สรรพคุณของกัญชา-กัญชงในด้านการรักษา

ด้วยสรรพคุณที่มากเกินกว่าที่จะมาตีกรอบให้ “กัญชง-กัญชา” เป็นเพียงแค่ยาเสพติด ดังนั้นเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2563 จึงมีราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศให้ กัญชา-กัญชง พ้นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ซึ่งมีใจความสำคัญว่า

ลักษณะทั่วไปและความแตกต่างของต้นกัญชา-กัญชง

กัญชา (cannabis) พืชในสกุล Cannabis และวัตถุหรือสารต่างๆ ที่มีอยู่ในพืชกัญชา เช่น ยาง น้ำมัน ยกเว้นวัตถุหรือสารดังต่อไปนี้ เฉพาะที่ได้รับอนุญาตให้ผลิตในประเทศ ไม่จัดเป็น ยาเสพติดให้โทษในประเภท 5

(ก) เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่งก้าน และราก

(ข) ใบ ซึ่งไม่มียอดหรือช่อดอกติดมาด้วย

(ค) สารสกัดที่มีสารแคนนาบิไดออล (cannabidiol, CBD) เป็นส่วนประกอบและต้องมี สารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (tetrahydrocannabinol, THC) ไม่เกินร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก

(ง) กากหรือเศษที่เหลือจากการสกัดกัญชา และต้องมีสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (tetrahydrocannabinol, THC) ไม่เกินร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก

ต้นกัญชา

กัญชง (hemp) พืชซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Cannabis sativa L. subsp. sativa อันเป็นชนิดย่อยของพืชกัญชา (Cannabis sativa L.) และวัตถุหรือสารต่างๆ ที่มีอยู่ในพืชกัญชง เช่น ยาง น้ำมัน ยกเว้นวัตถุหรือสารดังต่อไปนี้ เฉพาะที่ได้รับอนุญาตให้ผลิตในประเทศ ไม่จัดเป็น ยาเสพติดให้โทษในประเภท 5

(ก) เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่งก้าน และราก

(ข) ใบ ซึ่งไม่มียอดหรือช่อดอกติดมาด้วย

(ค) สารสกัดที่มีสารแคนนาบิไดออล (cannabidiol, CBD) เป็นส่วนประกอบและต้องมี สารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (tetrahydrocannabinol, THC) ไม่เกินร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก

(ง) เมล็ดกัญชง (hemp seed), น้ำมันจากเมล็ดกัญชง (hemp seed oil) หรือสารสกัด จากเมล็ดกัญชง (hemp seed extract)

(จ) กากหรือเศษที่เหลือจากการสกัดกัญชง และต้องมีสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (tetrahydrocannabinol, THC) ไม่เกินร้อยละ 0.2 โดยน้าหนัก

ไร่กัญชงในต่างประเทศ
ช่อดอกเพศเมียช่อดอกเพศเมียของกัญชาเรียกว่า กะหลี่กัญชา สำหรับสกัดสารที่มีคุณสมบัติช่วยคลายเครียด แก้ชัก เจริญอาหาร หลับสบาย

สารออกฤทธิ์ และ สรรพคุณ

ส่วนที่ใช้ส่วนใหญ่มาจากช่อดอกเพศเมีย มีคุณสมบัติช่วยคลายเครียด แก้ชัก เจริญอาหาร หลับสบาย สารสำคัญที่พบในกัญชาเป็นกลุ่มสารที่เรียกรวม ๆ ว่า cannabinoids พบมากกว่า 110 ชนิด โดยมีการศึกษาสรรพคุณมากที่สุด 3 ชนิด ได้แก่

  1. Tetrahydrocannabinol (THC) มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท ช่วยรักษาอาการปวดประสาทตามส่วนต่าง ๆ ของ

ร่างกายเนื่องมาจากปลอกประสาทส่วนกลางอักเสบ แก้อาการโรคลมชัก อาการสั่น กระตุกของกล้ามเนื้อ แก้อาการ

กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน ทำให้ปัสสาวะบ่อยและกลั้นไม่อยู่ ปัสสาวะเล็ด

  1. Cannabidiol (CBD) ช่วยบรรเทาอาการของโรคลมชักและความผิดปกติของระบบประสาท
  2. Cannabinol (CBN) มีผลต่อระบบประสาทคล้ายกับTHC แต่ฤทธิ์น้อยกว่า

นอกจากนี้กัญชายังช่วยลดความดันในตาของผู้ที่เป็นต้อหินและยังให้ผลไม่ชัดเจน แต่ใช้ได้ผลดีกับอาการคลื่นไส้ อาเจียนที่เป็นผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด ช่วยให้เจริญอาหาร แก้อาการปวดเรื้อรัง และแก้อาการกล้ามเนื้อชักกระตุก

การใช้กัญชารักษาในรูปแบบอื่นๆเชิงสมุนไพร

มีบันทึกไว้ว่า ชาวจีนใช้กัญชาเพื่อใช้รักษาอาการปวดจากโรครูมาติกส์และเกาต์ ประมาณปี ค.ศ. 100 ในตำาราสมุนไพรจีนโบราณเล่มเก่าแก่ที่สุด (Shennong Bencaojing) ได้เขียนถึงกัญชาและเรียกกันว่า dama (大麻)

ในตำราอายุรเวทของอินเดีย ระบุสรรพคุณของกัญชาไว้ว่าเมื่อใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นจะช่วยลดความดันเลือด น้ำคั้นจากใบใช้แก้โรคต้อหิน กระตุ้นระบบประสาท แก้รังแค แก้ปวดหูจากอาการอักเสบ ขับปัสสาวะ แก้ตับและไตอักเสบ ผงบดจากใบแห้งโรยรักษาแผลสด ใบสดบดพอกผิวหนังแก้อักเสบจากการติดเชื้อต่าง ๆ เช่น แผลจากโรคไฟลามทุ่ง งูสวัด อีสุกอีใส โรคแพ้ผื่นคันผิวหนังอักเสบ เพื่อลดอาการคัน และปวด แก้นอนไม่หลับ แก้ปวดหัว กระเพาะลำไส้ไม่ปกติระงับปวดและความเจ็บปวดจากการคลอดบุตร แก้ท้องเสียและลมแดด ขับเสมหะ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้หอบหืด และหลอดลมอักเสบ

ในอียิปต์โบราณ ใช้กัญชาต้านการอักเสบ ขับปัสสาวะ ลดไข้ ต้านการชัก แก้อาเจียน แก้เจ็บตา และแก้โรคต้อกระจก แก้ความโศกเศร้าและอารมณ์ไม่ดี บรรเทาความเจ็บปวดจากโรคริดสีดวงทวาร

ในกลุ่มชาวอิสลาม มีบันทึกการใช้กัญชาเป็นยาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8 – 14 โดยใช้ขับปัสสาวะ แก้คลื่นเหียนอาเจียน เมารถเมาเรือ แก้โรคลมชัก ต้านการอักเสบ ระงับปวด และลดไข้

ในเมืองไทย มีบันทึกการใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ในยุคของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2199 – 2231) โดยใช้เป็นส่วนผสมในตำรับแพทย์แผนไทยถึง 98 ตำรับ ซึ่งใช้รักษาอาการนอนไม่หลับ อาการปวด ตกเลือด แก้โรคลมชัก ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ลงแดง ขับลมและบำรุงกำลัง ลดความวิตกกังวล นอกจากนี้ คนไทยยังใช้กัญชาเป็นเครื่องปรุงรสในอาหารเพื่อช่วยให้เจริญอาหาร เช่น ใส่ในก๋วยเตี๋ยวและแกงเขียวหวาน ด้านยามีการใช้เพื่อสงบประสาทแก้ท้องร่วง โรคบิด ปัจจุบันมีการอนุญาตให้ปลูกกัญชาเพื่อผลิตเส้นใย (ที่เรียก “กัญชง”) ได้ในบางพื้นที่ทางภาคเหนือและออกกฎหมายอนุญาตให้ปลูกกัญชาเพื่อนำมาสกัดน้ำมันสำหรับใช้ทางการแพทย์

ต้นกัญชาที่สูงกว่า 2 เมตร

สรุป

-ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากส่วนของกัญชาและกัญชงที่ไม่จัดเป็นยาเสพติด ได้แก่ ใบที่ไม่ติดกับช่อดอก กิ่ง ก้าน ลำต้น เปลือก ราก และเมล็ดกัญชง รวมถึงสารสกัด CBD และกากที่เหลือจากการสกัดซึ่งต้องมีปริมาณ THC ไม่เกิน 0.2% และน้ำมันและสารสกัดจากเมล็ดกัญชง เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ การศึกษาวิจัย และการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพ

-สถานที่ปลูกหรือผลิตในประเทศต้องได้รับอนุญาตเท่านั้น กรณีนำเข้าทำได้เฉพาะเปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง และเส้นใยแห้ง

ทั้งหมดยังต้องขออนุญาตจาก อย. ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด ฉบับที่ 7 ระบุผู้มีคุณสมบัติขออนุญาต คือ หน่วยงานรัฐ สถาบันอุดมศึกษา เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ เภสัชกร แพทย์แผนไทย เป็นต้น โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์จะต้องร่วมกับหน่วยงานรัฐตามเงื่อนไข

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

กระทรวงสาธารณสุข โทรศัพท์ 02 5907771-3


เรื่อง :  รศ. ดร. ยิ่งยง ไพสุขศานติวัฒนา

ภาพ : สำนักพิมพ์บ้านและสวน

หนังสือ พฤกษบำบัด ยาดีจากธรรมชาติ (Nature’s Best Remedies)

กัญชา vs กัญชง ประวัติความเป็นมาและความต่างในความเหมือน

7 สมุนไพรช่วยลดอาการ “นอนกรน”