โรคระบบประสาทที่เป็นมาแต่กำเนิด

โรคระบบประสาทที่เป็นมาแต่กำเนิดในสุนัขและแมว

โรคระบบประสาทที่เป็นมาแต่กำเนิด
โรคระบบประสาทที่เป็นมาแต่กำเนิด

โรคระบบประสาทที่เป็นมาแต่กำเนิด เป็นภาวะที่เกิดจากความบกพร่องของระบบประสาทระหว่างการเจริญของลูกสัตว์ในท้องแม่ อาจมีสาเหตุจากสภาวะสิ่งแวดล้อมในมดลูกไม่เหมาะสม ความผิดปกติทางพันธุกรรม ความผิดปกติของการพัฒนาของอวัยวะ หรือความผิดปกติระดับโครโมโซมของลูกสัตว์ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติตามมาภายหลังคลอด

โดยอาการความผิดปกติดังกล่าวขึ้นอยู่กับความรุนแรงหรือความซับซ้อนของความผิดปกติก่อนเกิดและสภาพแวดล้อมรวมทั้งการเลี้ยงดูหลังเกิด โดย โรคระบบประสาทที่เป็นมาแต่กำเนิด ที่พบบ่อย ได้แก่ ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของฐานกะโหลก หรือ Chiari-like malformation การพัฒนาสมองส่วนซีรีเบลลัมหรือสมองน้อยผิดปกติ และโรคกระดูกสันหลังพัฒนาผิดปกติ

 

1.ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ หรือ Hydrocephalus

โรคระบบประสาทที่เป็นมาแต่กำเนิด
รูปที่ 1 ลักษณะศีรษะสุนัขที่มีภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ จะพบขนาดศีรษะขนาดใหญ่และอาจพบอาการตาเหล่ร่วมด้วย

เป็นภาวะที่มีน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง หรือ cerebrospinal fluid (CSF) ในโพรงสมองที่มากเกินไป ส่งผลให้โพรงสมองมีขนาดใหญ่และเกิดการกดทับและขัดขวางการเจริญเติบโตของเนื้อสมองในช่วงที่มีการพัฒนาสมองในท้องแม่ จึงเป็นเหตุให้การทำงานของสมองผิดปกติไป สามารถพบได้ในสุนัขและแมวในหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ชิวาวา ค็อกเกอร์สแปเนียล มอลทีส ปักกิ่ง ปอมเมอเรเนียน พูเดิ้ลทอย ยอร์คเชียร์เทอร์เรียร์ ชิสุ ในแมวจะพบได้ทั้งในแมวพันธุ์ผสมและพันธุ์วิเชียรมาศ (Siamese) เป็นต้น ส่วนมากมักพบในช่วงอายุน้อยกว่า 6 เดือน โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่ พฤติกรรมเปลี่ยนไป เดินวนข้างใดข้างหนึ่งเป็นประจำ ศีรษะมีขนาดใหญ่ผิดปกติ (รูปที่ 1) มีรูเปิดที่กะโหลกจากการคลำ ตาเหล่ ชัก มีการเรียนรู้ช้า เดินอ่อนแรงหรือเดินไม่ได้ เป็นต้น

โรคระบบประสาทที่เป็นมาแต่กำเนิด
(ซ้าย) รูปที่ 2 ภาพถ่ายรังสี (X-ray) กะโหลกสุนัขที่มีภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ จะพบลักษณะที่ด้านบนของศีรษะไม่มีกะโหลกปกคุมอยู่ (ลูกศรสีแดง) เกิดจากความผิดปกติของการพัฒนากะโหลกตั้งแต่กำเนิด (ขวา) รูปที่ 3 ภาพถ่าย MRI สมองสุนัขที่มีภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ จะพบลักษณะของโพรงสมองมีขนาดใหญ่และมีน้ำสีขาวจากสัญญาณภาพของ MRI (ลูกศรสีแดง) คั่งอยู่

การวินิจฉัยต้องอาศัยข้อมูลตั้งแต่สายพันธุ์สุนัขและแมว อาการที่พบ ช่วงอายุที่แสดงอาการ และการตรวจเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพรังสีกะโหลก (รูปที่ 2) การทำอัลตร้าซาวด์ผ่านกะโหลกที่ยังไม่ปิด บางครั้งอาจจำเป็นต้องทำ CT scan หรือ MRI สมอง (รูปที่ 3) เพื่อยืนยันภาวะโพรงสมองคั่งน้ำและวางแผนการรักษาต่อไป ส่วนการรักษานั้นแบ่งเป็น 2 แนวทาง ได้แก่ การรักษาโดยการใช้ยา และ การรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งการพิจารณาว่าจะให้การรักษาแบบใดขึ้นกับความรุนแรงของโรค โดยการรักษาเริ่มแรกมักให้การรักษาโดยการให้ยาเป็นหลักก่อน โดยยาที่ให้จะเป็นยาที่ช่วยลดการสร้างน้ำในสมองและลดความเสียหายของสมองจากการถูกกดเบียดด้วยโพรงสมองที่มีขนาดใหญ่ แต่หากการรักษาโดยการให้ยาดังกล่าวไม่ตอบสนองจะพิจารณาให้การรักษาโดยการผ่าตัดซึ่งเป็นการผ่าตัดเพื่อวางท่อระบายจากโพรงสมองออกไปที่ช่องท้อง เรียกการผ่าตัดนี้ว่า ventriculoperitoneal shunt หรือ VP shunt จะเป็นการช่วยระบายน้ำในโพรงสมองออกไปได้ดีกว่าการรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียว

 

2.ภาวะการเจริญของกะโหลกส่วนท้ายทอยผิดปกติร่วมกับการเกิดโพรงในไขสันหลัง หรือ Chiari-like malformation (CM) และ Syringohydromyelia (SM)

เกิดจากการที่มีความผิดปกติของการเจริญของกะโหลกส่วนท้ายทอยที่เรียกว่า occipital bone น้อยเกินไป หรือเรียกว่า occipital hypoplasia ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของฐานกะโหลกจนทำให้สมองน้อยหรือซีรีเบลลัม (Cerebellum) เคลื่อนออกมาจนกดทับไขสันหลังส่วนคอ ทำให้เกิดการคั่งของน้ำในโพรงสมองและไขสันหลังเช่นกัน คล้ายกับการเกิด Arnold Chiari type 1 malformation ในมนุษย์เช่นกัน มักพบภาวะนี้ในสุนัขพันธุ์ทอย เช่น ชิวาวา ปอมเมอเรเนียน เป็นต้น และพบบ่อยในพันธุ์แควาเลียร์คิงชาลส์สแปเนียล (Cavalier King Charles Spaniel) โดยอาการที่พบขึ้นกับระดับความรุนแรงของการขยายใหญ่ของโพรงดังกล่าว และมักพบอาการในช่วงอายุ 1 ปีแรก อาการเด่นที่พบได้แก่ อาการปวดคออย่างรุนแรง อาจพบอาการเจ็บร้าวไปตามแนวกระดูกสันหลังหรือขา บางครั้งเจ้าของจะพบว่าจับตรงไหนของร่างกายสุนัขก็ร้องเจ็บได้เช่นกัน หรืออาจพบสุนัขแสดงอาการยกขาขึ้นมาเกาบริเวณหลังคอ หลังใบหู หัวไหล่ หรือบริเวณใบหน้า นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นที่พบได้ เช่น เดินอ่อนแรงทั้ง 4 ขา หรือเฉพาะ 2 ขาหลัง ตาบอด หูหนวก ชัก เป็นต้น

โรคระบบประสาทที่เป็นมาแต่กำเนิด
รูปที่ 4 ภาพ MRI จากสุนัขที่มีภาวะ Chiari-like malformation (CM) และ Syringohydromyelia (SM) โดยจะพบลักษณะกะโหลกส่วนท้ายทอยผิดปกติ (ลูกศรสีแดง) กดสมองน้อยหรือ cerebellum ให้เคลื่อนออกมา และพบการขยายใหญ่ของท่อในไขสันหลังโดยพบน้ำสีขาว (ลูกศรสีเหลือง) หรือ SM

การวินิจฉัยจะดูจากการพบการเจริญของกะโหลกส่วนท้ายทอยผิดปกติร่วมกับการพบน้ำคั่งอยู่ในท่อแกนกลางไขสันหลังส่วนคอ โดยสามารถพบได้จากการตรวจวินิจฉัยด้วย MRI เท่านั้น (รูปที่ 4) ส่วนการรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรค โดยในกรณีที่มีอาการปวดแนวกระดูกสันหลังหรือเกาตามหลังคอ ใบหน้า หัวไหล่ สามารถรักษาโดยการให้ยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดที่มี แต่หากอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงหรือไม่ตอบสนองกับการให้ยาแก้ปวดจะพิจารณาทำการผ่าตัดเพื่อขยายช่องกะโหลกส่วนท้ายทอยให้กว้างขึ้นเพื่อลดการกดทับสมองน้อยและไขสันหลังส่วนคอเพื่อลดการขัดขวางการระบายน้ำในสมองต่อไป