บ้านโมเดิร์นสีขาว ที่เปิดรับธรรมชาติ สายลม แสงแดด ด้วยจังหวะที่ไม่รีบร้อน
บ้านโมเดิร์นสีขาว ในจังหวัดร้อยเอ็ดที่เกิดจากความรักและความตั้งใจอยากให้บ้านหลังนี้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยของสมาชิกทุกคน ภายใต้บรรยากาศโปร่งโล่ง ดูแลง่าย และอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ
Design Directory : ออกแบบ Wardwai Architect and Design



บ้านโมเดิร์นสีขาว เส้นสายเรียบง่าย ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนที่โอบล้อมไว้รอบด้านดูเงียบสงบร่มรื่นต่างจากภายนอกแต่ข้างในซ่อนความตั้งใจไว้มากกว่าที่ตามองเห็น ทุกเช้าแสงอาทิตย์จะลอดผ่านจากช่องแสงด้านบน ทอดตัวลงบนหิ้งพระพอดิบพอดีราวกับนัดหมายกันไว้ล่วงหน้า เป็นช่วงเวลาสั้นๆที่ทำให้เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยความสงบนิ่ง ก่อนที่จะออกไปเผชิญกับงานอันแสนวุ่นวายข้างนอก คุณหมอต๋ง – นายแพทย์ธนฤทธิ์ จุรีมาศ และคุณหมอออม – แพทย์หญิงนภัสวรรณ ฟ้าสว่าง ย้ายมาอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ดได้สักพัก ตัดสินใจสร้าง บ้านโมเดิร์นสีขาว หลังนี้ เมื่อคุณพ่อของคุณหมอออมป่วยและอยากให้ท่านมาอยู่ด้วยกันจะได้ดูแลได้อย่างใกล้ชิด บ้านหลังนี้จึงเกิดจากความรักและความตั้งใจ อยากให้เป็นบ้านที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยของทุกคน





เจ้าของบ้านบอกความต้องการกับสถาปนิก ฟังดูเรียบง่ายแต่ชัดเจน คือ โปร่งโล่ง ดูแลง่าย และอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ คุณหมอต๋งเล่าว่า “ตอนเด็กๆ โตมากับบ้านที่เป็นตึกแถวมาตลอด เป็นห้องทึบไม่ค่อยมีแสงไม่มีหน้าต่าง ก็เลยอยากได้บ้านที่โปร่งโล่ง มีอากาศถ่ายเทได้ดีและใกล้ชิดธรรมชาติ คุณพ่อจะได้สัมผัสกับธรรมชาติจะได้สดชื่น”
อีกเงื่อนไขที่คุณหมอออมให้ความสำคัญคือ บ้านโมเดิร์นสีขาว หลังนี้ต้องมีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป สามารถดูแลด้วยตัวเองได้ง่าย ทางสถาปนิกจึงออกแบบให้เป็นบ้านสำหรับครอบครัวที่อยู่ด้วยกันทั้งหมด 6 คน ได้มีพื้นที่ของตัวเองและพื้นที่ใช้สอยตรงกลางร่วมกัน ซึ่งมีผลต่อการมีปฎิสัมพันธ์ของทุกคนในบ้าน “บ้านมีพื้นที่ใช้สอยรวม 250 ตารางเมตร สำหรับ 6 คน บางคนอาจจะมองว่าห้องเล็กเกินไป แต่สำหรับผมมองว่ากำลังพอดี ไม่เล็กไป ไม่ใหญ่ไป พอดีกับชีวิตที่อยากได้”



คุณแจม – ณชพล เฉลิมลักษณ์ สถาปนิก จาก Wardwai Architect and Design ผู้รับดูแลงานนี้ เล่าถึงวันแรกที่เข้ามาดูหน้างานเพื่อวางตำแหน่งทิศทางของบ้านและพบกับสิ่งที่มากำหนดทิศทางของบ้านหลังนี้ได้อย่างน่าสนใจ “วันแรกที่เข้ามาที่ตรงนี้ ผมมองเห็นองค์พระใหญ่ทางทิศตะวันตก และต้นจามจุรีที่แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่ใกล้ๆ จึงใช้ตำแหน่งขององค์พระเป็นแกนหลักและตั้งใจวางหน้าต่างให้มองเห็นองค์พระได้จากชั้น 2”
ตัวอาคารถูกบิดจากแนวถนนด้านหน้าเล็กน้อยเพื่อให้รับทิศทางลมประจำถิ่นได้พอดี “ครอบครัวนี้ให้ความสนใจศึกษาเรื่องของธรรมะทั้งการสวดมนต์และนั่งสมาธิ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่เรียงร้อยเรื่องราวของการออกแบบได้อย่างลงตัว”
คุณแจมจึงออกแบบให้ห้องพระอยู่ในตำแหน่งที่อยู่สูงสุดของบ้าน ถึงจะเป็นมุมเล็กๆบริเวณชั้นลอยแต่เงียบสงบและสิ่งที่พิเศษคือในทุกเช้าราว 7 โมง แสงอาทิตย์จะส่องผ่านช่องด้านบนลงมาที่องค์พระบนหิ้งพอดี ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ “ผมคำนวณเส้นทางของแสงอาทิตย์เพื่อให้แสงส่องผ่านช่องลงตรงหน้าองค์พระพอดีกับเวลานั้น เป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ได้อย่างสวยงาม”


อีกสิ่งหนึ่งที่ทางสถาปนิกออกแบบอย่างพิถีพิถันคือ ลำดับความรู้สึกตอนเดินเข้าบ้าน “ทั้งคุณหมอต๋งและคุณหมอออมต่างต้องทำงานที่มีความกดดัน คุณหมอออมทำงานห้องฉุกเฉินต้องเจอเลือด บางครั้งต้องทำงานถึงเช้า การกลับบ้านจึงควรเป็นที่ที่กลับมาแล้วรู้สึกสบายใจ”
คุณแจมออกแบบให้บริเวณทางเดินเข้าบ้านมีระดับฝ้าเพดานที่ต่ำกว่าปกติเล็กน้อยเพื่อสร้างความรู้สึกกดลงของทางเดินและเมื่อเข้าสู่พื้นที่โถงกลางของบ้านจะพบกับสเปซขนาดใหญ่ที่โปร่งโล่งแบบดับเบิลสเปซที่มีความสูงตั้งแต่พื้นไปจรดฝ้าหลังคา หรือแม้แต่การออกแบบช่องแสงที่ปลายทางก่อนขึ้นบันไดเป็นการเปิดให้มองเห็นแลนด์สเคปข้างนอกและเมื่อขึ้นบันไดไปถึงชั้น 2 ตำแหน่งปลายทางเดินก็จะมองเห็นองค์พระใหญ่ระหว่างที่เดินเข้าห้องนอนด้วยเช่นกัน
ชั้นล่างเป็นพื้นที่ส่วนกลางแบบโอเพ่นแปลนที่รวมมุมนั่งเล่น โต๊ะรับประทานอาหาร และครัวเอาไว้ด้วยกัน ขนาบข้างด้วยช่องแสงขนาดใหญ่ทั้งสองฝั่งมองเห็นสวนสวยที่โอบล้อมบ้านนี้ไว้ในทุกองศา โซนด้านหน้าใกล้ประตูเข้าบ้านมากที่สุดเป็นห้องนอนของคุณพ่อคุณแม่คุณหมอออม ที่ออกแบบไว้สำหรับการใช้งานของผู้สูงอายุ รวมทั้งทางลาดที่ออกแบบไว้เพื่อรองรับการใช้วีลแชร์ในอนาคต


บันไดวางอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้อย่างเด่นชัด เส้นสายลาดเอียงของบันไดที่ดูเหมือนกำลังรัดรอบผนังแกนหลักทำหน้าที่นำสายตาขึ้นสู่ชั้น 2 สถาปนิกเลือกใช้ไม้ในการกรุผนังกันตกเพื่อให้ดูแตกต่างจากวัสดุอื่นๆ ในบริเวณนี้และเพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ ในวัยกำลังซน การเลือกวัสดุในบ้านหลังนี้สะท้อนแนวคิดเดียวกับการออกแบบทั้งหลัง นั่นคือใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน พื้นห้องนอนชั้นบนเลือกใช้ SPC ที่เปลี่ยนได้ง่ายเมื่อถึงเวลา เหมาะกับบ้านที่มีเด็กชายสองคนในวัยกำลังโต รวมถึงผนังบันไดที่เป็นคอนกรีตสร้างพื้นผิวให้มีความหยาบเกิดเป็นลวดลายพอให้รอยเปื้อนกลืนหายไป ทุกการเลือกจึงไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงาม แต่เหมาะสมกับการใช้งานและการดูแลรักษา





ชั้น 2 มีทางเดินทอดยาวจากบันไดไปสู่ห้องทำงานและห้องนอน โดยมีชั้นหนังสือบิลท์อินยาวตลอดแนวตามสไตล์ของคนรักการอ่านหนังสือ “คุณหมอต๋งและคุณหมอออมมีของสะสมเป็นหนังสือ เลยออกแบบให้ตรงนี้เป็นชั้นวางหนังสือยาวตลอดแนวสามารถหยิบหนังสือออกมาจากชั้นแล้วมานั่งอ่านตรงที่นั่งข้างๆได้เลย เมื่อทุกคนต้องเดินผ่านตรงนี้ทุกวัน มองเห็นทุกวัน จึงเป็นการปลูกฝังแบบอ้อมๆ เพื่อให้เด็กๆ สนใจการอ่านหนังสือและลองหยิบมาอ่านโดยไม่ต้องบอก แค่วางไว้ให้หยิบได้เสมอ”
นอกจากห้องนอนบริเวณชั้น 2 แล้ว ยังมีอีกมุมหนึ่งที่กลายเป็นมุมโปรดของทุกคนในครอบครัว คือห้องทำงานที่เป็นทั้งห้องอ่านหนังสือและมุมทำการบ้านของเด็กๆ ออกแบบให้มีช่องหน้าต่างขนาดใหญ่ที่มองออกไปเห็นต้นพะยอมสองต้นในสวนยืนเด่นอยู่อย่างชัดเจน “จริงๆ เห็นห้องนี้ตั้งแต่ในแปลนแล้ว ชอบที่มีความโปร่งก็เล็งเอาไว้ตั้งแต่บ้านยังไม่เสร็จ ยิ่งพอทำสวนและมีต้นพะยอมสองต้นตรงกับช่องหน้าต่างของห้องพอดีก็ยิ่งชอบมุมนี้ พอคุณหมอต๋งมาเห็นก็เอาเก้าอี้ทำงานมาตั้งด้วย ช่วงวันหยุดลูกๆ ก็จะมาขลุกอยู่ในห้องนี้ด้วยกันอีก ห้องนี้เลยกลายเป็นมุมโปรดของทุกคนในบ้าน”








เมื่อบ้านที่ออกแบบมาตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย แสงยามเช้าที่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของความศรัทธา พื้นที่ต่างๆ ที่เตรียมไว้ในอนาคตเพื่อคนที่เรารัก บ้านที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องใหญ่โตหรือเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ไม่เคยใช้ แต่เป็นบ้านที่ทำให้รู้สึกสบายใจเวลาที่กลับมาถึงบ้านในทุกๆ วัน
เจ้าของ : นายแพทย์ธนฤทธิ์ จุรีมาศ และแพทย์หญิงนภัสวรรณ ฟ้าสว่าง
ออกแบบ : Wardwai Architect and Design
รับเหมา : ห้างหุ้นส่วน เจริญทรัพย์ร้อยเอ็ด ก่อสร้าง โดยคุณไพศาล ประเชิญเชื้อ
ผู้ควบคุมงานก่อสร้าง : คุณยศพล บรรยงค์

เรื่อง : jOhe
ภาพ : ธนายุต วิลาทัน, กรานต์ชนก บุญบำรุง