4 อาคารโบราณในภาคเหนือที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

ประวัติศาสตร์อันยาวนานของหัวเมืองเหนือ ตลอดจนความเจริญรุ่งเรืองทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ส่งผลให้ดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจ โดยเฉพาะงานสถาปัตยกรรมอันงดงาม เราขอพาไปสัมผัสเรื่องราวของ 4 อาคารในจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ซึ่งถือเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมของเมืองไทยมาฝากกัน  อาคารหย่งเชียง ที่ตั้ง: เลขที่ 2 – 4  ถนนวิชยานนท์  ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ สถาปนิก/ผู้ออกแบบ : นายกิมยง (ต้นตระกูลตันกิมยง) บูรณะโดย : คุณธนกฤต  เทียนมณี ผู้ครอบครอง : คุณสลิล  ทิพย์ตียาภรณ์ ปีที่สร้าง : พ.ศ. 2447 บ้านโบราณ รถมุ่งหน้าสู่ถนนท่าแพ ผ่านสะพานนวรัฐ ผู้คนมากหน้าหลายตาขับรถสวนไปมาแทรกด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติขี่จักรยานเป็นระยะ จุดหมายของเราในครั้งนี้คือ อาคารหย่งเชียง ครั้งแรกที่เราได้ยินชื่ออาคารแห่งนี้ก็คาดเดากันไปต่างๆ นานาว่าจะต้องเป็นอาคารค้าขายสไตล์จีนแน่ๆ กระทั่งมายืนอยู่ตรงหัวมุมถนน เราได้พบตึกเก่าทาสีขาวสะอาดสลับกับไม้ระแนงสีน้ำตาลเข้มบนระเบียง เมื่อเข้าไปภายในก็พบกับ คุณธนกฤต เทียนมณี สถาปนิกผู้บูรณะและเป็นผู้ดูแลอาคารแห่งนี้ อาคารหย่งเชียงในภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่า “เตียหย่งเชียง” ส่วนภาษาจีนกลางออกเสียงว่า “หลงชาง” หรือ “หลุงชาง” […]

เรือนไม้หลังงามจากยุคล่าอาณานิคมของเมืองไทย

มีคนเคยพูดว่า “ศิลปะเป็นสิ่งสากล ซึ่งอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของศาสนา เชื้อชาติ และกาลเวลาเสมอ” บ้านหลังนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ช่วยยืนยันได้อย่างดี ด้วยรูปแบบการสร้างที่มีกลิ่นอารยธรรมทั้งจากตะวันตกและอิสลามผสมผสานกัน แสดงถึงลักษณะงานศิลปะในรัชสมัยรัชกาลที่ 4-6 อันเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของสถาปัตยกรรมในประเทศไทย เจ้าของ: คุณชัยรัตน์ – คุณนาตยา สมันตรัฐ   บ้านไม้โบราณ หลังนี้เปี่ยมด้วยเรื่องราวความผูกพันอันยาวนานเกือบร้อยปี ซึ่งบอกเล่าโดยลูกหลานผู้สืบเชื้อสายมาจากหลวงโกชาอิศหาก ต้นสกุลของเจ้าของบ้านหลังนี้ “เดิมพระยาสมันตรัฐบุรินทร์ซึ่งเป็นคุณพ่อรับราชการประจำอยู่ที่จังหวัดสตูล แต่มาซื้อที่และปลูกบ้านหลายหลังเพื่อให้ลูกหลานอยู่รวมกันได้เรียนหนังสือและใช้เป็นที่รับรองแขกในกรุงเทพฯ เลยได้วิ่งเล่นในบ้านหลังนี้มาตั้งแต่ยังเล็ก” ด้วยเชื้อสายที่เป็นชาวมุสลิมจากทางภาคใต้ ประกอบกับบ้านหลังนี้สร้างขึ้นในยุคล่าอาณานิคมของเมืองไทย จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีการใช้ลักษณะของศิลปะผสมผสานกันอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการใช้ไม้เป็นวัสดุหลักในการสร้างและตกแต่ง โดยการฉลุเป็นลวดลายแบบแขกมัวร์ (Mauresque Art) และแบบลายขนมปังขิง อันเป็นเอกลักษณ์งานไม้แห่งอิสลาม โดยเน้นลวดลายพรรณพฤกษาในกรอบทรงเรขาคณิตเป็นหลัก ติดตามบริเวณต่างๆรอบบ้าน ทั้งขอบกันสาดของส่วนที่ยื่นออกมาเหนือประตู หน้าต่าง แผ่นไม้ที่ติดระหว่างช่วงเสา ขอบชายคาโดยรอบบ้าน สันหลังคา หน้าจั่ว มุขหน้า ขอบลูกกรงระเบียง และส่วนกันแดดตอนบนของระเบียง ส่วนที่ติดเพดาน เป็นต้น นอกจากนี้ยังเน้นเรื่องการถ่ายเทอากาศภายในบ้าน ด้วยการออกแบบโครงสร้างมีประตูหน้าต่างมากมาย และเจาะช่องลม ทั้งบริเวณใต้หลังคา ส่วนที่เป็นกรอบอยู่เหนือหน้างต่างประตู และตอนบนของผนังที่อยู่ใต้ฝ้าเพดานลงมา เพื่อให้ลมผ่านและช่วยระบายความร้อนใต้ฝ้าออกไป “การฉลุไม้ลวดลายแบบแขกมัวร์ (Mauresque Art) […]

ชม 5 บ้านเก่าทรงคุณค่า ที่เปรียบเสมือนมรดกของสถาปัตยกรรมไทย

ไทยนับเป็นประเทศที่รุ่มรวยด้วยวัฒนธรรม ซึ่งผสมผสานมาจากหลากหลายเชื้อชาติจนกลมกลืนกลายเป็นวัฒนธรรมที่มีอัตลักษณ์ของตัวเอง ไม่เว้นแม้แต่ บ้านโคโลเนียล งานสถาปัตยกรรม เราได้รวบรวม 5 บ้านหลังงามที่มีอายุเก่าแก่นับหลายสิบปีไปจนถึงร้อยปีมาให้ชมกัน แต่ละหลังได้นำเสนอภูมิปัญญาแบบไทยและงานสถาปัตยกรรมจากชนชาติอื่นมาหลอมรวมจนกลายเป็นบ้านที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และทรงคุณค่า สมควรแก่การเก็บรักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็นวิวัฒนาการของการออกแบบบ้านในเมืองไทย บ้านโคโลเนียล เรือนมนิลา ที่ตั้ง : 66 หมู่ที่ 6 ริมคลองพระยาบันลือ ตำบลไม้ตรา อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้ครอบครอง : รองศาสตราจารย์สุกษม อัตนวานิช ปีที่สร้าง : สันนิษฐานว่าสร้างในปี พ.ศ. 2456 ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปี พ.ศ. 2555 เรือนหลังนี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราวรัชสมัยรัชกาลที่ 6 เดิมเจ้าของบ้านเป็นนายอำเภอเสนา สร้างเรือนนี้ขึ้นที่อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ช่างที่ปลูกเรือนเป็นชาวจีนไหหลำ เดิมทีผู้ครอบครองท่านปัจจุบันอยากจะซื้อเพียงหน้าต่างเก่าเพื่อนำไปประกอบในการปลูกบ้านริมน้ำเท่านั้น แต่ด้วยคำแนะนำจากพ่อค้าขายของเก่าที่สวนจตุจักรจึงได้ซื้อเรือนหลังนี้จากคุณยายท่านหนึ่ง ชื่อของบ้านนั้นเจ้าของเรียกตามหนังสือบ้านเรือนไทยว่า “เรือนมนิลา” ด้วยความตั้งใจอยากบูรณะเรือนหลังนี้มากกว่าซื้อเฉพาะหน้าต่างตามความตั้งใจเดิม และต้องการอนุรักษ์ตัวอาคารให้ใกล้เคียงกับเรือนหลังเดิมมากที่สุด เจ้าของจึงเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการขนย้าย โดยมีการสำรวจ ถ่ายรูป และทำรหัสเพื่อป้องกันความเสียหายในภายหลัง จากนั้นจึงวางผังบริเวณ กำหนดตำแหน่งการปลูกเรือนใหม่ในพื้นที่ปัจจุบัน และใช้ช่างฝีมือในการก่อสร้างเรือนใหม่เพียง 3 คน […]