มหาพรหมราชินี
พืชถิ่นเดียวของไทย ปลูกเป็นไม้ประดับสวนได้ ออกดอกช่วงฤดูร้อน ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ด้วยสีสันและดอกที่ใหญ่สวยงาม ปัจจุบันมีการปรับปรุงพันธุ์เกิดเป็นลูกผสมที่สวยงามและให้ดอกดกมากขึ้น
ชื่อวิทยาศาสตร์: Mitrephora sirikitiae Weeras. Chalermglin & R.M.K.Saunders
วงศ์: Annonaceae
ประเภท: ไม้ต้นขนาดเล็ก

ลำต้น: ต้นสูง 4-6 เมตร ทรงกลม เปลือกต้นหนาสีน้ำตาลเข้มและมีกลิ่นฉุน กิ่งอ่อนมีขนอ่อนปกคลุม
ใบ: ใบเดี่ยว รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบสอบ แผ่นใบค่อนข้างหนา มีเส้นแขนงใบจำนวน 8-11 คู่

ดอก: ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ 1-3 ดอก ออกตรงข้ามใบใกล้ปลายยอด กลีบดอกรูปไข่ 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ เมื่อบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 8-10 เซนติเมตร กลีบดอกรูปไข่ป้อม ปลายแหลม สีขาว กลีบในหยักสีแดง ขอบกลีบประกบติดกัน 3 กลีบดูคล้ายกระเช้า ดอกบานได้ 3-5 วัน ออกดอกช่วงฤดูร้อน ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ
ผล: ผลกลุ่มมี 10-15 ผลย่อย รูปทรงกระบอก
อัตราการเจริญเติบโต: ช้า
ดิน: ดินร่วน
แสงแดด: แสงแดดตลอดวัน
น้ำ: ปานกลาง
การขยายพันธุ์:เพาะเมล็ด ทาบกิ่ง และเสียบยอด
การใช้งานและอื่นๆ: เป็นพืชถิ่นเดียวของไทยปลูกเป็นไม้ประดับสวนได้ อีกทั้งสีสันและดอกที่ใหญ่สวยงาม ปัจจุบัน ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ แห่งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้ปรับปรุงพันธุ์เกิดเป็นลูกผสมที่สวยงามและให้ดอกดกมากขึ้น เช่น พรหม วว.2, พรหม วว.8
เกร็ดน่ารู้: มหาพรหมราชินีค้นพบโดย ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น บริเวณพื้นที่แคบ ๆ ของยอดเขาที่สูง 1,100 เมตรเหนือระดับทะเล ในเขตอำเภอเมืองฯ จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้พระนามาภิไธยเป็นชื่อพรรณไม้ชนิดใหม่ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mitrephora sirikitiae เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2547
ติดตามหนังสือใหม่ได้ทาง : สำนักพิมพ์บ้านและสวน