รีโนเวตตึกแถวเก่ากลางเมืองสู่บ้านที่ทุกคนอยากกลับมาอยู่ด้วยกัน
บ้านตึกแถว 5 ชั้น ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ถูกรีโนเวตใหม่ให้ กลายเป็นพื้นที่ของครอบครัวได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน

บ้านตึกแถว ที่โตมากับความทรงจำในอดีตเคยเป็นทั้งบ้าน และ โรงงานผลิตกระเป๋าอยู่ด้วยกัน หลังบ้านเป็นลานโล่งที่เด็ก ๆ มักจะชวนเพื่อนบ้านในละแวกนั้นมาวิ่งเล่นเตะบอลด้วยกันยามเย็น เมื่อเวลาผ่านไปบ้านหลังนี้ก็ค่อย ๆ เงียบลง สมาชิกแต่ละคนเติบโต และ แยกย้ายกันไปมีครอบครัวของตัวเอง คุณผิง-กิตติชนม์ ภูเกียรติก้อง เจ้าของบ้าน และ สถาปนิก จึงอยากชุบชีวิตตึกแถว 2 คูหานี้ให้กลับมาเป็นบ้านที่ทำให้ทุกคนได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
การรีโนเวตจึงเริ่มต้นจากการใช้โครงสร้างเดิมของตึกแถวเป็นหลัก ทุบคานด้านหน้าออกในบางตำแหน่ง ด้วยความที่เป็นอาคารเก่าจึงมีจุดบิดเบี้ยวของเสา และ คานที่ไม่เข้าฉากกันอย่างเห็นได้ชัด จึงต้องเสริมโครงสร้างเหล็กเข้าไปเพื่อให้สามารถรับน้ำหนักผนังใหม่ได้อย่างมั่นคง ภาพด้านหน้าของอาคารที่ดูราวกับว่าชั้นบนจะยื่นยาวออกมานั้น ที่จริงแล้วยังอยู่ในระยะเท่าเดิม เพียงแต่เมื่อคานด้านล่างถูกทุบออกไปจึงเกิดภาพหลอกตา และ กลายเป็นเอกลักษณ์ของบ้านหลังนี้


การออกแบบที่ไม่ได้เริ่มจากการดีไซน์
บ้านครอบครัวใหญ่มีพี่น้องถึง 5 คน ย่อมมีวิถีชีวิต และ ความต้องการแตกต่างกัน การออกแบบที่ไม่ได้เริ่มจากการดีไซน์ แต่เป็นการนั่งคุยกัน ถึงความต้องการของแต่ละคน “ความตั้งใจแรกที่ทำบ้านนี้คืออยากให้เป็นจุดศูนย์รวมของทุกคนได้กลับมาอยู่ด้วยกัน พอโตขึ้น ต่างก็มีครอบครัวก็แยกย้ายกันไป จึงอยากให้วันเสาร์อาทิตย์ ได้กลับมาเจอกันที่นี่ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากการคุยกัน ไม่ได้คุยเรื่องการดีไซน์ แต่คุยเรื่องความต้องการเป็นหลัก ว่าใครอยากอยู่ชั้นไหนหรือไม่อยากอยู่ชั้นไหน แต่ละคนต่างมีความต้องการ ในรายละเอียดที่แตกต่างกัน แต่ บ้านตึกแถว มีข้อจำกัดด้วยรูปทรงของตัวอาคารที่แคบ และ ลึก สเปซต่าง ๆ จึงค่อนข้างถูกบังคับตำแหน่งเอาไว้ ส่วนเรื่องการออกแบบ เป็นหน้าที่ของผมที่เขาเชื่อใจว่าผมจะออกแบบมาได้เป็นอย่างดี”
ในแต่ละชั้น จึงมีการแยกพื้นที่ให้ส่วนด้านหน้าอาคาร เป็นพื้นที่พักอาศัย โดยห้องนอนของแต่ละคน ออกแบบให้เหมือนเป็นอพาร์ตเมนต์ขนาดเล็ก มีทั้งห้องน้ำ ตู้เย็น และ แพนทรี่สำหรับการทำอาหารมื้อง่าย ๆ ให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวได้อย่างสบายใจ




ข้อจำกัดของตึกแถวสู่คอร์ตต้นไม้กลางบ้าน
เมื่อมองจากภายนอก จะเห็นเป็นตัวอาคารยาวลึกเข้าไปด้านใน แต่ด้วยข้อบังคับ ตามกฎหมายที่ต้องสร้างอาคารใหม่ห่างจากอาคารเก่า 6 เมตร เมื่อเหลือพื้นที่ว่างตรงกลาง จึงเป็นที่มา ของคอร์ตกลางบ้าน และ ต้นไม้ใหญ่ที่สูงชะลูดขึ้นไปถึงด้านบน “คอร์ตต้นไม้เกิดจาก การแก้ปัญหาไปตามบริบท เมื่อมีพื้นที่โล่งต้นไม้จึงถูกนำเข้ามา และ ด้วยขนาดของพื้นที่เอง เป็นการบังคับให้ ต้นไม้ที่ใช้ต้องเป็นทรงสูง ที่ไม่แผ่กิ่งก้านออกด้านข้าง เวลาเดินขึ้นมาจากบันไดแล้วเห็นต้นไม้แต่ละชั้น จะเห็นความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป ถึงจะฝนตกพื้นเปียกบ้าง ก็ไม่เป็นไร และ ยิ่งมีต้นไม้เข้ามาอยู่ตรงกลางบ้าน จึงเหมือนเป็นการเชื่อมต่อทุกชั้นเข้าด้วยกัน”






ความงามของวัสดุที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา
ผนังคอนกรีตลายไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้านหลังนี้ ใช้เวลาในการก่อสร้างค่อนข้างนาน ต้องผ่านการลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง ตั้งแต่การทำไม้แบบขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เห็นลายไม้ได้ชัดเจน ในตอนต้นถึงขั้นที่ต้องทุบรื้อ และ ทำใหม่เพื่อให้ได้ผลลัพท์ที่ต้องการ แม้จะเกิดคำถามจากผู้ใหญ่ในช่วงระหว่างก่อสร้างว่าสิ่งที่ทำอยู่คืออะไร “ผมใช้วิธีบอกไปก่อนว่ามันยังไม่เสร็จนะ ยังต้องฉาบเรียบทาสีอีก เพราะเขายังไม่เห็นภาพแบบที่เราเห็น รู้ว่าต้องรอให้ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก่อน แล้วทุกคนถึงจะเข้าใจ ซึ่งวัสดุที่ใช้ในบ้านนี้จะเน้นวัสดุที่ใช้เรียบง่าย ทนทาน ไม่ต้องดูแลอะไรมากมาย โดนแดดโดนฝนได้ อาจจะเกิดคราบเกิดรอยดำที่เปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา แต่เป็นสิ่งที่ผมกลับมองว่ามันคือความสวยงามตามธรรมชาติ”

ทิศทางลม แสงแดด และ ต้นไม้
บ้านที่อยู่ในตำแหน่งริมสุดของอาคาร ทำให้สามารถเปิดรับแสงได้เฉพาะทิศตะวันตก ถึงจะเป็นทางเลือกเดียวที่มีแต่การออกแบบเพื่อช่วยลดทอนแสงสว่าง เปิดช่องให้ลมพัดผ่าน และ ยังอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติได้ในระยะเอื้อมถึง เป็นการปรับให้บ้านสอดคล้องไปกับบริบทได้อย่างกลมกลืน บันไดถูกวางในตำแหน่งทิศตะวันตก คู่กับสวนคอร์ตจึงเป็นผนังที่ช่วยกรองแสงในช่วงกลางวัน ไม่ให้ส่องเข้าถึงตัวบ้านโดยตรง แต่ก็ต้องยอมแลกกับแสงสว่างในบางจุดที่ต้องการให้พื้นที่โปร่งโล่ง
“ห้องนั่งเล่น โต๊ะกินข้าว และ ครัว ถูกวางในตำแหน่งลึกเข้าไปด้านใน เป็นการแยกพื้นที่ระหว่างโซนส่วนตัวกับโซนสาธารณะอย่างชัดเจน ทำหน้าที่เป็นจุดรวมตัวของทุกคนในบ้าน ออกแบบให้เป็นผนังกระจกใสสูง แบบดับเบิลสเปซเพื่อให้พื้นที่ตรงนี้โปร่งโล่ง และ ยังมีห้องนอนแขกอีก 2 ห้องข้างบน เผื่อเวลาเพื่อนมาปาร์ตี้ก็นอนที่ห้องนี้ได้ไม่รบกวนกับพื้นที่ส่วนตัวของบ้าน อีกห้องเป็นห้องเด็กมีช่องกระจกใสยื่นออกมาจากผนัง กลายเป็นจุดเช็กอินของบ้านนี้ ซึ่งไอเดียของมุมนี้ คือผมอยากให้มองทะลุมาจากห้องนอนที่อยู่หน้าบ้าน และ มองมาเห็นเด็ก ๆ ที่เล่นกันอยู่ในห้องนี้ได้
“ผมคิดว่าการออกแบบบ้านตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จ คือการเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ที่เราสามารถทำได้แล้ว ออกแบบเสร็จเราก็ภูมิใจนะ แต่สิ่งที่คนอื่นชมว่าสวย ผมยังไม่รู้สึกเท่ากับการสร้างบ้านที่ทำให้ทุกคนสามารถอยู่ด้วยกันได้ เวลาที่ทุกคนมาบ้านมีพื้นที่ของตัวเอง มีพื้นที่ตรงกลางที่ได้ใช้ร่วมกัน มีลูก ๆ หลาน ๆ มาเล่นด้วยกัน ทุกคนมีที่จอดรถ ไม่ต้องเดินขึ้นบันไดให้เหนื่อย มีลิฟต์ขึ้นบ้านได้สบาย ๆ เด็ก ๆ ได้ปลูกต้นไม้ ได้ทาสีบ้านเอง แม้จะเลอะเทอะ แต่มันกลายเป็นความทรงจำ เป็นร่องรอยของการเติบโต และ รู้สึกแฮปปี้ทุกครั้งที่ทำให้ทุกคนอยากกลับมาอยู่ร่วมกัน”







เจ้าของและออกแบบ : คุณกิตติชนม์ ภูเกียรติก้อง
เรื่อง : jOhe
ภาพ : อภินัยน์ ทรรศโนภาส, รุ่งกิจ เจริญวัฒน์
สไตล์ : Suntreeya