บ้านที่มีฟาซาดเป็นเปลือกช่วยกรองแสงและสร้างความเป็นส่วนตัว
บ้านที่มีฟาซาดสวย ช่วยกรองแสง ภายในเปี่ยมเสน่ห์และชีวิตชีวาด้วยรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของบ้านที่แต่งเติมเพิ่มเข้าไป ทั้งหนังสือศิลปะ ภาพเขียน และของสะสม
Design Directory : สถาปนิก Jun Sekino A+D


เพราะประสบการณ์ที่มีต่อบ้านของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเติบโตมาในบ้านที่มีสวน มีพื้นที่ให้ วิ่งเล่นและใช้เวลาร่วมกัน ขณะที่บางคนคุ้นชินกับชีวิตในตึกแถวที่บ้านเป็นเพียงที่พัก กลับมาก็แยกย้ายเข้าห้อง ของตัวเอง ส่วนบางคนรู้สึกอุ่นใจในบ้านที่มีคนหลายรุ่นอยู่รวมกัน แต่บางคนก็ชอบอยู่สงบเงียบคนเดียวในคอนโด บ้านหลังนี้จึงไม่ใช่แค่การสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัวใหม่ หากเป็นการหลอมรวมประสบการณ์ของ คุณอ้อและคุณโจ้ ซึ่งมองบ้านจากบริบทที่แตกต่างและพร้อมจะเรียนรู้ความหมายของคำว่า “บ้าน” หลังใหม่นี้ ไปด้วยกัน

จุดเริ่มต้นของบ้านหลังนี้ไม่ได้มาพร้อมภาพบ้านในฝันที่ชัดเจน เพราะทั้งคู่ไม่เคยคิดอยากจะสร้างบ้าน มาก่อน จากที่อยู่เดิมไม่ว่าจะเป็นตึกแถวหรือคอนโดก็สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนกัน จนกระทั่งเมื่อมีลูก ทั้งคู่จึงเริ่ม มองหาพื้นที่ที่ลูกสามารถเติบโตท่ามกลางธรรมชาติได้มากขึ้น จนพบกับที่ดินผืนหนึ่งในย่านกลางเมืองที่เดินทาง ไปมาสะดวก และตัดสินใจสร้างบ้านที่ตั้งใจจะอยู่กันไปอีกหลายสิบปี เป็นบ้านที่ไม่ตกยุค ไม่ต้องตามกระแส แต่มี เอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

บ้านที่ใช้เวลาสร้างร่วม 8 ปี
“ตอนเริ่มต้นเราไม่มีไอเดียของบ้านเลย คิดแค่ว่าเราจะอยู่กัน 4-5 คนนะ และต้องมีห้องคุณแม่กับห้องน้องสาวด้วย” คุณอ้อเล่าย้อนถึงวันที่ยังนึกภาพบ้านไม่ออกนอกจากฟังก์ชันที่ต้องการ แล้วยังบอก คุณจูน เซคิโน สถาปนิก จาก Jun Sekino A+D เพิ่มไปอีกว่า “อยากให้บ้านดูเรียบ ๆ แบบโลว์โปรไฟล์ ไม่โดดเด่นจากเพื่อนบ้านมากเกินไป และก็ขอให้ดูแลได้ง่าย ๆ แค่นั้น”
ด้วยลักษณะของที่ดินเป็นรูปทรงหน้าแคบแต่ยาวเหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยว แบบบ้านในช่วงแรกที่คุณจูน ออกแบบให้จึงเป็นอาคารสองส่วนที่มีคอร์ตแทรกอยู่ตรงกลาง โดยไม่คาดคิดว่าหลังจากนั้นงานก่อสร้างบ้านจะใช้ ระยะเวลายาวนานต่อไปอีก 5 ปี เริ่มจากการปรับแบบหลังจากที่ได้โจทย์จากทางซินแสมาเพิ่มเติม จนเมื่อลงมือ ก่อสร้างจริงก็ได้พบกับปัญหาอีกหลายอย่างตามมา ทั้งผู้รับเหมา การยื่นเรื่องขอก่อสร้าง รวมถึงช่วงที่ต้องหยุดทุก อย่างในระหว่างสถานการณ์โควิด-19 ระบาด ทำให้งานก่อสร้างไม่เป็นไปตามกำหนด และแนวคิดการทำ บ้านคอนกรีตเปลือยเองก็ถูกปรับเปลี่ยนไปตามเทคนิคการก่อสร้างในช่วงนั้น จนคุณจูนถึงกับเอ่ยว่า

“ทำบ้านหลังนี้เหมือนวิ่งมาราธอน มีปัญหาเป็นพันเรื่องซึ่งก็สอนผมไว้หลายเรื่องเหมือนกัน สิ่งสำคัญคือต้องเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำจะออกมาดี ปัญหาที่เกิดขึ้นช่วยเพิ่มความเข้าใจเจ้าของบ้านมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะบ้านที่ดีไม่ใช่บ้านที่สถาปนิกออกแบบได้สมบูรณ์แบบที่สุด แต่คือบ้านที่ตอบชีวิตของคนที่จะอยู่กับมันไปอีกหลายสิบปี”


แก้ปัญหาด้วยฟังก์ชันที่ดี
แม้รูปทรงของบ้านจะดูเรียบง่าย แต่รายละเอียดหลายส่วนที่ปรับเปลี่ยนระหว่างทางก็ทำให้ทุกอย่าง ลงตัวมากขึ้น เริ่มจากการแบ่งพื้นที่ส่วนรวมและพื้นที่ส่วนตัวออกจากกัน เพราะเป็นบ้านที่อยู่ร่วมกันหลายรุ่น โดยขยายพื้นที่ใช้ชีวิตหลักให้ต่อเนื่องระหว่างชั้นล่างกับชั้น 2 เพื่อสามารถใช้เป็นทั้งพื้นที่ต้อนรับและกิจกรรม ร่วมกันของครอบครัว แบ่งสัดส่วนของห้องรับประทานอาหารและห้องครัวไปตามการใช้งานของเจ้าของบ้าน อย่างชัดเจน แต่ทุกพื้นที่ยังเชื่อมโยงถึงกันได้ พร้อมกับสร้างคอร์ตสีเขียวเล็ก ๆ ไว้กลางบ้าน เพื่อทำหน้าที่ดึงทั้ง แสงธรรมชาติ ลม และมุมมองของต้นไม้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน



ชั้น 2 เริ่มต้นด้วยระเบียงกว้างหน้าบ้านที่หันออกไปทางทิศเหนือซึ่งเป็นด้านหลักของอาคาร ตัวระเบียง ทำหน้าที่ผลักพื้นที่ในบ้านให้เข้าไปด้านในเพื่อหลบแดดแนวและสร้างความเป็นส่วนตัว เพิ่มด้วยฟาซาดที่เป็น ตะแกรงอะลูมิเนียมฉีกทาสีเหมือนเหล็กช่วยกรองแสงอีกชั้นและกลายเป็นเปลือกนอกที่ทำให้บ้านดูมีเอกลักษณ์ เฉพาะตัว ส่วนภายในจัดสรรให้มีพื้นที่อเนกประสงค์ที่ลูกสามารถนั่งทำการบ้านและกิจกรรมดนตรีอื่น ๆ ได้ แล้วกั้นด้วยผนังกระจกใสเพื่อแยกห้องดูทีวีและนั่งเล่นตรงกลางไว้ ขณะที่ด้านในสุดเป็นพื้นที่ส่วนตัวแบ่งเป็น ห้องทำงานของคุณโจ้และห้องนอนลูก ซึ่งเพิ่มความน่าสนใจด้วยฟังก์ชันของชั้นหนังสือศิลปะสะสมแบบเต็ม ผืนผนังราวกับยกห้องสมุดจำลองมาไว้ในบ้าน







พื้นที่เพิ่มเติมบนชั้น 3
จากเดิมที่เป็นบ้านขนาด 2 ชั้น แต่ช่วงระหว่างก่อสร้างอันยาวนานนั้นมีการปรับแบบและแก้ไขเพิ่มพื้นที่ ให้กลายเป็นบ้าน 3 ชั้น ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยรวม 850 ตารางเมตรเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายขึ้น ชั้น 3 จึงเป็น พื้นที่ของห้องนอนอีก 2 ห้อง ห้องทำงานอดิเรกของคุณอ้อ ห้องออกกำลังกาย และห้องพระ รวมไปถึงเพิ่มบันไดวน สำหรับเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าที่ออกแบบมาให้รองรับการจัดสวนเป็นพื้นที่สีเขียวในอนาคตเพื่อช่วยลดความร้อนที่ ปะทะกับตัวดาดฟ้าโดยตรง
คุณจูนเล่าถึงแนวคิดนี้ไว้ว่า “จริง ๆ ก็เหมือนยกห้องคอนโด 3 ห้องใหญ่มาซ้อนกันอยู่ในอาคาร เราเพิ่มการเปิดช่องรับแสงธรรมชาติเข้าถึงในบ้านให้มาก ขณะเดียวกันก็เปิดมุมมองจากภายในออกไปถึงสวนด้านนอก ถึงจะมีแค่คอร์ตด้านเดียวแต่ก็ยังมองเห็นเรือนยอดต้นไม้ได้พอดี แม้จะไม่ได้ออกไปใช้งานก็ยังมองเห็นธรรมชาติและเห็นแสงที่เปลี่ยนแปลงของวัน ทำให้อยู่ในบ้านก็รู้สึกสดชื่นขึ้นได้”



ไลฟ์สไตล์ที่สร้างเสน่ห์ให้บ้าน
สิ่งที่ทำให้บ้านหลังนี้มีเสน่ห์และชีวิตชีวามากขึ้นกลับไม่ใช่เส้นสายของสถาปัตยกรรม หากเป็นตัวตน ของเจ้าของบ้านที่ค่อย ๆ เติมลงไป อย่างหนังสือศิลปะ ภาพเขียน และของสะสมของคุณโจ้ สถาปนิกจึงตั้งใจ ออกแบบบ้านให้เป็นเหมือนฉากหลังที่เปิดโอกาสให้ของสะสมและรสนิยมของเจ้าของบ้านได้ทำหน้าที่เล่าเรื่อง แทนการตกแต่งที่หวือหวา โดยชั้นวางของ ชั้นหนังสือ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวหลายชิ้นยังมีการปรับเปลี่ยนตาม ของสะสมที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลังเข้าอยู่ มากกว่าจะกำหนดตายตัวตั้งแต่วันแรก
คุณเป่า-จิรายุทธ แซ่โหว ผู้รับหน้าที่มัณฑนากรดูแลการตกแต่งภายในของบ้านช่วยอธิบายเพิ่มเติมว่า “เพราะเจ้าของบ้านมีรสนิยมดีอยู่แล้ว บ้านที่ดีควรจะปล่อยสเปซให้เจ้าของได้มีส่วนร่วม เราก็ช่วยพัฒนาสเปซนั้นให้ตอบรับไลฟ์สไตล์ของเขา อย่างชั้นหนังสือ หรือชั้นวางทีวีที่ตอนแรกไม่ได้ออกแบบมาอย่างนี้ แต่ปรับเปลี่ยนให้รับกับของสะสม อาร์ตทอย หรืองานศิลปะที่คุณโจ้มีเพิ่มเติมขึ้นมา ถ้าจะทำตู้ปิดหมดก็เสียเปล่าแต่เปิดหมดก็ขาดความน่าสนใจ ก็เลยทำชั้นแบบผสมผสานให้เจ้าของเลือกจัดวางได้สนุกขึ้นด้วย”



รู้จักความหมายใหม่ของบ้าน
เมื่อถามถึงสิ่งที่เปลี่ยนไปหลังเข้าอยู่ คุณอ้อกลับไม่ได้พูดถึงฟังก์ชันหรือการตกแต่ง หากเป็นความรู้สึก ที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตร่วมกัน “ตอนมาอยู่ใหม่ ๆ ไม่ชินเลย รู้สึกว่าบ้านโล่งเกินไป เพราะดันไปเอากรอบความคุ้นชินตอนอยู่ตึกแถวมาใช้ เมื่อก่อนเราอยู่ห้องใครห้องมัน แต่พอบ้านเป็นแบบนี้ เราอยู่ข้างล่างอย่างน้อยก็ยังได้ยินเสียงลูกดูทีวีหรือเล่นกับเพื่อนอยู่ข้างบน แม้จะมองไม่เห็นกันก็อุ่นใจ เราถึงได้รับรู้ว่าการได้อยู่บ้านไม่ใช่แค่กลับเข้ามาแล้วใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้อง แต่มันคือพื้นที่ที่คนในครอบครัวสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้”
อาจไม่มีบ้านหลังไหนสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก เช่นเดียวกับบ้านหลังนี้ที่ผ่านการแก้ไข ปรับเปลี่ยน และเรียนรู้ร่วมกันมาอย่างยาวนาน แต่ท้ายที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นกลับมีค่ามากกว่าความสมบูรณ์ของงานออกแบบ เพราะบ้านหลังนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่วันที่ก่อสร้างเสร็จ หากยังคงเติบโตไปพร้อมกับเจ้าของ ผ่านหนังสือที่เพิ่มขึ้น ของสะสมที่ค่อย ๆ เติมเต็มพื้นที่ และเสียงของสมาชิกในครอบครัวที่ดังแว่วมาจากมุมต่าง ๆ ของบ้าน


เจ้าของ : คุณอ้อ – คุณโจ้
สถาปนิก : Jun Sekino A+D โดยคุณจูน เซคิโน
เรื่อง : ภัทรสิริ โชติพงศ์สันติ์
ภาพ : นันทิยา บุษบงค์