ปลูกป่า ปลูกต้นไม้ นำมาขายคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้ระยะยาว

หลายๆ คนอาจจะได้ยินเรื่องการ ขายคาร์บอนเครดิต กันหน่วงหนักในช่วงหลังมานี้ ตามเทรนด์รักษ์โลกที่หลายๆ หน่วยงานให้ความสำคัญและมุ่งสู่การเป็นองค์กรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เท่ากับศูนย์

แต่รู้หรือไม่ สำหรับเกษตรกรอย่างเราๆ ก็สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และนำกิจกรรมเกษตรที่ทำสร้างเป็น “คาร์บอนเครดิต” ขายในตลาดกลาง ลดโลกร้อนและสร้างรายได้เพิ่มได้ด้วย

มาถึงตรงนี้ คนที่ปลูกป่าเศรษฐกิจและทำเกษตร อาจจะเริ่มตาลุกวาว เพราะทั้ง 2 รูปแบบการเกษตรสามารถนำไปขายเป็นคาร์บอนเครดิตได้ด้วย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสียทีเดียวทั้งด้วยยังเป็นเรื่องใหม่ในเมืองไทย และกฎเกณฑ์เงื่อนไขค่อนข้างละเอียดซึ่งพ่วงด้วยค่าใช้จ่ายอีกหลายชั้น

แต่อย่าเพิ่งท้อ ลองมาศึกษาดูกันก่อนว่าการขายคาร์บอนเครดิตนั้น มีขั้นตอนอย่างไร ขายให้ใคร มีคนซื้อจริงไหม และคุ้มกับการลงทุนไปหรือไม่

อะไรคือคาร์บอนเครดิต

ขายคาร์บอนเครดิต

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกันก่อน ว่าอะไรคือคาร์บอนเครดิต ในจุดประสงค์ของการสร้างคาร์บอนเครดิตเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอนไดออกไซด์ อันเกิดขึ้นจากหลายๆ กิจกรรมของมนุษย์ทั้งการจราจร อุสาหกรรม และการเกษตร

ถามว่าอะไรคือก๊าซเรือนกระจก เล่าง่ายๆ คือก๊าชชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติดูดซับคลื่นความร้อนหรือรังสีอินฟราเรด จำเป็นต่อการรักษาอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศโลกให้คงที แต่หากมีมากขึ้นจำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เกิดเป็นภาวะเรือนกระจกอย่างที่เป็นข่าวในแทบทุกวันนี้ ซึ่งสารสำคัญที่ทำให้เกิดได้แก่ Co2 CH4 N20 HFCs PFCs SF6 NF3 (ตามพิธีสารเกียวโต)

ทั่วโลกจึงผลักดันให้เกิดการลดคาร์บอนอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ได้ตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. หรือ Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization :TGO) หน่วยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง วิเคราะห์ กลั่นกรอง ติดตามประเมินผลโครงการที่ยื่นคำรองขอรับรองคาร์บอนเครดิต ซึ่งก่อนจะนำคาร์บอนเครดิตไปขายในตลาดคาร์บอนนั้นจะต้องได้การรับรองจาก อบก. ก่อน เรียกว่าเป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้อย่างครบวงจร

ตลาดคาร์บอนแบ่งเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory Carbon Market) โดยผู้ที่เข้าร่วมในตลาดจะต้องมีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย (Legally Binding Target) หากผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามเป้าหมายที่ตั้งไว้จะถูกลงโทษ ผู้ที่สามารถปฏิบัติตามเป้าหมายที่ตั้งไว้จะสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ หรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับการบัญญัติกฎหมาย

ส่วนอีกประเภทคือตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market) เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันของผู้ประกอบการหรือองค์กรเพื่อเข้าร่วมซื้อขายคาร์บอนเครดิตในตลาดด้วยความสมัครใจ ซึ่งเป็นประเภทที่ดำเนินการในเมืองไทยในขณะนี้

กิจกรรมที่อบก.ระบุไว้ให้นำมาขายคาร์บอนเครดิตนั้นมีหลายประเภท ที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรโดยตรงมี 2โครงการคือการปลูกป่า/ต้นไม้ และการทำเกษตร

ปลูกป่า ปลูกต้นไม้ ปลูกอย่างไรจึง ขายคาร์บอนเครดิต ได้

ต้นไม้ 58 ชนิดที่นอกจากจะไปค้ำประกันเงินกู้ได้แล้ว ยังสามารถนำมาขายคาร์บอนเครดิตได้ด้วย โดยตั้งมีพื้นที่ 10 ไร่(รวมหลายแปลงได้) ตามที่อบก.ระบุไว้สามารถจำแนกประเภทปลูกป่า/ต้นไม้ เป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ ปลูกป่าอย่างยั่งยืนและสวนไม้เศรษฐกิจโตเร็ว

ปลูกป่าอย่างยั่งยืน (Sustainable Forestation)

จะต้องเป็นไม้ยืนต้นที่เนื้อไม้และมีวงปี แต่ละปีมีความหนาของลำต้นเพิ่มขึ้น ขนาดพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 10 ไร่  สามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ไม่เกิน 16,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ปลูกและดูแลอย่างถูกวิธีตามหลักวิชาการ หากเป็นพื้นที่ป่าต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศป่าดั้งเดิม และไม่มีการนำไม้ออกทั้งหมดในช่วง 10 ปีตั้งแต่เริ่มดำเนินการ และที่สำคัญจะต้องมีเอกสารสิทธิ์การใช้ประโยชน์ที่ดินทางกฎหมาย เช่น โฉนดที่ดิน (น.ส.4) หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เอกสารสิทธิ์ให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน(สปก.) เป็นต้น

ต้นไม้ 58 ชนิดที่ ขายคาร์บอนเดรดิต ได้แก่ ตะเคียนทอง ตะเคียนหิน ตะเคียนชันตาแมว ไม้สกุลยาง (ไม่รวมยางพารา) สะเดา สะเดาเทียม ตะกู ยมหิน ยมหอม นางพญาเสือโคร่ง นนทรี สัตบรรณตีนเป็ดทะเล พฤกษ์ ปีบ ตะแบกนา เสลาอินทนิลน้ำ ตะแบกเลือด นากบุด ไม้สัก พะยูง ชิงชัน กระซิก กระพี้เขาควายสาธร แดง ประดู่ป่า ประดู่บ้าน มะค่าโมง มะค่าแต้ เคี่ยม เคี่ยมคะนอง เต็ง รัง พะยอม ไม้สกุลจำปี (จำปีสิรินธร – จำปีป่า) จำปีถิ่นไทย (จำปีดง,จำปีแขก,จำปีเพชร) แคนา กัลปพฤกษ์ ราชพฤกษ์ สุพรรณิการ์ เหลืองปรีดียาธร มะหาด มะขามป้อม หว้า จามจุรี พลับพลา กันเกรา กะทังใบใหญ่ หลุมพอ กฤษณา ไม้หอม เทพทาโร ฝาง ไผ่ทุกชนิด ไม้สกุลมะม่วง ไม้สกุลทุเรียน มะขาม

สวนไม้เศรษฐกิจโตเร็ว (Economic Fast Growing Tree Plantation)

ต้นไม้ที่ปลูกจะต้องเป็นไม้ยืนต้นโตเร็วตามที่อบก.ระบุไว้ เช่น ปาล์มน้ำมัน ไผ่ มะพร้าว เป็นต้น ปลูกและดูแลอย่างถูกวิธี ก่อนดำเนินโครงการต้องไม่เป็นพื้นที่ที่มีการตัดไม้ยืนต้นออกก่อนครบอายุรอบตัดฟันเพื่อทำการปลูกไม้ยืนต้นโตเร็วรอบใหม่ กำหนดรอบตัดฟันไม่น้อยกว่า 10 ปี ไม่มีการนำไม้ออกตลอด 10 ปี (สามารถตัดแต่งบำรุงรักษาได้) หากเป็นพื้นที่ป่าต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศป่าดั้งเดิม และมีเอกสารสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินทางกฎหมาย เช่น โฉนดที่ดิน (น.ส.4) หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เอกสารสิทธิ์ให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน(สปก.) เป็นต้น

การดูแลที่มีผลต่อการกักเก็บคาร์บอนประกอบด้วย การปลูกที่เริ่มตั้งแต่กการเตรียมพื้นที่ เตรียมกล้าไม้ วิธีปลูก การดูแลกำจัดวัชพืช การให้น้ำ และจัดการพื้นที่อย่างถูกวิธี ซึ่งหมายถึงสามารถทำแนวกันไฟ ตัดแต่งกิ่ง ตัดขายระยะ และการลาดตระเวนด้วย

ขั้นตอนการขายคาร์บอนเครดิต

เมื่อมีพื้นที่เข้าเงื่อนไขตรงตามข้อกำหนดของ อบก. ขั้นตอนต่อไปคือการขอขึ้นทะเบียนโครงการกับ อบก.ตามลำดับขั้นดังนี้

  1. จัดทำเอกสารสมัครเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) ผู้ยื่นสมัครจะต้องแสดงเอกสารตามข้อกำหนดแต่ละโครงการ มีเอกสิทธิ์ ระบุตำแหน่ง พิกัด และรายละเอียดของโครงการอย่างละเอียด
  2. ตรวจสอบความใช้ได้โดยผู้ประเมินภายนอก เป็นขั้นตอนการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ ซึ่งต้องใช้บุคคลที่มีความรู้เฉพาะทาง
  3. ขึ้นทะเบียนโครงการโดยอบก.ดำเนินโครงการ จัดทำรายงานการติดตามประเมิน
  4. ทวนสอบข้อมูลการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกโดยผู้ประเมินภายนอก หากโครงการผ่านการอนุมัติจะได้การรับรองคาร์บอนเครดิตโดยอบก.
  5. สมัครเป็นผู้ขายคาร์บอนเครดิต โดยต้องเปิดบัญชีในระบบทะเบียนคาร์บอน และ สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนขายในตลาด Platform FTIX ราคาซื้อขายเป็นไปตามกลไกตลาดหรือขายตรงให้กับผู้ซื้อ โดยราคาซื้อขายเป็นไปตามที่ตกลงกันเองระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ (ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 120บาท/ตัน)

วิธีคำนวณการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้

อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่จะมีผลต่อราคาขายคาร์บอนเครดิตคือการคำนวณปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ที่ปลูก โดยมีวิธีคิดคำนวณ 4 ทางเลือกด้วยกัน

1.การนับจำนวนต้นไม้ สำหรับพื้นที่ที่มีแปลงย่อยไม่เกิน 30 ไร่ รวมทั้งโครงการไม่เกิน 1000 ไร่ โดยกำหนดให้ปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บของต้นไม้ในแต่ละปีมีความสัมพันธ์เป็นเส้นตรงและมีอัตราการเพิ่มพูนปริมาณการกักเก็บคาร์บอนเท่ากับ 9.5 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์/ต้น/ปี

2.การวัดขนาดต้นไม้ ประเมิณจากมวลชีวภาพของต้นไม้โดยสมการแอลโลเมตรี ประกอบด้วยมวลชีวิภาพพื้นดิน โดยสำรวจขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นไม้ที่ระดับความสูง 1.30 เมตรและความสูงของต้นไม้ในพื้นที่แปลง คำนวณกับมวลชีวภาพเหนือพื้นดิน จะได้ค่า CABC

ส่วนการคำนวณมวลชีวภาพใต้ดิน โดยใช้สัดส่วนของน้ำหนักแห้งของรากต่อต้นของต้นไม้แต่ละชนิด โดยสามารถใช้ค่าสัดส่วนที่อบก.แนะนำได้ จะได้ค่า CBLG

จากนั้น นำทั้ง 2 ค่าที่ได้จากการคำนวณมาหาปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ Ctt= CABC+CBLG

3.การใช้เทคโนโลยีสำรวจระยะไกล (Remote sensing) เป็นการสำรวจบันทึกข้อมูลพื้นที่ป่าด้วยเครื่อง Sensors ที่ติดไปกับยานอวกาศ เครื่องบิน โดยเครื่องรับรู้จะตรวจจับคลื่นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า ที่สะท้อนจากวัตถุจากคลื่นที่ส่งออกไป จากนั้นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเชิงตัวเลข

4.อื่นๆ ตามที่ อบก.พิจารณา

กรณีเป็นป่าไม้ คำนวณการกักเก็บคาร์บอนอย่างไร

กรณีเป็นป่าไม้ดั้งเดิม ที่ไม่มีการเปลี่ยนระบบนิเวศ มีขั้นตอนคำนวณการกักเก็บคาร์บอนดังนี้

1.กำหนดชั้นภูมิ

แบ่งพื้นที่โครงการเป็นชั้นภูมิก่อน (Stratification) ตามสภาพที่ปรากฏ โดยในชั้นภูมิเดียวกันควรมีลักษณะความคล้ายคลึงกันมากที่สุด แต่มีความแตกต่างกันระหว่างชั้นภูมิมากที่สุด โดยสามารถจำแนกโดยใช้ภาพถ่ายระยะไกล เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายจาก Google Earth

2.กำหนดขนาดแปลงตัวอย่าง

แปลงตัวอย่างอาจเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือวงกลม ขนาดแปลงตัวอย่างที่ อบก. แนะนำ คือ แปลงสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 40 x 40 เมตร (ขนาด 1 ไร่)

3.กำหนดจำนวนแปลงตัวอย่าง

จำนวนแปลงตัวอย่างที่ใช้ในการสำรวจขึ้นอยู่กับความแม่นยำและความถูกต้องที่ต้องการ สามารถเลือกวิธีการต่าง ๆ ตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่นั้น ๆ มี 3แนวทาง คือ

-การวางแปลงตัวอย่างให้กระจายในแต่ละชั้นภูมิอย่างเหมาะสม (Random Sampling)

-การวางแปลงตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified random sampling)

-การหาจำนวนแปลงตัวอย่างตาม A/R Methodology Tool “Calculation of the number of sample plots for measurements within A/R CDM project activities”

4.เก็บข้อมูลต้นไม้ในแปลงตัวอย่าง

เมื่อวางแปลงตัวอย่างแล้วเสร็จ ให้ทำการเก็บข้อมูลต้นไม้ ได้แก่ ชนิด ขนาดความโตที่ระดับความสูงเพียงอก และความสูงทั้งหมดของต้นไม้ (Tree) เพื่อนำไปประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้โดยใช้สมการแอลโลเมตรีที่เหมาะสมต่อไป

ก่อนขายได้ มีค่าใช้จ่ายนะ

เพราะเป็นเรื่องใหม่ของเมืองไทย ค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ประเมินภายนอกมาตรวจสอบความใช้ได้และทดสอบข้อมูลก๊าซเรือนกระจก จึงยังไม่มีการกำหนดราคากลางอย่างแน่ชัด ขึ้นอยู่กับการตกลงของทั้งสองฝ่าย โดยการประเมิณราคาขึ้นอยู่กับ ที่ตั้งโครงการ ขนาดพื้นที่โครงการ ความยากง่ายในการเข้าถึงพื้นที่ จำนวนแปลงตัวอย่างที่จะต้องตรวจสอบ

ทั้งนี้ ยังมีในส่วนของการทำเอกสารประกอบการขึ้นทะเบียนและรับรองคาร์บอนเครดิตซึ่งเจ้าของพื้นที่สามารถเข้าร่วมอบรมกับทางอบก. (มีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,600 บาท/รอบ) และมีค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER โครงการละ 3,000 บาท

แม้ทั้งหมดที่กล่าวมาอาจจะฟังดูยุ่งยากหรือเกินกำลังของคนที่ไม่ได้มีทักษะทางด้านการเก็บข้อมูลเท่าใดนัก แต่อย่าได้ท้อถอยเป็นอันขาด เพราะอนาคตอันใกล้ตลาดคาร์บอนจะเติบโตอย่างมหาศาล ไม่เฉพาะในเมืองไทยเท่านั้นแต่ทุกประเทศทั่วโลกล้วนแต่ต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยปริมาณการปล่อยคาร์บอนสู่สิ่งแวดล้อม และการปลูกป่า ปลูกต้นไม้ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีลดโลกร้อนได้อีกทางด้วย

เรื่อง JOMM YB

ภาพประกอบ มนธีรา มนกลาง

ทำแปลงฮูกูลฯ ปลูกพืชผัก ทำถูกหลักอยู่นานนับ 10 ปี

ปลูกกัญชา ทำนา ทำไร่ หลายรูปแบบทำเกษตร ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้