกลับไปเกือบร้อยปีก่อน ถนนถลางคือเส้นเลือดสำคัญของเมืองภูเก็ตในยุคที่เหมืองแร่ดีบุกกำลังรุ่งเรือง ผู้คนจากต่างถิ่นเดินทางเข้ามาค้าขายและทำงานมากขึ้น จนเกิดความต้องการสถานที่พักสำหรับผู้มาเยือน นายหยกเตี้ยว ชาวจีนฮกเกี้ยนที่มาทำการค้าและแต่งงานสร้างครอบครัวอยู่ที่ถนนถลาง จึงใช้พื้นที่หลังบ้านซึ่งติดถนนพังงานสร้างโรงแรมขึ้นมาโดยตั้งชื่อว่า โรงแรมอัน อัน หรือ Un Un Hotel ในภาษาจีนหมายถึงความสุขของผู้มาเยือน

โรงแรมสีขาวบนถนนถลางที่เปิดให้บริการมากว่าร้อยปี
สถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่มีให้เห็นผ่านตัวเสาแบบกรีกโรมัน ซุ้มหน้าต่างโค้ง บานหน้าต่างยาวแบบฝรั่งเศส ระเบียงราวกันตกปูนปั้น และลวดลายปูนปั้นบนอาคาร

ตัวอาคารสร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2470 และเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2472 ลักษณะอาคารเป็นตึกแถวสีขาวที่ผสมรูปแบบตะวันตกอย่างเสาแบบกรีกโรมัน ลวดลายปูนปั้น ซุ้มหน้าต่างทรงโค้ง หรือระเบียงกับราวกันตกปูนปั้น และด้วยหน้ากว้างเพียงประมาณ 4-5 เมตร แต่ทอดลึกเข้าไปเกือบ 50 เมตรตามรูปแบบที่ดินของเมืองการค้า จึงต้องอาศัยฉิมแจ้หรือช่องเปิดกลางอาคารเป็นตัวช่วยนำแสงและลมเข้าสู่พื้นที่ด้านใน ลดความอับทึบของอาคาร  ขณะที่หน้าต่างบานยาว เพดานสูง ช่องระบายอากาศ และระเบียงชั้นบนที่มีซุ้มโค้งสูงหรือปั่นแป๋ก็ล้วนสะท้อนภูมิปัญญาการออกแบบที่ตอบรับกับสภาพอากาศร้อนชื้นของภูเก็ตได้ดี

ทางเข้าที่เคยเป็นพื้นปูนซึ่งขับรถเข้าไปได้ก็ปรับเปลี่ยนเป็นทางคนเดินปูด้วยกระเบื้องดินเผาและทำฉากโปร่งเพื่อกั้นส่วนนั่งเล่นทั้งสองฝั่งให้เป็นส่วนตัว
ส่วนพักคอยที่เลือกเฟอร์นิเจอร์ใหม่มาทดแทนตัวเดิมที่ชำรุดไปหลังน้ำท่วม แต่พยายามเลือกสไตล์ที่ใกล้เคียงแบบเดิมมาจัดวาง รวมถึงยังคงเก็บร่องรอยของผนังปูนเดิมไว้
เคาน์เตอร์บาร์ที่เสริฟ์ขนมพื้นเมืองภูเก็ตตลอดวันยังคงเป็นงานไม้เดิมปูด้วยกระเบื้องลายโบราณ ส่วนภาพวาดติดผนังนั้นคืออากง หรือนายหยกเตี้ยว ผู้ก่อตั้งโรงแรม

จากห้องพักเพียง 1 ห้องขยายมาเป็น 3 ห้อง และ 5 ห้อง คิดค่าบริการคืนละ 80 สตางค์ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อโรงแรมเป็น On On เพื่อใช้เรียกและสื่อสารกับชาวต่างชาติได้ง่ายขึ้น จนถึงปีพ.ศ. 2555 ได้มีการปรับปรุงอีกครั้งหลังน้ำท่วม พร้อมใช้ชื่อใหม่ว่า The Memory at On On Hotel

การบูรณะเลือกเก็บรักษาร่องรอยเดิมที่ผสมองค์ประกอบแบบจีนกับยุโรปไว้ให้มากที่สุด โดยเน้นการซ่อมแซมมากกว่าการทำให้ทุกอย่างดูใหม่ ทั้งผนังปูนเดิม พื้นกระเบื้องบางส่วน บันไดไม้ ฉิมแจ้  และปรับพื้นที่ทางเข้าที่เคยเป็นทางที่รถเข้าถึงด้านในได้ให้เป็นพื้นที่ต้อนรับและจัดสวน โดยปูพื้นด้วยกระเบื้องดินเผาพร้อมย้ายเคาน์เตอร์ต้อนรับมาไว้ตรงกลางเพื่อให้สะดวกต่อการต้อนรับผู้มาเยือน

ฉิมแจ้ด้านในที่เป็นช่องเปิดโล่งให้แสงและลมได้หมุนเวียนทำให้อาคารแนวยาวไม่อับทึบ
บันไดไม้อายุร้อยกว่าปีที่ยังคงทำหน้าที่ได้ดีโดยทางโรงแรมพยายามซ่อมแซมให้แข็งแรงอยู่เสมอ ผนังระหว่างทางเดินขึ้นยังประดับภาพถ่ายเล่าเรื่องราวในอดีตของโรงแรมไว้เหมือนเป็นแกลเลอรี่แห่งความทรงจำ
ระเบียงชั้นบนหรือปั่นแป๋ที่มีซุ้มโค้งทำหน้าที่เชื่อมทางเดินระหว่างอาคารและทางไปยังห้องพัก อีกทั้งยังเป็นช่องเปิดให้แสงเข้าสู่ส่วนต่าง ๆ ได้ดี
พื้นที่ส่วนกลางที่มีอยู่ให้ใช้สอยตามจุดต่าง ๆ ช่วยให้มานั่งซึมซับความงามของตัวอาคารได้มากขึ้น
มุมนี้มองเห็นหลังคากระเบื้องดินเผาแบบเดิม ๆ หน้าต่างยาว และฉิมแจ้ที่เคยเป็นช่องเปิดแต่ปัจจุบันปิดฝ้าเพดานไว้ด้วยกระจกใส  

เพื่อรักษาผังเดิมของอาคารไว้ พื้นที่ส่วนกลางจึงถูกกระจายออกเป็นจุดเล็กๆ ทั้งมุมอ่านหนังสือ คาเฟ่ บาร์ และพื้นที่พักคอย ส่วนห้องพักทั้ง 35 ห้องออกแบบไว้ให้มีบรรยากาศแตกต่างกัน ตั้งแต่ห้องที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสีแดงของดอกโบตั๋น ห้องวิถีชีวิตพ่อค้า ห้องคหบดี ห้องช่างฝีมือ ห้องช่างภาพ ห้องนักเดินทาง ห้องศิลปิน ราวกับกำลังเปิดอ่านเรื่องราวคนละบทของเมืองภูเก็ต และยังมีห้อง The Beach ซึ่งทำขึ้นเพื่อเติมจินตนาการให้คนที่มาตามรอยฉากเปิดหน้าโรงแรมจากภาพยนตร์เรื่อง The Beach

ห้องพักคหบดีดูสง่างามด้วยโทนสีน้ำเงิน
ห้องตัดเย็บเสื้อผ้าผู้หญิงที่ผนังจัดแสดงอุปกรณ์ตัดเย็บเสื้อผ้าย่าหยา
ห้องดอกโบตั๋นสีแดง

เกือบร้อยปีผ่านไป โรงแรมออน ออน ยังคงตั้งอยู่บนถนนสายเดิม แม้บริบทของเมืองจะเปลี่ยนไปจากยุคเหมืองแร่โดยสิ้นเชิง จากผู้ค้าขายและนักเดินทางในวันวานกลายเป็นนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในวันนี้ แต่หน้าที่ของอาคารกลับแทบไม่เปลี่ยนแปลง  และบางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ชื่อ The Memory at On On ฟังดูเหมาะ เพราะความทรงจำไม่ได้ถูกเก็บไว้ในตู้จัดแสดง หากยังคงมีคนเข้ามาพัก เปิดหน้าต่างรับลม เดินผ่านฉิมแจ้ นั่งพูดคุยกันในพื้นที่ส่วนกลาง และใช้ชีวิตอยู่ภายในอาคารหลังเดิมทุกวัน