อังมอเหลา เตี่ยมฉู่ และสถาปัตยกรรมสรรค์ผสานนิยมที่ยังมีชีวิต
The Nyonya House เตี่ยมฉู่ที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมของบาบ๋าย่าหยา
วัฒนธรรมเปอรานากันหรือเพอรานากัน (Pernanakan) อาจไม่ได้มีจุดกำเนิดอยู่เพียงแห่งใดแห่งหนึ่ง หากค่อยๆ ก่อตัวขึ้นตามเส้นทางการค้าทางทะเล เมื่อผู้คน สินค้า ภาษา อาหาร และความเชื่อเดินทางข้ามสู่ 6 เมืองท่าที่มะละกา ปีนัง สิงคโปร์ เมดัน (เมืองในอินโดนีเซีย) ภูเก็ต และกันตัง การผสมผสานจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และตกผลึกออกมาเป็นวิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว


เรื่องราวนี้เป็นสิ่งที่ คุณกฤดี โชติธรรมาภรณ์ เจ้าของ The Nyonya House คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก เพราะเธอเติบโตที่ปีนัง โดยมีคุณพ่อเป็นชาวปีนังและคุณแม่เป็นชาวอินโดนีเซีย “นี่คือวัฒนธรรมของเราเองเลย” เธอเล่า และการเรียนรู้วัฒนธรรมบาบ๋า-ย่าหยาหรือยอนยา ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตวัยเด็กในประเทศมาเลเซีย ก่อนที่เธอจะย้ายมาลงหลักปักฐานและทำงานที่ภูเก็ตนานกว่า 40 ปี

ความฝันที่จะมีบ้านในแบบที่คุ้นเคยจึงอยู่ในใจมาตลอด จนกระทั่งกลายมาเป็น The Nyonya House เตี่ยมฉู่หรือร้านในอาคารเก่าแก่บนถนนระนองใกล้กับวงเวียนน้ำพุสุริยเดช ในจังหวัดภูเก็ต ที่เธอตั้งใจบูรณะด้วยความใส่ใจ เพื่อสะท้อนความงดงามของเตี่ยมฉู่แบบดั้งเดิม ทั้งกระเบื้องลวดลายประณีต เฟอร์นิเจอร์วินเทจ และองค์ประกอบตกแต่งดั้งเดิมที่ช่วยพาผู้มาเยือนย้อนกลับไปสัมผัสบรรยากาศของวันวาน ทุกมุมของ The Nyonya House ราวกับกระซิบเล่าเรื่องราวจากอดีต ขณะเดียวกันก็ผสานความสะดวกสบายของการต้อนรับแบบร่วมสมัยเข้าไว้ด้วยกัน


“ธรรมชาติและทำเลคือจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรม” คุณกฤดีกล่าว“เพราะสองสิ่งนี้ทำพาให้เกิดเมืองท่าซึ่งเป็นจุดบรรจบของผู้คนหลากเชื้อชาติ และนำไปสู่วัฒนธรรมผสมผสาน บ้านเราคือเห็นของชาติไหนดีก็เอามาใช้ ที่นี่เคยเป็นร้านขายทองขนาด 2 ชั้นแต่เริ่มผุพัง เลยทำใหม่หมดตอนปีพ.ศ.2558 ให้เป็น 3 ชั้น ตัวอาคารเป็นแบบยุโรปข้างในตกแต่งแบบจีน โดยพยายามตกแต่งให้เหมือนเตี่ยมฉู่แบบดั้งเดิม เพื่อบอกเล่าเรื่องราววัฒนธรรมจีนและมลายู ข้างในเป็นร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูดั้งเดิมของบาบ๋าย่าหยาหรือยอนยาซึ่งส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น”
ตัวอาคารภายนอกสีฟ้าสว่างสดใส คุณกฤดียังจำลองพื้นที่หน้าอาคารให้มีหง่อคาขี่หรือทางเดินมีหลังคาหน้าอาคาร ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเตี่ยมฉู่ในปีนัง ช่วยสร้างพื้นที่กึ่งสาธารณะและป้องกันแดดและฝนให้แก่ผู้สัญจร ประตูหน้าบ้านเป็นไม้แกะสลักแบบจีนขนาบด้วยหน้าต่างสองฝั่งและช่องแสงรูปค้างคาว และป้ายภาษาจีน 2 คำซึ่งบอกถึงที่มาของตระกูลเอี๊ยบ


จากประตูด้านหน้าเข้าสู่พื้นที่รับแขกซึ่งจัดวางโต๊ะบูชาเทพเจ้าประจำตระกูล ก่อนจะเข้าสู่ฉิมแจ้ ช่องเปิดกลางบ้านที่เป็นหัวใจของเตี่ยมฉู่ โดยมีบ่อน้ำซึ่งสัมพันธ์กับคติความเชื่อจีนที่มองว่าน้ำคือความมั่งคั่งจึงเปิดรับและกักเก็บน้ำไว้ ทั้งยังช่วยนำแสงและอากาศเข้าสู่ตัวบ้านที่มีหน้ากว้างไม่มากแต่ทอดลึกเข้าไปด้านใน ใกล้กับฉิมแจ้นี้ยังมีบันไดไม้แกะสลักสวยงาม พื้นปูด้วยกระเบื้องลวดลายแบบโบราณ แล้วจึงผ่านประตูไม้กั้นแบบโบราณอีกชั้นที่กั้นส่วนของร้านอาหารไว้ด้านใน โดยมีห้องครัวอยู่ด้านหลังสุดของบ้านตามลำดับพื้นที่ของเตี่ยมฉู่


บนชั้น 2 และ 3 ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์และของสะสมเก่าที่จัดวางเป็นมุมใช้สอยต่าง ๆ ในบ้านทั้งโต๊ะ เก้าอี้ และเตียงนอนโบราณ รวมถึงข้าวของเครื่องใช้และงานศิลปะมากมายที่คุณกฤดีสะสมไว้อย่างดีตลอด 30 ปี เมื่อมาอยู่รวมกันในบ้าน สิ่งเหล่านี้จึงทำหน้าที่คล้ายชิ้นส่วนความทรงจำที่ช่วยเติมเรื่องราวให้สถาปัตยกรรม