เปิดบ้าน "เพอราณากัน" แกะรอยสถาปัตยกรรมข้ามกาลเวลา สู่มรดกที่ยังมีลมหายใจ - บ้านและสวน

เปิดบ้าน “เพอราณากัน”สถาปัตยกรรมที่พาย้อนอดีต สืบร่องรอยการผสมผสาน สู่แนวทางการอนุรักษ์ให้ยังมีชีวิต

เมื่อกาลเวลาพัดพาผู้คนข้ามผืนน้ำและแผ่นดิน การเดินทางของเชื้อชาติและวัฒนธรรมจึงมิได้หยุดนิ่งอยู่เพียงจุดเริ่มต้น หากแต่เกิดการหลอมรวม ปรับตัว และงอกงามขึ้นใหม่จนกลายเป็นอัตลักษณ์อันทรงคุณค่า คำว่า “เพอราณากัน” หรือ เปอรานากัน (Peranakan) คือตัวแทนของสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งนี้ จากรากศัพท์เดิมที่หมายถึงผู้ถือกำเนิดในท้องถิ่น สู่การเดินทางของกลุ่มชนหลากหลายเชื้อชาติที่เข้ามาลงหลักปักฐานตามหัวเมืองต่าง ๆ

ความหมายอันกว้างขวางของเปอรานากัน

คำว่า “เพอราณากัน” หรือ เปอรานากัน (Peranakan) มีที่มาจากการถอดเสียงคำในภาษามลายูให้ออกเสียงใกล้เคียงกับสำเนียงจริงโดยไม่พ่นลมแรง สอดคล้องกับแนวปฏิบัติในงานวิชาการด้านประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา และหนังสืออ้างอิงระดับสากล เช่น “A Peranakan Legacy” ของ Peter Wee เพื่อให้การถ่ายเสียงมีความสอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรม เมื่อพิจารณาจากรากศัพท์แล้ว คำนี้มาจากคำว่า “อานัก” (Anak) ในภาษามลายู ซึ่งแปลว่าบุตรหรือเด็ก เมื่อนำมาใช้ในบริบททางสังคมจึงสื่อถึงผู้ที่ถือกำเนิดในท้องถิ่นนั้น ๆ ทว่ามิใช่ชนพื้นเมืองดั้งเดิม หรือหมายถึงทายาทซึ่งเกิดจากบิดามารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเดินทางมาจากดินแดนอื่นแล้วมาสมรสกับคนท้องถิ่นในดินแดนนั้น ๆ ด้วยเหตุนี้ คำนิยามดังกล่าวจึงมีความกว้างขวางและครอบคลุมกลุ่มคนหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นจีนเปอรานากัน อินเดียเปอรานากัน ยาวีเปอรานากัน ตลอดจนเบอลันดาเปอรานากัน

รากเหง้าจากการค้าสู่มรดกสถาปัตยกรรม

การกำเนิดขึ้นของชาวเปอรานากันในภาคใต้ของประเทศไทยถูกขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายการค้าโลกและประวัติศาสตร์ในภูมิภาค โดยมีเมืองท่าสำคัญอย่างมะละกาและปีนังเป็นหมุดหมายเชื่อมโยงการเดินทางของผู้คน เมื่อประกอบกับการค้นพบแหล่งแร่ดีบุกอุดมสมบูรณ์ในหัวเมืองปักษ์ใต้ เช่น ภูเก็ต พังงา ระนอง รวมถึงสงขลา ประกอบกับแรงหนุนจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปและสนธิสัญญาการค้าเสรี หัวเมืองเหล่านี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางความมั่งคั่งและเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมที่สำคัญ แรงจูงใจทางเศรษฐกิจและการค้าได้ดึงดูดให้ชาวจีนฮกเกี้ยนและกลุ่มชนต่างถิ่นเข้ามาลงหลักปักฐานแต่งงานกับคนท้องถิ่น เกิดเป็นกระบวนการก่อร่างสร้างตัวตั้งเป็นชุมชนและย่านตลาดการค้าอันคึกคัก ซึ่งท้ายที่สุดได้สะท้อนออกมาผ่านการเติบโตและการก่อรูปของสถาปัตยกรรมแบบสรรค์ผสานนิยมในย่านเมืองเก่า

มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้และยังคงปรากฏความงดงามมาจนถึงปัจจุบันคือรูปแบบสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะในย่านเมืองเก่าภูเก็ต กระบี่ ตรัง พังงา นราธิวาส  และย่านเมืองเก่าสงขลา ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบสรรค์ผสานนิยม (Eclectic Architectural Style) ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณว่า “Ektektikos” หมายถึงการเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุด โดยเป็นการสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่ได้ยึดติดกับกรอบปรัชญาหรือรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งตายตัว แต่เป็นการหยิบยกองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมจากหลากหลายยุคสมัยมาหลอมรวมกันใหม่อย่างลงตัว รูปแบบสถาปัตยกรรมนี้เติบโตขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 โดยผู้ออกแบบมักนำแรงบันดาลใจ ความชอบส่วนตัว หรือความต้องการเฉพาะของผู้ว่าจ้างมาประยุกต์เข้าด้วยกัน ทำให้งานออกแบบบ้านร้านค้าหรือตึกแถวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สะท้อนถึงการผสมผสานบริบทแวดล้อมที่หลากหลายได้อย่างครอบคลุม และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติในการอธิบายงานสถาปัตยกรรมที่มีความซับซ้อนเช่นนี้

การตั้งถิ่นฐานของชาวจีนในภาคใต้เริ่มต้นขึ้นบริเวณเมืองท่าชายฝั่งและริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อการคมนาคมและการค้าทางเรือ โดยกลุ่มชาวจีนโพ้นทะเล ไม่ว่าจะเป็นชาวฮกเกี้ยน กวางตุ้ง แคะ ไหหลำ และแตจิ๋ว ได้อพยพข้ามน้ำข้ามทะเลผ่านหัวเมืองในคาบสมุทรมลายู เช่น เกาะปีนัง เข้ามาสู่แผ่นดินใหญ่ของภาคใต้

ในช่วงแรกของการเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ผู้คนมักเลือกปักหลักบริเวณริมน้ำหรือใกล้ท่าเรือที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคม อาศัยการทำเกษตรกรรม เช่น การทำสวนพริกไทย และทำการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า การสร้างบ้านเรือนในยุคแรกจึงยังมีความเรียบง่าย ใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น ไม้และตับจาก เพื่อความรวดเร็วและประหยัดในการก่อร่างสร้างตัว เมื่อการค้าขายเริ่มขยายตัวและผู้คนหนาแน่นขึ้น ชุมชนจึงขยับขยายพื้นที่จากริมน้ำเข้ามาสู่ย่านการค้าภายในแผ่นดิน เกิดการตัดถนนเส้นทางสัญจร มีการตั้งตลาด ศาลเจ้า และสมาคมตระกูลแซ่ต่างๆ เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจและฐานอำนาจในการต่อรองทางการค้า

รูปแบบสถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัยจึงพัฒนาตามความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม จากบ้านไม้ชั้นเดียวหรือเรือนแถวไม้ สู่การสร้าง “ตึกแถว” ที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมสถาปัตยกรรมแบบสรรค์ผสานนิยม (Eclectic Architectural Style) ผ่านการติดต่อค้าขายกับเมืองท่าอย่างปีนัง โดยยังคงรักษาผังภายในตามหลักฮวงจุ้ย เช่น การมีช่องแสงหรือลานโล่งกลางบ้าน (Air well) เพื่อระบายอากาศ พร้อมทั้งจัดวางพื้นที่ค้าขายด้านหน้าและพื้นที่อยู่อาศัยด้านหลัง รวมถึงการตั้งศาลเจ้าที่และป้ายบรรพบุรุษภายในบ้านเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ

วิวัฒนาการของชุมชนการค้าและสถาปัตยกรรมตึกแถวในภาคใต้เหล่านี้ มีความสอดคล้องกับผลการศึกษาของ ปัทม์ วงศ์ประดิษฐ์ (2556) ในวิทยานิพนธ์เรื่อง “การศึกษาพัฒนาการรูปแบบของตึกแถวจังหวัดตรัง” บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งได้หยิบยกกรณีศึกษาการเติบโตของชุมชนเมืองทับเที่ยง มาสะท้อนให้เห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างการขยายตัวของเมือง การปรับตัวทางวัฒนธรรม และการเปลี่ยนผ่านของรูปแบบตึกแถว ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นที่ใช้วัสดุธรรมชาติ ยุคผสมผสานอิทธิพลตะวันตก จนถึงยุคตึกแถวคอนกรีตเสริมเหล็กในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน

การก่อรูปของสถาปัตยกรรมเหล่านี้มีรากฐานมาจากสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นดั้งเดิม ที่ให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุธรรมชาติและการอยู่อาศัยร่วมกับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมเฉพาะถิ่นอย่างกลมกลืน ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาและยกระดับขึ้นเมื่อการค้าเจริญเติบโตขึ้น จนกลายมาเป็นบ้านร้านค้าหรือ “เตี่ยมฉู่” รวมถึงคฤหาสน์และเรือนบังกะโลสำหรับพักอาศัยขนาดใหญ่ หรือที่เรียกกันในภูเก็ตและปีนังว่า “อังมอเหลา” ซึ่งหมายถึงบ้านของชาวตะวันตก การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนถึงการผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับวิทยาการและรสนิยมที่หลากหลาย จนกลายเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าในเขตเมืองประวัติศาสตร์ของภาคใต้

อังมอเหลา มรดกสถาปัตยกรรม มรดกวัฒนธรรมเปอรานากัน

ย่านเมืองเก่าในภาคใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียง เต็มไปด้วยร่องรอยทางประวัติศาสตร์ผ่านสถาปัตยกรรมอายุกว่าร้อยปี ทั้งตึกแถวโบราณและคฤหาสน์หลังใหญ่ที่สะท้อนการผสมผสานระหว่างศิลปะตะวันตกกับวัฒนธรรมและความเชื่อตะวันออกอย่างลงตัว โดยสถาปัตยกรรมคฤหาสน์หลังเดี่ยวอันโดดเด่นในย่านนี้มีชื่อเรียกว่า “อังมอเหลา”

ซึ่งคำว่า “อังมอเหลา” นี้มาจากภาษาจีนฮกเกี้ยน โดยคำว่า “อังมอ” หมายถึงฝรั่งผมแดง และ “เหลา” หมายถึงบ้านหลังใหญ่ รวมกันจึงแปลว่าบ้านแบบฝรั่ง เมื่อย้อนกลับไปราวหนึ่งศตวรรษก่อน เกาะปีนังคือศูนย์กลางทางการค้าและวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้ ชาวจีนที่เข้ามาทำมาค้าขายและสร้างเนื้อสร้างตัวจึงมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับปีนัง ทั้งด้านการลงทุน การศึกษาของบุตรหลาน รวมถึงวิถีปฏิบัติ ประเพณี และอาหารการกินที่รับสืบทอดมาโดยมีปีนังเป็นต้นแบบ

เมื่อเหล่าคหบดีชาวจีนประสบความสำเร็จและร่ำรวยจากกิจการเหมืองแร่ดีบุก พวกเขาจึงปรารถนาจะมีบ้านพักอาศัยที่โอ่อ่าตามแบบฉบับที่คุ้นเคย ช่วงเวลาที่มีการสร้างอังมอเหลามากที่สุดจึงอยู่ในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็นยุคที่กิจการเหมืองแร่เฟื่องฟูจากการใช้เรือขุดแร่ ประกอบกับการคมนาคมขนส่งที่สะดวกรวดเร็วขึ้น ทำให้คหบดีเหล่านี้สามารถว่าจ้างช่างฝีมือและสั่งตรงวัสดุก่อสร้างชั้นดี ทั้งกระเบื้อง ปูนซีเมนต์ เหล็กหล่อ กระจกสี และเครื่องเรือนจากปีนังและทวีปยุโรปเข้ามาได้อย่างแพร่หลาย

ด้วยอายุการสร้างและเอกลักษณ์อันทรงคุณค่า อังมอเหลาจึงสะท้อนภาพความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ การค้า และการคมนาคมในอดีต พร้อมกันนั้นยังทำหน้าที่เป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมที่เติบโตเคียงคู่กับรากเหง้าทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความเชื่อของชุมชนในย่านเมืองเก่ามาจนถึงปัจจุบัน

ภูมิปัญญาการออกแบบเพื่อสภาวะน่าสบายและการปรับตัวต่อภูมิอากาศ

การออกแบบอังมอเหลามักคำนึงถึงการรับมือกับภูมิอากาศร้อนชื้น โดยในพื้นที่ลุ่มหรือใกล้ทะเล ช่างมักยกพื้นสูง 8-10 ฟุตบนเสาหรือโครงสร้างก่ออิฐโค้งเพื่อหนีน้ำท่วม ภายในเน้นเพดานสูงและเปิดช่องลมขนาดใหญ่เพื่อให้ลมโกรก รอบตัวอาคารนิยมมีระเบียงล้อมรอบช่วยกันแดดฝน และบางหลังยังมีลานกลางบ้านเพื่อช่วยระบายความร้อนในอาคารขนาดใหญ่

ด้านวัสดุก่อสร้างและงานตกแต่ง โดดเด่นด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีที่เข้ากับบริบทภาคใต้ ผนังอิฐฉาบปูนมักนิยมตกแต่งด้วย ไลม์พลาสเตอร์ ซึ่งเป็นการฉาบผิวด้วยปูนหมักจากธรรมชาติที่ช่วยสร้างพื้นผิวเรียบเนียนและระบายความชื้นได้ดี ควบคู่กับการใช้ ไลม์วอช สีทาจากน้ำปูนขาวธรรมชาติที่ซึมลึกเข้าสู่เนื้อปูน เกิดความนวลตาและไม่หลุดล่อนง่าย เมื่อผสานกับเทคนิค ปูนตำ จะช่วยขยายผิวสัมผัสให้ดูละมุนตาคล้ายเนื้อหินธรรมชาติ พร้อมเติมความโดดเด่นด้วยลวดลายงานปูนปั้นที่ช่วยเพิ่มมิติความงามในโทนสีอ่อนอย่างสีเทา เหลือง คราม หรือเขียวสว่างได้อย่างกลมกลืน

สำหรับพื้นชั้นล่าง มักใช้โครงสร้างคอนกรีตหรือซีเมนต์พอร์ตแลนด์ ปูทับด้วยกระเบื้องดินเผามะละกา หินอ่อน หรือโมเสกลายเรขาคณิต โดยใช้หินแกรนิตทำจมูกพื้นเพื่อกันกระแทกจากการขนย้ายสิ่งของ ส่วนพื้นชั้นบนนิยมใช้ไม้เนื้อแข็งอย่างไม้ตะเคียนหรือไม้สัก

ด้านโครงสร้างหลังคานิยมออกแบบเป็น “ทรงปั้นหยา” ที่มีชายคายื่นยาว เนื่องจากหลักการออกแบบหลังคาลักษณะนี้ตอบโจทย์ภูมิอากาศฝนตกชุกและลมแรงของภาคใต้ได้เป็นอย่างดี ด้านลาดเอียงรอบด้านช่วยให้น้ำฝนไหลระบายลงมาได้อย่างรวดเร็ว ไม่ขังนิ่งจนเกิดปัญหาหลังคารั่วซึม ขณะที่ชายคายื่นช่วยบังแดดและกันฝนสาดเข้าสู่ตัวอาคารได้ดีเยี่ยม ทั้งยังนิยมทำมุขยื่นออกมารองรับพื้นที่จอดรถเทียบด้านหน้า ภายในอาคารนิยมทำเพดานสูงและเจาะช่องเปิดใหญ่เพื่อระบายความร้อน เหนือประตูหน้าต่างมักทำช่องแสงครึ่งวงกลมหรือช่องลมเหล็กหล่อเพื่อให้ลมถ่ายเทและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ส่วนบันไดและราวกั้น ในยุคแรกมักใช้ไม้เนื้อแข็ง ก่อนจะนิยมนำเข้าวัสดุจากต่างประเทศ เช่น แม่บันไดและราวเหล็กหล่อสไตล์วิกตอเรียนจากอังกฤษและอินเดีย ลูกกรงไม้กลึง หรือลูกกรงเซรามิกเคลือบสีเขียว ต่อมาเมื่อคอนกรีตแพร่หลายจึงนิยมใช้บันไดคอนกรีตเสริมเหล็ก ขณะที่ประตูหน้าต่างมักใช้แบบลูกฟักกระจกฝรั่งเศส และประดับสัญลักษณ์มงคลเหนือช่องประตูตามคติความเชื่อจีน

เตี่ยมฉู่  บ้านร้านค้า มรดกวัฒนธรรมเปอรานากัน

คำว่า บ้านร้านค้า (Shophouse) มีรากฐานมาจากความต้องการใช้สอยพื้นที่ในอาคารเดียวกันเพื่อรองรับทั้งการพักอาศัยและการทำธุรกิจการค้า โดยพื้นที่ชั้นล่างมักใช้เป็นร้านค้าหรือสำนักงาน ส่วนชั้นบนและพื้นที่ด้านหลังใช้เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว รูปแบบสถาปัตยกรรมนี้เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพย้ายถิ่นฐาน และนำเอาวิถีชีวิตรวมถึงจารีตดั้งเดิมมาปรับใช้ในดินแดนใหม่ โดยมีการสร้างทั้งบ้านเรือนที่ประกอบธุรกิจในตัว และการสร้างศาลเจ้าหรือวัดจีนเพื่อเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของชุมชนและสายตระกูล

นอกจากนี้ ในภาษาถิ่นยังมีคำเรียกที่สะท้อนถึงรูปแบบดังกล่าวอย่างชัดเจน เช่น ภาษาฮกเกี้ยนเรียกว่า “เตี่ยมฉู่  (Tiam Chu)” ภาษากวางตุ้งเรียกว่า “เสี่ยง ติม (Siong Tim)” หรือในภาษาจีนกลางเรียกว่า “เดียน หวู่ (Dian Wu)” และ “ฉาง เดียน (Shang Dian)” ซึ่งล้วนหมายถึงบ้านที่ใช้ทำธุรกิจการค้า สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแบบแผนการสร้างบ้านที่มีพื้นที่ค้าขายได้ถูกพัฒนาและมีมาก่อนในวัฒนธรรมจีน

การก่อรูปของตึกแถวถูกกำหนดภายใต้ข้อจำกัดด้านพื้นที่ เนื่องจากทำเลริมถนนมีความสำคัญต่อการค้าและมีราคาสูง ประกอบกับในอดีตมีการจัดเก็บภาษีตามความกว้างหน้าอาคาร ตึกแถวส่วนใหญ่จึงออกแบบให้มีลักษณะหน้าแคบแต่มีความลึกยาวไปด้านหลัง พร้อมทั้งมีการตัดถนนบริเวณหลังบ้าน เพื่อช่วยจัดการเรื่องสาธารณูปโภคและการสุขาภิบาล สำหรับพัฒนาการของรูปแบบอาคารเกิดจากเรือนแถวไม้ชั้นเดียว สู่เรือนแถวไม้หรือตึกแถวปูน 2 ชั้น และขยับขยายเป็นตึกคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีความสูงตั้งแต่ 2 ถึง 5 ชั้นตามลำดับ

เตี่ยมฉู่  สถาปัตยกรรมตึกแถว การปรับตัวทางภูมิปัญญาและการผสมผสานวัฒนธรรม

สถาปัตยกรรมตึกแถวในภูมิภาค เป็นผลลัพธ์จากการปรับตัวและการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมเฉพาะถิ่นอย่างกลมกลืน แม้รูปแบบดั้งเดิมจะได้รับอิทธิพลจากกลุ่มชนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานซึ่งคุ้นเคยกับภูมิอากาศหนาวเย็น แต่เมื่อต้องย้ายมาตั้งรกรากในดินแดนเขตร้อนชื้นที่มีฝนตกชุกและอากาศร้อนอบอ้าว สถาปัตยกรรมจึงได้รับการพัฒนาและปรับเปลี่ยนรายละเอียดให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง ช่างท้องถิ่นได้นำภูมิปัญญามาแก้ไขปัญหาความอับชื้นและสภาพอากาศร้อนชื้น โดยการเจาะช่องเปิดโล่งบนหลังคาที่เรียกว่า “ฉิมแจ้” หรือ “บ่ออากาศ (Air Well)” ซึ่งช่วยให้อากาศภายในและภายนอกอาคารเกิดการถ่ายเท นำแสงธรรมชาติเข้ามาช่วยไล่ความอับชื้น ฆ่าเชื้อโรค และสร้างความสมดุลให้กับอาคาร

การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานสะท้อนถึงความเข้าใจในธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ผนังอาคารเลือกใช้ระบบก่ออิฐหนารับน้ำหนัก ซึ่งนอกจากจะช่วยในการรับน้ำหนักโครงสร้างแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นกำแพงหนากันความร้อนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกเย็นสบายในเวลากลางวัน และอิฐมอญยังช่วยคลายความร้อนที่สะสมไว้ออกมาในเวลากลางคืน ในยุคแรกเริ่มยังคงใช้วิธีการก่อสร้างด้วยอิฐมอญก่อด้านนอกและด้านในด้วยปูนขาว ส่วนตรงกลางใช้วิธีอัดดินเหนียวให้แน่นเพื่อเป็นฉนวนกันความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อทุบทำลายผนังในภายหลังยังสามารถนำเศษอิฐและดินกลับมาใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ต้องหาซื้อดินถมใหม่ รูปทรงหลังคาปรับความลาดชันให้สูงขึ้นเพื่อเร่งการระบายน้ำฝน ป้องกันปัญหาน้ำรั่วซึม โดยในระยะแรกนิยมใช้แฝกหรือวัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่ายและประหยัด ก่อนจะทยอยเปลี่ยนเป็นกระเบื้องดินเผาและกระเบื้องซีเมนต์เมื่อฐานะมั่นคงขึ้น ด้านการระบายอากาศ อาคารตึกแถวมีการออกแบบช่องเปิดประตูและหน้าต่างขยายกว้างตลอดช่วงเสาเพื่อนำลมเย็นจากภายนอกเข้ามาปัดเป่าความร้อน

ในระยะต่อมา การออกแบบอาคารเริ่มมีการพัฒนาผ่านการจัดจังหวะช่องเปิด โดยแบ่งพื้นที่หน้าอาคารออกเป็น 3 ส่วนตามหลักการจัดวางผังตามจารีตจีนโบราณ พร้อมทั้งคงการวางผังในแนวลึกที่คำนึงถึงทิศทางลม การหลบแดด และมีพื้นที่เปิดโล่งกลางบ้านสำหรับขุดบ่อน้ำใช้อุปโภคบริโภค นำพาธรรมชาติ แสงแดด และสายลมเข้าสู่อาคาร การตกแต่งภายนอกมีความประณีตสวยงามขึ้นผ่านการใช้วัสดุและองค์ประกอบ เช่น ช่องลมระบายอากาศ ช่องแสงกระจกรูปครึ่งวงกลม ตลอดจนการประดับตกแต่งด้วยสัญลักษณ์มงคลตามฐานะทางเศรษฐกิจของเจ้าของอาคาร

นอกจากนี้ ในส่วนของพื้นที่ด้านหน้าอาคารชั้นล่างได้ออกแบบเป็นระเบียงโถง หรือ “ทางเดินกว้างห้าฟุต (Five-Foot Way)” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจและนำเอาแนวทางตามอย่างรูปแบบของเมืองปีนังที่เห็นว่ามีประโยชน์เด่นชัดในการช่วยกันแดดกันฝนอันรุนแรงของภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในท้องถิ่นภาคใต้ไม่ได้เกิดจากการบังคับใช้ทางกฎหมายที่เคร่งครัดแต่อย่างใด แต่เกิดจากภูมิปัญญาและความตระหนักรู้ร่วมกันในการสร้างพื้นที่ทางเดินในร่มหรือที่เรียกในภาษาจีนฮกเกี้ยนว่า “หง่อคาขี่ (Goh Kaki)” เพื่อให้ผู้คนสามารถสัญจรไปมา หลบแดด และหลบฝนได้อย่างสะดวกสบาย เอื้อต่อการประกอบกิจการค้าในชีวิตประจำวัน

ด้านเทคนิคงานช่างและการก่อสร้างยังมีการประยุกต์ใช้วัสดุก่อสร้างจากธรรมชาติอย่างคุ้มค่า เช่น การทำปูนก่อผนังด้วยสูตรผสมเฉพาะระหว่างปูนขาว เกลือ ทราย แกลบ หรือเปลือกหอยเพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะ จนกระทั่งเมื่อมีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศและนำเข้าปูนซีเมนต์กับเหล็กเส้น ช่างพื้นถิ่นจึงพัฒนามาสู่การทำฝาหล่อหรือผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยใช้ไม้แบบและการผสมปูนกับทรายและหินท้องถิ่น ไล่เททีละชั้นจนได้ผนังที่แข็งแรงทนทาน ช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับอาคารโดยยังคงรักษาแก่นสำคัญของการพึ่งพิงธรรมชาติอย่างยั่งยืน

การถอดรหัสองค์ประกอบส่วนประดับและองค์ประกอบอาคารของบ้านร้านค้า (เตี่ยมฉู่)

ในสถาปัตยกรรมแบบสรรค์ผสานนิยมในรูปแบบบ้านร้านค้า (เตี่ยมฉู่) ย่านการค้าประวัติศาสตร์ มักพบการหลอมรวมองค์ประกอบหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน ทั้งตำแหน่งที่ตั้ง หน้าที่ใช้สอย ความหมายมงคล และการแสดงฐานะความร่ำรวย ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้เป็นรูปแบบที่นิยมพบได้ในงานสถาปัตยกรรมกลุ่มนี้ โดยอาคารแต่ละหลังอาจมีองค์ประกอบแตกต่างกันไปตามความเหมาะสม ดังนี้

แผงมุขหน้าจั่ว: บริเวณจั่วอาคารนิยมทำเป็นรูปทรงกลมสื่อถึงฟ้าดินหรือโลก พร้อมประดับสัตว์มงคล เช่น นกขนาดใหญ่ หรือค้างคาว ด้านข้างตกแต่งด้วยลายเถาวัลย์ ลายเมฆ และพืชพรรณมงคล ร่วมกับเชิงชายไม้ฉลุลวดลายขนมปังขิง

เสาและหัวเสา: ความงดงามของสถาปัตยกรรมตะวันตกสะท้อนผ่านหัวเสาหลัก 3 รูปแบบ คือ ดอริก ไอโอนิก และคอรินเธียน ซึ่งช่างท้องถิ่นสร้างสรรค์เอกลักษณ์ใหม่โดยเปลี่ยนลายใบอะแคนทัสเป็น “ลายใบเหงือกปลาหมอ” พืชท้องถิ่น การตกแต่งที่ประณีตนี้บ่งบอกถึงรสนิยมทันสมัยและการประกาศฐานะความร่ำรวย 

ผนังและช่องเปิด: ผนังชั้นสองบางแห่งประดับด้วยปูนปั้นลายเรขาคณิตหรือลายลูกกรง บริเวณผนังเตี้ย หรือช่องหน้าต่างตกแต่งด้วยปูนปั้นมงคลสลับเศษภาชนะเซรามิกเพื่อให้เกิดมิติซับซ้อน หรือทาสีปูนเปียกทับให้เป็นพื้นเดียวกัน

ประตูหลัก: มักใช้บานประตูไม้ขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยบานเฟี้ยมแกะสลักลวดลายจีนอ่อนช้อยผสานกับช่องแสงด้านบน เพื่อความโปร่งและการเข้าถึงที่สะดวกสำหรับร้านค้า บางแห่งประดับตกแต่งเพื่อแสดงความรุ่มรวยและฐานะของเจ้าของ เช่น บานเปิดลูกฟักกระดานดุที่มีซี่ลูกกรงเหล็กซ้อนด้านในเพื่อความปลอดภัยและการถ่ายเทอากาศ

หน้าต่างชั้นล่าง: นิยมใช้บานไม้หนาทึบแกะสลักลายจีน มีช่องหน้าต่างรูปทรงค้างคาวหรือช่องลมอิสระช่วยรับลมและแสงสว่าง

หน้าต่างชั้นบน: ใช้บานเกล็ดไม้ตั้งวงกบยาวตลอดแนวระหว่างผนังร่วม ปรับองศาเพื่อรับลมและควบคุมความเป็นส่วนตัวได้ ด้านในซ้อนลูกกรงเหล็กเพื่อความปลอดภัย หรือใช้หน้าต่างซุ้มโค้ง

ช่องแสง : อยู่เหนือประตูและหน้าต่าง เป็นช่องโค้งหรือสี่เหลี่ยมประดับกระจกสีลายเรขาคณิตหรือดอกไม้ ช่วยนำแสงเข้าสู่ภายในและเพิ่มความงดงามยามแสงส่องผ่าน

ระเบียงชั้นบน: มีราวกันตกปูนปั้นโปร่งหรือราวเหล็กดัดลายอาร์ตนูโว บางหลังมีหลังคายื่นคลุมกันแดดกันฝน เป็นพื้นที่กึ่งภายนอกสำหรับพักผ่อนหรือชมกิจกรรมบนท้องถนน

บันได: บันไดไม้เนื้อแข็งตั้งอยู่กึ่งกลางหรือค่อนไปทางด้านหลังของตัวตึก ใต้บันไดออกแบบให้เป็นห้องเก็บของหรือตู้เก็บสินค้า เพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่หน้าแคบอย่างคุ้มค่าที่สุดตามแบบฉบับบ้านร้านค้าเชิงพาณิชย์

ลวดลายปูนปั้นประดับมงคล: นิยมตกแต่งอย่างหนาแน่นจนเกิดลักษณะที่เรียกว่า “จีนบาโรก (Chinese Baroque)” โดยลวดลายสำคัญประกอบด้วย:

ลายค้างคาว: คำว่าค้างคาว (ฝู) พ้องเสียงกับโชคลาภหรือความสุข สื่อถึงพร 5 ประการ คือ สุขภาพดี อายุยืนยาว ความเจริญ มีคุณธรรม และวายชนม์อย่างสงบ

ลายผลทับทิม: มีเมล็ดจำนวนมากภายในผล เป็นสัญลักษณ์แทนความอุดมสมบูรณ์และการมีลูกหลานสืบสกุล

ลายนกฟีนิกซ์ (หงส์): ราชาแห่งนก สื่อถึงความสูงส่ง สง่างาม และความร่มเย็นเป็นสุข หากคู่กับมังกรจะหมายถึงความสมดุลของหยิน-หยางและความเป็นสิริมงคลสูงสุด

ลายพฤกษาและดอกไม้มงคล: เช่น ดอกโบตั๋น สื่อถึงความมั่งคั่งและเกียรติยศ และดอกเบญจมาศ สื่อถึงความมีอายุยืนยาวและความบริสุทธิ์

ลายสัตว์มงคลอื่นๆ: เช่น สิงโตจีน ช่วยปกป้องคุ้มครองและเสริมอำนาจบารมี และ ลายปลา (yuán – หยู) ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า “เหลือเฟือ” สื่อถึงความเหลือกินเหลือใช้และความมั่งคั่งที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องทุกปี

มุมมองและการขับเคลื่อนการอนุรักษ์เมืองเก่า  จากสถาปัตยกรรมรายอาคารสู่ย่านสร้างสรรค์

การอนุรักษ์อาคารบ้านเรือนในพื้นที่เมืองเก่าต้องมองภาพรวมในระดับ “ย่าน” แทนการมองเพียงอาคารหลังเดี่ยว เนื่องจากอาคารส่วนใหญ่เป็นกรรมสิทธิ์ของประชาชน ซึ่งกลไกภาครัฐไม่สามารถใช้งบประมาณสนับสนุนการบูรณะได้อย่างทั่วถึง คุณค่าของอาคารจึงจะเด่นชัดขึ้นเมื่อประกอบกันเป็นซีรีส์ของเนื้อเมืองเก่า

ในยุคปัจจุบัน แนวคิดการอนุรักษ์ได้ก้าวสู่การเป็น “ย่านสร้างสรรค์” โดยภาครัฐและภาคการศึกษาได้ผลักดันกิจกรรมต่างๆ ให้สอดรับกับสังคมสมัยใหม่ เพื่อให้ย่านเก่าเป็นแหล่งบ่มเพาะศิลปินและนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ดังจะเห็นได้จากการปรับเปลี่ยนบ้านเก่าให้เป็นร้านกาแฟ โรงแรมขนาดเล็ก Airbnb หรือพิพิธภัณฑ์ ซึ่งใช้ประโยชน์จากทุนทางวัฒนธรรมได้อย่างคุ้มค่า ทั้งนี้ การอนุรักษ์ควรเน้นรักษาองค์ประกอบภายนอกเพื่อคงบรรยากาศดั้งเดิม (Sense of Place) ไว้ หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงหน้าตาอาคารหรือใส่หน้ากากใหม่จนสูญเสียเอกลักษณ์ ส่วนพื้นที่ภายในสามารถปรับปรุงให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยยุคใหม่ ทั้งเรื่องแสงสว่าง การระบายอากาศ และสุขภาวะที่ดี ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนกลับมาใช้ประโยชน์ในอาคารเก่าควบคู่กับการซ่อมแซมอย่างเหมาะสม

ปัจจุบัน มีหลายภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนเรื่องเมืองเก่าอย่างจริงจัง อาทิ รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงไกร เกิดศิริ ที่ทำโครงการเมืองเก่า-ย่านชุมชนเก่า สร้างสรรค์และน่าอยู่ รวมถึงคณะทำงานคณะอนุกรรมการเมืองเก่าในภาคใต้ และสมาคมสถาปนิกทักษิณ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาควบคู่กับการอนุรักษ์ เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าของอาคารและภาคเอกชนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจพร้อมกับรักษากลิ่นอายทางวัฒนธรรม ควบคู่กับการสร้างกลไกคุ้มครองภูมิทัศน์เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งก่อสร้างใหม่ทำลายอัตลักษณ์ของเมืองเก่า ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน ผ่านการประเมินแหล่งมรดกวัฒนธรรมและการจัดอบรมสัมมนาในภูมิภาคต่างๆ

การอนุรักษ์เมืองเก่าไม่ใช่การแช่แข็งอดีต แต่เป็นการผสานการรักษารูปลักษณ์ภายนอกเข้ากับการปรับปรุงพื้นที่ภายในให้ตอบรับวิถีชีวิตสมัยใหม่ ผ่านความร่วมมือของเครือข่ายทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิดย่านสร้างสรรค์ ซึ่งช่วยให้เมืองเก่าเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมได้อย่างยั่งยืน

ขอขอบคุณ

รองศาสตราจารย์ ดร. เกรียงไกร เกิดศิริ ประธานหลักสูตรนานาชาติ สาขาวิชา การจัดการมรดกทางสถาปัตยกรรม อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยว คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

คุณสุพสิษฐ์ อุทัยรัตน์ ประธานกรรมาธิการภูมิภาคทักษิณ กรรมาธิการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม (ทักษิณ) ASA Thaksin 

คุณธรัช ศิวภักดิ์วัจนเลิศ Dhamarchitects บริษัท ธัมอาร์คิเทคส์ จำกัด /คณะทำงานคณะอนุกรรมการเมืองเก่าภูเก็ต 

อ้างอิง

โกศล แตงอุทัย. (2563). อังมอเหลา บ้านเก่าเล่าภูเก็ต. ภูเก็ต: มูลนิธิเมืองเก่าภูเก็ต. 

เกรียงไกร เกิดศิริ, ปัทม์ วงศ์ประดิษฐ์, อิสรชัย บูรณะอรรจน์ และกิตติคุณ จันทร์แย้ม. (2564). จอร์จทาวน์ เกาะปีนัง จากเมืองท่าประวัติศาสตร์สู่เมืองมรดกโลก. กรุงเทพฯ: อี.ที.พับลิชชิ่ง. 

ปัทม์ วงศ์ประดิษฐ์. (2556). การศึกษาพัฒนาการรูปแบบของตึกแถวจังหวัดตรัง. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.


เรื่อง : PAKAHO

ภาพ : คลังภาพบ้านและสวน

10 แบบบ้านสไตล์รีสอร์ท ของคนอยากมีบ้านสวย ใกล้ชิดธรรมชาติ ไว้คอยฮีลใจ

รวม บ้านพักผ่อนหลังเล็ก แต่ได้ความสุขแบบบิ๊กไซซ์