Verdure Villa บ้านในเมืองกลิ่นอายบ้านสวน
บ้านในเมืองที่ดึง กลิ่นอายบ้านสวน มาประยุกต์ใช้ผสมผสานไปกับองค์ประกอบของบ้านแบบไทยๆ โดยเพิ่มเสน่ห์ด้วยงานไม้เก่าโดยเฉพาะการใช้เสาไม้กลมจากอยุธยาและหน้าต่างประตูไม้เก่า
Design Directory : สถาปนิก Vessu Collaboration

หากลองย้อนกลับไปดูบ้านและสวน ฉบับพฤษภาคม 2565 คุณก็จะได้เห็นภาพปกที่เป็นบ้านชั้นเดียวสีขาวดูร่มรื่นอยู่กลางป่าสีเขียวในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่ง คุณพฤกษ์ เลิศศรีมงคล ผู้เป็นทั้งเจ้าของและสถาปนิกตั้งใจออกแบบไว้เพื่อให้ครอบครัวได้มาอยู่พร้อมหน้ากันใน กลิ่นอายบ้านสวน โดยไม่ได้คาดคิดว่าอีก 4 ปีต่อมา เขาจะได้มาสร้างบ้านอีกหลังในกรุงเทพฯ เพราะต้องมาทำงานอยู่ในเมืองแล้วพบว่าชีวิตในคอนโดแม้จะสะดวกแต่ก็ไม่อาจเติมเต็มจิตใจของคนเคยอยู่บ้านสวนมาก่อนได้เลย



บ้านที่ต้องมีพื้นที่สีเขียว
“ผมอยากได้บ้านที่มีบริเวณเหมือนบ้านต่างจังหวัด แต่ก็ควรอยู่กลางเมืองที่สามารถเดินทางสะดวกด้วย” คุณพฤกษ์เล่าถึงความคิดแรกที่นำไปสู่การออกตระเวนหาที่ดินสำหรับสร้างบ้านในเมืองกรุง จนได้มาเจอที่ดินโล่งขนาด 187 ตารางวาในซอยหนึ่งย่านสะพานควายที่ไม่มีตึกสูงบดบัง ได้บรรยากาศเหมือนต่างจังหวัด และที่สำคัญคือหน้าบ้านยังหันไปทางทิศเหนือในแบบที่เขาต้องการพอดี

“เป็นบ้านที่ผมอยู่กับภรรยาและน้องชาย (คุณโมกข์) เราเลยเริ่มต้นที่การคุยกันว่าแต่ละคนอยากได้อะไรบ้าง และก็ได้คำตอบที่ตรงกันคืออยากได้สวน ไม่อยากได้บ้านตึก และอยากได้พื้นที่ผ่อนคลายที่ช่วยเยียวยาจิตใจ สามารถเติมพลังให้ออกไปใช้ชีวิตที่วุ่นวายในเมืองได้ อีกทั้งตรงนี้ก็หันไปทางทิศเหนือพอดี แดดที่อ้อมใต้ก็จะไม่เข้าพื้นที่หลักของบ้าน แต่ยังได้ลมเย็นหมุนเวียน ผมเลยนำทุกความต้องการนี้ไปจัดวางฟังก์ชันและผังภายในจนเกิดเป็นรูปทรงของบ้านแนวยาวหลังคาจั่วเหมือนบ้านต่างจังหวัด โดยให้ทุกมุมในบ้านหันออกมารับวิวสวนที่อยู่ด้านข้างได้ แล้วยังเพิ่มความยาวของหลังคาฝั่งสวนส่วนหนึ่งให้ยาวลงมาเชื่อมต่อกับศาลานั่งเล่นริมสวนด้วย เพื่อทำให้มุมนี้ร่มรื่นเหมาะกับการออกมารับลมตอนเช้าและตอนเย็นในบริบทของสวนสีเขียวเต็มตา ช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลายชะล้างความวุ่นวายของเมืองออกไป”




จังหวะและการเชื่อมต่อฟังก์ชันในบ้าน
แม้จะมีพื้นที่ภายในเป็นแนวยาวทำให้ต้องจัดวางฟังก์ชันแบบตรงๆ แต่คุณพฤกษ์ก็ได้เพิ่มความน่าสนใจโดยออกแบบจังหวะการเข้าถึงพื้นที่แต่ละมุมให้แยกเป็นทีละส่วน โดยใช้พื้นที่จอดรถหน้าบ้านเป็นตัวช่วยกั้นความวุ่นวายของถนนและยังเพิ่มด้วยโถงทางเข้าอีกชั้นก่อนจะเข้าสู่ภายใน
“ผมลำดับการเข้าพื้นที่จากกิจวัตรประจำวันของพวกเราเอง เลยเริ่มต้นจากห้องครัวเพื่อให้เข้ามาแล้ววางของจากการจับจ่ายได้สะดวก เพราะถ้ามีเวลาผมก็ชอบเข้าครัวทำอาหารเองด้วยบ่อยๆ จากนั้นถึงเข้าสู่ห้องนั่งเล่นและโต๊ะกินข้าวแบบเปิดโล่งในความสูงระดับ 3 เมตร ผ่อนคลายด้วยแสงธรรมชาติผ่านช่องประตูหน้าต่างด้านข้างซึ่งสามารถเปิดรับลมและชมวิวสวนกลางบ้านได้ ซึ่งแต่ละมุมยังรับวิวที่แตกต่างกันไปด้วย อย่างห้องครัวจะมองออกไปเห็นศาลา ห้องนั่งเล่นมองออกไปเห็นต้นหลิว และห้องนอนชั้นล่างสำหรับเวลาคุณแม่มาก็จะมองไปเห็นต้นหางนกยูง ส่วนบันไดผมซ่อนไว้หลังผนังอีกด้านที่ติดกับฝั่งเพื่อนบ้าน แต่ก็สามารถมองเห็นได้เวลามีใครขึ้นลงเพื่ออย่างน้อยในแต่ละวันเรายังมีปฏิสัมพันธ์ทักทายกันผ่านห้องนั่งเล่นกลางบ้านได้”


ส่วนชั้นบนเป็นพื้นที่ของห้องนอนโดยมีห้องของคุณพฤกษ์และภรรยาอยู่ตรงกลาง ด้านในสุดเป็นห้องนอนของน้องชายที่ได้ความเป็นส่วนตัวมากกว่า กับอีกหนึ่งนอนด้านหน้าและห้องอเนกประสงค์ที่หันออกไปทางหน้าบ้าน
“ผมคิดว่าหน้าบ้านไม่ได้มีวิวที่น่าสนใจเลยไม่อยากเอาห้องนอนใครไปไว้ตรงนั้นก็เลยทำเป็นมุมนั่งเล่นชั้นบนหรือมุมทำงาน เพื่อให้แต่ละคนสามารถมาใช้งานหรือทำกิจกรรมส่วนตัวได้โดยไม่ต้องอยู่แต่ในห้องนอนตัวเอง เพราะอยากให้ทุกคนออกมาเจอกันและใช้ชีวิตนอกห้องนอนมากกว่า”








ปลุกชีวิตงานไม้เก่ามาเติมเสน่ห์ให้บ้านใหม่
ตั้งแต่บ้านหลังแรกในนครสวรรค์แล้วที่คุณพฤกษ์เลือกใช้ไม้เก่าจากบ้านหลังเดิมมาตกแต่งเพิ่มความอบอุ่นนุ่มนวล หลังนี้ก็เช่นกันที่เขาดั้นด้นไปถึงแม่สอดเพื่อหาซื้อประตูหน้าต่างไม้เก่าที่รื้อจากโรงเรียน มาผสมกับเสาไม้กลมจากอยุธยาและแผ่นไม้เก่าจากนครสวรรค์ รวมไปถึงตู้ไม้เก่าที่สะสมไว้ ทำให้บ้านสมัยใหม่หลังนี้ผสมด้วยกลิ่นอายจากอดีตและกลายเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว


“เราชอบไม้ ชอบของเก่า และไม่ได้อยากให้บ้านดูขาวโมเดิร์นเกินไป เพราะจะดูแลยากด้วย ชั้นล่างก็เลยใช้ประตูไม้เก่า ตอนเลือกซื้อมามันดูเก่ามากนะแล้วก็นำมาขัดผิว ซ่อมลูกฟัก และลงสีใหม่ บางคนกลัวว่าไม้เข้มจะดูแก่ แต่เรากลับชอบโทนสีไม้เข้มและอยากเน้นใช้ไม้ในพื้นถิ่นบ้านเรามากกว่าด้วย อย่างพื้นทางเดินชั้นบนก็ใช้ไม้ตะแบกผสมไม้เต็งที่มีหน้ากว้างเล็กหน่อย ส่วนห้องนอนเป็นไม้มะค่ากับไม้แดงที่มีหน้ากว้างกว่า ผนวกกับแรงบันดาลใจจากบ้านไทยเดิมมาประยุกต์ เติมเสน่ห์จากวัสดุธรรมชาติและรายละเอียดของงานฝีมือ แล้วจัดวางไปกับของสะสมและงานศิลปะแนวธรรมชาติที่เน้นสีสันสดใสแนว Impressionist ก็ทำให้บ้านดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา”

ดีไซน์ที่เกิดจากความอยากลอง
นอกจากนำไม้เก่าที่คนมองข้ามมาปัดฝุ่นทำสีใหม่และจัดวางเป็นองค์ประกอบให้บ้านดูมีอัตลักษณ์แล้ว ความเป็นสถาปนิกนักทดลองของคุณพฤกษ์ยังแสดงออกผ่านการสร้างสรรค์ในรายละเอียดงานตกแต่งต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน
“ผมเห็นแผ่นหินตัวอย่างแล้วก็ลองเอามาออกแบบเป็นมือจับบานตู้ต่าง ๆ ในบ้าน เออ...สวยดีนะ แล้วก็ออกแบบกลอนประตูหน้าบ้านเอง พอมีเศษไม้เหลือก็มาทำเป็นตู้ใส่รองเท้า แผ่นพื้นเหลือก็ออกแบบให้ช่างทำเป็นชั้นวางตรงโถงบันได หรือโต๊ะที่ได้จากเศษหินเหลือมาประกอบเข้ากับขาไม้หมอน พยายามใช้วัสดุทุกอย่างให้คุ้มค่า หรือสร้างสิ่งที่เป็นคาแร็กเตอร์ตัวเองออกมา แม้แต่ห้องน้ำที่นอกจากแยกสีของกระเบื้องในแต่ละห้องให้ต่างกันแล้ว ยังมีห้องน้ำกลางอีกห้องที่ลองผสมกระเบื้องต่างสีมาตกแต่งไว้ด้วยกัน มันก็ออกมาสวยฉีกแนวและทำให้เห็นว่าความสวยงามเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบมาก ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันหมดก็ได้ ดีที่เป็นบ้านตัวเอง เลยกล้าลองทำอะไรใหม่ๆ หลายอย่าง”









พื้นที่ฮีลใจ
“ผมเรียกบ้านหลังนี้ว่า Vendure Villa ก็คือบ้านสีเขียวท่ามกลางธรามชาติในพื้นที่เพียงพอ อาจเพราะชื่อผมหมายถึงต้นไม้ด้วยทำให้รู้สึกชอบโทนสีเขียวมากเป็นพิเศษ ผมว่าสีเขียวช่วยเบลนด์ทุกอย่างให้มีมิติของความสบายขึ้น ธรรมชาติมากขึ้น และก็เย็นขึ้น ก็เลยพยายามจะหยอดโทนสีเขียวเข้าไปในงานตกแต่งต่าง ๆ ด้วยเฉดสีที่แตกต่างกันไป อย่างเขียวโทนใบเสจในห้องครัว หรือเขียวผสมฟ้าในห้องนั่งเล่น ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย โดยเฉพาะพื้นที่สีเขียวในสวนที่ช่วยฟื้นฟูนและเยียวยาจิตใจที่ผ่านความวุ่นวายในแต่ละวัน”
ถึงแม้จะไม่สามารถยกบ้านสวนมาไว้กลางเมืองได้ แต่การตัดสินใจแบ่งที่ดินครึ่งหนึ่งเพื่อทำเป็นพื้นที่สีเขียวของบ้าน เติมด้วยศาลานั่งเล่นแบบไทย ๆ ก็ทำให้ได้พื้นที่เปิดโล่งที่มองเห็นท้องฟ้าภายใต้ร่มเงาไม้ โดยมีสายลมธรรมชาติหมุนเวียนมาคลายร้อน ก็เป็นสิ่งคุ้มค่าเพราะช่วยสร้างสุขภาวะของการอยู่อาศัยในบ้านกลางเมืองแบบนี้ให้มีคุณภาพได้ในทุก ๆ วัน





เจ้าของ : คุณพฤกษ์ เลิศศรีมงคล
สถาปนิก : Vessu Collaboration โดยคุณพฤกษ์ เลิศศรีมงคล
เรื่อง : ภัทรสิริ โชติพงศ์สันติ์
ภาพ : ศุภกร ศรีสกุล, กรานต์ชนก บุญบำรุง
สไตล์ : Suntreeya