บ้านอยู่เย็น สถาปัตยกรรมอิฐทรงกล่องที่เปิดช่องให้ลมหมุนเวียน
บ้านอิฐเปลือย โชว์แนวที่ยกพื้นที่ใช้สอยหลักขึ้นมาอยู่บริเวณชั้น 2 เพื่อรับลมและไม่ให้มีอะไรมาบดบังวิว โดยวางแพตเทิร์นผนังอิฐให้เป็นช่องรับลมหมุนเวียนได้รอบบ้าน
Design Directory : Studio Miti

วันหนึ่งขณะที่ คุณเจตน์ โนหล้า เดินหลบแดดร้อน ๆ เข้าไปนั่งไหว้พระอยู่ในเจดีย์อิฐแห่งหนึ่งที่เมืองพุกาม ประเทศเมียนมา เขาสัมผัสได้ถึงบรรยากาศเย็นสบายภายในเจดีย์สถานแห่งนั้นซึ่งแตกต่างจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง ด้วยความประทับใจนี้เองที่ทำให้เขาเริ่มรู้สึกสนใจเจ้าก้อนอิฐสี่เหลี่ยมสีส้มเล็ก ๆ ที่เรียงตัวต่อกันเป็นเจดีย์สถานขนาดใหญ่และยังสามารถรักษาอุณหภูมิภายในให้เย็นสบายได้ เป็นที่มาของ บ้านอิฐเปลือย หลังนี้

คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญนักที่ คุณเติ้ล- เผดิมเกียรติ สุขกันต์ สถาปนิกแห่ง Studio Miti ก็สัมผัสกับความรู้สึกนี้เช่นกันในวันหนึ่งที่เขาได้ไปเยือนวัดแห่งหนึ่งในนครเวียงจันทน์ และเป็นวันที่แดดร้อนเหมือนเคยจนทำให้เขาต้องมายืนหลบแดดอยู่ข้างกำแพงหนา ๆ ที่ก่อด้วยอิฐฉาบปูนแต่เจาะช่องลมขนาดเล็กไว้ แทนที่จะร้อนกลับรู้สึกได้ถึงลมเย็นปะทะเบา ๆ ที่ลำคอ แล้วความคิดก็สว่างวาบขึ้นเป็นชุดข้อมูลที่เขานำมาใช้เป็นแนวคิดหลักในการออกแบบบ้านกลางเมืองหลังนี้ให้คุณเจตน์และครอบครัว



รีโนเวตหรือสร้างใหม่ดี
เดิมทีตรงนี้เป็นบ้านเก่าสองหลังที่อยู่กัน 4-5 คน แม้จะทุบรั้วตรงกลางระหว่างบ้านออกเพื่อเชื่อมพื้นที่แล้ว แต่การใช้งานก็ยังไม่เชื่อมโยงกันอยู่ดี จึงมาถึงจุดที่ทุกคนในครอบครัวปรึกษากันว่ามารีโนเวตบ้านใหม่กันดีกว่าไหม
คุณเจตน์เล่าให้ฟังว่า “บ้านเดิมเก่าแล้วอายุราว 30 ปี เราก็เลยอยากทำใหม่เพื่อให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตในบ้านที่ดีกว่าเดิมแทนที่จะใช้พื้นที่กระจุกอยู่แค่มุมเดียว ผมเองชอบอิฐแบบลอฟต์นิดๆ ส่วนพ่อ แม่ และป้า เขาชอบอยู่กับอากาศโปร่งกับลมธรรมชาติ ไม่ชอบเปิดแอร์ น้องชายก็อยากเปิดคลินิกที่บ้าน เราเลยเอาก้อนไอเดียทั้งหมดนี้ไปคุยกับคุณเติ้ลจนได้แบบรีโนเวตบ้านมาแล้วไปประเมินราคากับผู้รับเหมา ซึ่งพอเราเห็นราคาแล้วก็เลยเปลี่ยนใจ เพราะถ้ายอมเพิ่มงบเรื่องโครงสร้างขึ้นอีกหน่อยก็จะได้บ้านหลังใหม่ที่มีสเปซตรงใจ เติมไอเดียได้มากขึ้น และอยู่ต่อไปได้อีกนานเลย สุดท้ายทุกคนก็เลือกทุบบ้านเดิมทิ้งแล้วสร้างบ้านใหม่ดีกว่า”



ยกบ้านขึ้นเพื่อรับลม
เพื่อให้บ้านใหม่หายใจร่วมอยู่กับลมธรรมชาติได้ คุณเติ้ลจึงสำรวจทิศทางของแสงและลมของพื้นที่โดยรอบแล้วก็พบว่าหน้าบ้านหันไปทางทิศใต้รับกับร่องลมเย็นซึ่งพัดจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ทางทิศตะวันตกพอดี หากต้องการให้แนวลมนี้ผ่านบ้านได้เต็มที่ก็ต้องยกพื้นที่ใช้สอยหลักให้ขึ้นมาอยู่บริเวณชั้น 2 ในระดับที่สูงเหนือแนวหลังคาเพื่อนบ้านเพื่อไม่ให้มีอะไรมาบดบังวิวและลม

“เราเลยทำพื้นที่ชั้นล่างที่ให้อารมณ์เหมือนใต้ถุนบ้านไทย ใช้เป็นทั้งที่จอดรถ ส่วนเซอร์วิส ห้องทำงาน และคลินิกของคุณกัน (น้องชายของคุณเจตน์) แล้วเปิดด้วยโถงสูงกลางบ้านที่ชั้น 2 สำหรับเป็นพื้นที่สังสรรค์ของครอบครัว แต่ถ้านั่งดูทีวีกันเองก็มีห้องนั่งเล่นแยกไว้อีกมุม แล้วเชื่อมกันด้วยห้องครัวที่มีความเป็นไทย ๆ ทั้งครัวนอก-ครัวในให้คุณแม่ได้ใช้เต็มที่โดยเปิดช่องรับทั้งแสงและลมจากทางทิศเหนือและตะวันออก ตรงนี้ยังมีโต๊ะกินข้าวแบบ 4 ที่นั่งให้ใช้แบบง่าย ๆ ส่วนห้องนอนคุณพ่อคุณแม่และคุณป้าแยกจากส่วนกลางด้วยการเว้นช่องอาคารทั้งเพื่อให้เกิดความเป็นส่วนตัวและยังเป็นช่องให้ลมได้หมุนเวียนทั่วบ้านด้วย ชั้นบนสุดถึงเป็นห้องนอนคุณเจตน์และคุณกันที่หันออกไปรับลมจากคนละฝั่งของบ้านทำให้ได้วิวสวยต่างกันไปคนละแบบ”







ทำสถาปัตยกรรมจากอิฐให้อยู่เย็น
นอกจากเจ้าของบ้านและสถาปนิกต่างก็ชื่นชอบในวัสดุอิฐเหมือน ๆ กันแล้ว อิฐยังเป็นวัสดุหลักที่ไปกันได้ดีกับแนวคิดการออกแบบบ้านให้เย็นสบายด้วยลมธรรมชาติ เพียงแต่ว่าอิฐของบ้านนี้ไม่ใช่อิฐมอญก้อนใหญ่ แต่เป็นอิฐก้อนเล็กที่คุณแม่ของคุณเจตน์ช่วยหามาได้ด้วยราคาก้อนละ 1.20 บาท ซึ่งช่วยลดงบประมาณค่าวัสดุไปได้เยอะ แม้จะเป็นอิฐที่ไม่ได้มีผิวหน้าเนี้ยบเพราะเป็นอิฐสำหรับก่อภายใน แต่เขากลับมองว่า “มันดูสวยแบบคราฟต์ เวลาใช้ไปนานๆ จะมีตะไคร่มีร่องรอยบ้าง ผมว่าก็เป็นความงามแบบวาบิซาบิดีนะ”
โดยคุณเติ้ลได้ออกแบบฟังก์ชันให้อิฐด้วยกระบวนการทางสถาปัตยกรรมตามแนวคิดที่ว่า “อิฐที่นี่ต่างจากทุกที่ที่ผมเคยใช้เลย ด้วยวิธีการที่ต่างกันก็จะได้ผลลัพธ์ที่ต่างไป นอกเหนือจากการไม่สะสมความร้อนของอิฐแล้ว ผมยังนำไอเดียที่ได้จากกำแพงวัดหนา ๆ มาทำเป็นกำแพงอิฐครอบบ้านโดยคั่นด้วยระเบียงเพื่อขยายระยะพื้นที่ไม่ให้ลมร้อนปะทะกับส่วนพักผ่อนในบ้านโดยตรง แล้วออกแบบแพตเทิร์นของอิฐใหม่ด้วยการวางก้อนอิฐตั้งขวางขึ้นและต่อเป็นแนวยาวเปิดเป็นช่อง แต่ปรับระนาบให้ช่องทางเข้าแคบกว่าทางออก เพื่อบีบอากาศร้อนที่จะผ่านเข้ามาให้อยู่ตรงช่องระเบียงแล้วค่อยหมุนเวียนและลอยออกไปทางช่องกระจกบานหมุนด้านบนโถง อากาศร้อนก็จะไม่มาแตะถึงตัวผู้อยู่อาศัย นอกจากนี้ยังมีการแบ่งก้อนสเปซระหว่างส่วนกลางและส่วนตัวด้วยการเพิ่มคอร์ตระหว่างกัน ลมจึงหมุนเวียนได้ทั่วทุกห้อง รวมถึงการทำผนังสองชั้นเพื่อช่วยลดการปะทะความร้อนเข้าบ้าน ทั้งรักษาอุณหภูมิน่าสบายภายในไว้ ผมเลยเรียกบ้านนี้ว่าเป็น ‘บ้านอยู่เย็น’”



ดาดฟ้าลาดเอียงที่ปูด้วยอิฐ
ไม่เพียงแค่ผนังที่ก่อด้วยอิฐโชว์แนว แม้แต่ดาดฟ้าของบ้านนี้ก็ยังปูด้วยอิฐแบบไม่ฉาบผิวเช่นเดียวกัน เรื่องนี้คุณเติ้ลอธิบายไว้ว่า “เพราะออกแบบหันห้องนอนชั้น 3 ออกไปคนละมุมก็เลยอยากเปิดสเปซให้ทั้งสองมุมนี้ด้วยหลังคาที่เชิดสูงและหันไปคนละด้าน ทำให้ได้ดาดฟ้าที่ลาดเอียงขึ้นมา และมีทางระบายน้ำอยู่ตรงกลางปูด้วยกระเบื้องเพื่อช่วยให้น้ำไหลคล่องขึ้นแล้วลงสู่ท่อระบายมาข้างล่าง ที่เราไม่ฉาบคอนกรีตเพราะมันจะมีการยืดหดเยอะ เกิดรอยแตกง่าย และเวลาขึ้นไปดูแลจะเดินได้สบายกว่า เพราะจะรู้สึกแค่อุ่นๆ ไม่ร้อนลวกเท้าเหมือนเดินบนพื้นคอนกรีต แถมข้างบนยังเป็นมุมที่เห็นวิวสวยมาก จนต้องทำบันไดให้เจ้าของขึ้นมาใช้งานได้ด้วยเลย”



อยู่เย็นในทุกฤดูกาล
ในทุก ๆ เช้า ที่โต๊ะกินข้าวภายในห้องครัวจะอบอุ่นและมีชีวิตชีวาขึ้นมาเพราะทุกคนเริ่มมารวมตัวกันเพื่อรับประทานอาหารเช้า โดยมีคุณแม่เป็นผู้จัดเตรียมและใช้พื้นที่ในครัวได้คล่องกว่าใคร บทสนทนาในแต่ละวันจึงเริ่มต้นที่มุมนี้ ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำงานและผ่อนคลายอยู่ตามมุมต่าง ๆ




“ตอนแรกที่เราเห็นแบบบ้านล้อมด้วยผนังอิฐก็ยังกลัวว่าจะอึดอัดไหม แต่พอได้มาอยู่จริงถึงได้รู้ว่าบ้านมันมีการดึงลมเข้าและปล่อยลมออกให้หมุนเวียน แถมมีแสงธรรมชาติเข้ามาทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดเลย แต่กลับเย็นสบายโดยเฉพาะช่วงหลังฝน ความสนุกคือการดูแสงที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ในบ้านตลอดวัน ตอนเย็น ๆ ท้องฟ้าจากวิวดาดฟ้าจะสวยมาก ผมกับพ่อยังชอบขึ้นไปประจำ ถึงเราจะได้ยินคำว่า ‘บ้านอยู่เย็น’ บ่อยแล้ว แต่ที่นี่ก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ”



เจ้าของ : คุณเจตน์ โนหล้า
สถาปนิก : Studio Miti โดยคุณเผดิมเกียรติ สุขกันต์
เรื่อง : ภัทรสิริ โชติพงศ์สันติ์
ภาพ : อนุพงษ์ ฉายสุขเกษม
ผู้ช่วยช่างภาพ : ภัทรพล จันทพุฒ สไตล์ : Suntreeya