แนวทางจัดการปัญหาในบ้าน หลังน้ำลด

ตอนนี้ปัญหา “น้ำท่วมบ้าน” กำลังเป็นทุกข์ใหญ่ของคนไทย พี่น้องของเราในหลายจังหวัดประสบปัญหานี้กัน ส่วนคนในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลก็อาจใจตุ๋มๆต่อมๆว่า “น้ำจะท่วมบ้านหรือเปล่า จะเหมือนเมื่อปี 2554 ไหม” แม้ว่าทางการจะให้ข่าวว่าจะไม่ท่วมหนักอย่างเมื่อปีนั้นก็ตาม

เราจึงขอนำเสนอข้อมูลที่จะช่วยให้เจ้าของบ้านทุกท่านได้ดูแลบ้านของคุณให้กลับมาอยู่ในสภาพที่ดีดังเดิม หลังจากที่ถูกน้ำท่วม รวมถึงแนะนำการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์น้ำท่วมซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อหาทางรับมือกับธรรมชาติของน้ำได้อย่างดีขึ้น

น้ำท่วมบ้าน

หลังน้ำลด จะเข้าไปดูบ้าน ต้องทำอะไรก่อน

แม้น้ำที่ท่วมขังจะลดลงแล้วก็ไม่ได้แปลว่าจะย้ายเข้าไปนอนในบ้านได้ทันที ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่กำลังจะกลับเข้าบ้านคือ ก่อนเดินเข้าบ้านขอให้ใส่หน้ากากปิดจมูกและปาก ป้องกันการสูดดมเชื้อรา สารเคมีที่มากับน้ำเน่า และใส่รองเท้าเพื่อป้องกันของมีคมและเชื้อโรคที่ลอยเข้ามาในบริเวณบ้าน ถ้าไม่แน่ใจเรื่องไฟฟ้าให้ใส่รองเท้าบู๊ตยางเลยจะดีกว่า นอกจากนี้แม้น้ำจะลดลง แต่บ้านก็ยังมีความชื้นสูง ทันทีที่เข้าบ้านควรเปิดหน้าต่างและม่านออกให้หมดเพื่อระบายอากาศและให้แดดส่องถึง ช่วยให้ภายในบ้านแห้งสนิทและฆ่าเชื้อโรคไปพร้อมกัน

อย่าเพิ่งเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าในบ้านเป็นอันขาดจนกว่าจะแน่ใจว่าปลั๊กและสวิตช์ไฟทุกจุดแห้งสนิทดีแล้ว สิ่งที่ควรติดมือเข้าไปก็เช่น สมุดบันทึกความเสียหาย ไม้บรรทัดสำหรับวัด ไม้ยาวสำหรับใช้เขี่ยสิ่งของแทนมือ ถุงมือ ไขควงเช็กไฟฟ้า ถุงใส่ขยะ (จำนวนมาก) และกล้องหรือโทรศัพท์ไว้ถ่ายรูป

วันแรกที่เข้าไปดูบ้าน คุณอาจรู้สึกเครียดจนไม่รู้จะทำอะไรก่อนหลัง ขอให้ตั้งสติและทำใจรับสภาพ  คุณจะเห็นอะไรชัดเจนขึ้นหลังการเก็บกวาดทำความสะอาดบริเวณบ้าน

ขยะหลังน้ำท่วมมีสองชนิด ชนิดแรกคือขยะมูลฝอย เช่น ขยะที่ลอยมาตามน้ำ ดินทราย เศษอาหาร  ฯลฯ อีกชนิดคือซากความเสียหาย เช่น เฟอร์นิเจอร์ที่เปื่อยยุ่ย ฟูก หมอน และเบาะต่างๆ ที่สกปรกเกินจะใช้ต่อได้ หรือประตูหน้าต่างที่บวมผุพังจนเกินจะซ่อมแซม แนะนำให้ขนขยะชนิดหลังออกมาก่อน จากนั้นค่อยๆทำความสะอาดขยะมูลฝอย ถึงจุดนี้ภาพจะชัดเจนขึ้นว่าจะทำอะไรต่อไป ถ้าพอรู้เรื่องไฟฟ้าให้ถอดปลั๊กไฟออกมาตากให้แห้ง ก่อนติดตั้งกลับเข้าไปใหม่ ถ้าไม่แน่ใจฝีมือตัวเอง แนะนำให้จ้างช่างไฟฟ้าช่วย เมื่อสามารถใช้ไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัยแล้ว จึงค่อยย้ายกลับเข้าไปนอนในบ้าน และคลิกไปอ่านข้อต่อๆ ไปเพื่อหาทางซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของบ้านคุณ


 คราบบนผนังสกปรกมาก ขัดออกอย่างไรดี

คราบน้ำบนผนังทั้งในบ้านและนอกบ้านหรือที่รั้วมีไว้โม้กับเพื่อนว่าบ้านคุณโดนน้ำท่วมขนาดไหน แต่คุณคงไม่อยากอยู่กับมันไปนานๆ คราบหลังน้ำท่วมใหญ่จะมีทั้งคราบดินโคลน คราบน้ำมัน คราบเชื้อรา คราบตะไคร่น้ำ และคราบเกลือ สิ่งแรกที่แนะนำให้ทำก่อนคือ พยายามใช้ผ้าชุบน้ำสบู่หรือน้ำเปล่าเช็ด คราบโคลนและคราบเกลือออกให้มากที่สุด ถ้าใช้แปรงช่วยให้ใช้แปรงขนพลาสติกอ่อนๆ จะได้ไม่ไปขัดเอาสีทาบ้านหลุดล่อนออกมาด้วย (ยกเว้นกรณีที่แช่น้ำนานมากๆ จนสีเสื่อมสภาพ ต้องขัดออกเพื่อทาสีใหม่อยู่ดี)

สำหรับบ้านที่ติดถนนใหญ่หรืออยู่ใกล้ร้านอาหาร อาจมีคราบน้ำมันลอยมาเกาะผนังด้วย ลองใช้ น้ำส้มสายชูผสมเบกกิ้งโซดาล้าง หรือใช้น้ำยาขจัดคราบไขมันสำหรับใช้ในครัวได้เลย จากนั้นใช้โซเดียมไฮโปคลอไรด์ (Sodium hypochlorite) หรือ “น้ำยาฟอกขาว” ล้างคราบตะไคร่น้ำและคราบเชื้อราออกได้และช่วยฆ่าเชื้อโรคด้วย ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้นำโซเดียมไฮโปคลอไรด์ไปผสมน้ำในความเข้มข้น 0.5 – 1 เปอร์เซ็นต์  แล้วนำไปราดพื้นเพื่อฆ่าเชื้อโรคด้วย อย่าลืมสวมถุงมือยางเวลาที่ขัด มือจะได้ไม่ลอก กลิ่นจะฉุนนิดหนึ่ง  แนะนำให้เปิดประตูและหน้าต่างให้มากที่สุด เปิดบานตู้และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น ผึ่งลมให้แห้ง ใช้พัดลมและดรายเออร์ช่วยในบางจุด

นอกจากนี้ยังอาจวางสารดูดความชื้น (มีขายที่ห้างเคหะภัณฑ์ใหญ่ๆ) และก้อนถ่านไว้ตามจุดต่างๆ ในบ้านเพื่อลดกลิ่นอับชื้น คลอรีนปริมาณมากๆ ที่ใช้ล้างบ้านอาจทำให้จุลินทรีย์ในท่อน้ำทิ้งรอบๆ บ้านตายด้วย การเทน้ำหมักชีวภาพ (EM) ลงไปในบ่อพักน้ำรอบๆ บ้านจะช่วยเพิ่มจุลินทรีย์และลดกลิ่นเหม็นเน่าได้เป็นอย่างดี


น้ำท่วมบ้าน

น้ำซึมผ่านพื้นกระเบื้องขึ้นมา ต้องซ่อมไหม

น้ำที่ซึมเข้ามาในบ้านผ่านช่องรอยต่อกระเบื้องที่พื้นอาจทำให้กระเบื้องหลุดล่อนได้ ปกติกระเบื้องเซรามิกหรือหินแผ่นที่ใช้ปูพื้นอาจหลุดได้อยู่แล้วถ้าติดตั้งไม่ดี หรือใช้วิธีปูกระเบื้องแบบเก่า ด้วยการปั้นปูนเป็นก้อนแล้วกดลงไปแบบที่เรียกว่า “ซาลาเปา” ซึ่งมักมีช่องอากาศใต้แผ่นกระเบื้องมากกว่าแบบใหม่ที่ใช้ปูนกาวสำเร็จรูป ลองเคาะดู ถ้ามีเสียงกลวงๆ ที่มุมแผ่นแสดงว่ามีช่องอากาศมาก ถึงแผ่นกระเบื้องจะไม่หลุดแต่ก็จะมีน้ำขังข้างใต้ อันเป็นสาเหตุของเชื้อรา ทำให้ร่องยาแนวมีคราบดำ และในที่สุดกระเบื้องก็อาจหลุดได้

ถ้าหลุดก็ต้องซ่อมแซม จ้างช่างมาปูในกรณีที่เกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้าง แต่ถ้าเป็นแค่แผ่นสองแผ่นอาจทำเองได้ ค่อยๆ สกัดออกทีละแผ่นด้วยความระมัดระวังไม่ให้ลามเป็นวงใหญ่ หลังจากติดตั้งเสร็จ อาจต้องขูดยาแนวเก่าออกแล้วยาใหม่ทั้งชั้น เพราะนอกจากเชื้อราแล้ว แรงดันน้ำและระยะเวลาที่พื้นจมน้ำ รวมถึงการขัดถูแรงๆ หลังน้ำลดอาจทำให้ร่องยาแนวเสียหาย ถือโอกาสนี้ยาแนวใหม่ทั้งบ้านเลยก็ได้

กรณีที่เป็นแผ่นหิน ไม่ว่าจะเป็นหินอ่อน หินแกรนิต หรือแผ่นหินอัด ซึ่งเป็นวัสดุที่มีรูพรุนที่ผิวหน้า คราบสกปรกอาจติดอยู่ในรูพรุนเหล่านี้และยากต่อการทำความสะอาด อาจต้องใช้เครื่องขัดผิว และลงน้ำยาเคลือบเพื่อความเงางาม แต่ต้องทำใจว่าคราบอาจยังเหลืออยู่บ้าง


ซ่อมแซมผนังบ้านหลังน้ำท่วม

วัสดุต่างๆ ที่ใช้ทำผนังบ้าน เมื่อเวลาถูกน้ำท่วมนานๆ ก็จะเกิดความเสียหายแน่นอน วิธีแก้ไขคือ

  1. ถ้าเป็นผนังไม้ เช็ดทำความสะอาดเพื่อให้ผิวสามารถระเหยความชื้นได้ง่าย เมื่อแห้งดีแล้วใช้น้ำยารักษาเนื้อไม้ชโลมที่ผิวหรือทาสีต่อไป วิธีที่ดีควรทาสีด้านในบ้านก่อน ทิ้งไว้5 – 6 เดือน จึงทาสีด้านนอก
  2. ถ้าเป็นผนังก่ออิฐฉาบปูนก็ใช้วิธีเดียวกับผนังไม้ แต่ต้องทิ้งให้ระเหยความชื้นนานกว่าผนังไม้  เพราะมีความหนามากกว่า จากนั้นค่อยทาสีใหม่
  3. ถ้าเป็นผนังยิปซัมบอร์ดก็เลาะเอาแผ่นที่เสียออ ถ้าโครงคร่าวเป็นโลหะก็สามารถติดแผ่นใหม่ได้เลย  แต่ถ้าโครงคร่าวเป็นไม้ ต้องทิ้งให้ความชื้นในไม้ระเหยหมดก่อนจึงจะติดแผ่นใหม่ได้

ซ่อมแซมฝ้าเพดานบ้านหลังน้ำท่วม

การซ่อมแซมฝ้าเพดานจะมีลักษณะคล้ายๆ การซ่อมผนังและพื้นปนกัน คือ ถ้าเป็นฝ้าเพดานยิปซัมบอร์ดหรือกระดาษอัด ถ้าเปื่อยยุ่ยมากเพราะอมน้ำ ก็ควรเลาะออกแล้วจึงเปลี่ยนแผ่นใหม่เลย ทิ้งให้ทั้งหมดแห้งสนิท จริงๆ แล้วจึงทาสีทับ

– ถ้าเป็นฝ้าโลหะ ให้เช็ดทำความสะอาดให้แห้ง ถ้าเป็นสนิมก็ใช้กระดาษทรายขัดออกให้เรียบร้อย  แล้วจึงทาสีทับเข้าไปใหม่

– ระบบสายไฟส่วนใหญ่จะเดินในฝ้า เวลาเปิดฝ้าเข้าไปต้องตรวจดูความเรียบร้อยว่ามีส่วนใดชำรุดด้วยหรือเปล่า แต่ส่วนนี้เราแนะนำให้จ้างช่างไฟมาจัดการ

– ถ้าโครงฝ้าเพดานที่เป็นไม้เกิดการแอ่นหรือทรุดตัว ต้องแก้ไขให้ได้ระดับ และมีความแข็งแรงก่อนการติดตั้งแผ่นฝ้าใหม่


น้ำท่วมบ้าน

หลังน้ำลดอย่าเพิ่งรีบทาสีใหม่

การแช่น้ำนานๆ อาจทำให้สีทาบ้านเสื่อมสภาพลง มีคราบสกปรกและเกิดการหลุดล่อนได้ บริเวณบ้านที่แช่น้ำนานๆ จนเกิดคราบที่ผนัง ต้องขัดลอกสีเดิมออกให้มากที่สุด หลังจากน้ำลดให้ล้างคราบเกลือออกให้หมด กรณีที่แช่อยู่นานมากจนเกิดเชื้อราให้ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อราด้วย ถ้าแช่เป็นเดือนๆ จนผนังปูนร่วนเป็นผง  แนะนำให้สกัดปูนฉาบออกจนถึงอิฐก่อ หลังจากนั้นให้ฉาบใหม่โดยใช้น้ำยาประสานคอนกรีตผสมด้วย เพื่อเพิ่มการยึดเกาะ

เมื่อซ่อมผนังเสร็จแล้วควรปล่อยให้แห้งสนิทอย่างน้อย 3 เดือน ก่อนจะเริ่มทาสีใหม่ สิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกคือ ทา “น้ำยารองพื้น” ชนิดพิเศษที่ช่วยป้องกันความชื้น จากนั้นก็ทา “สีรองพื้น” ที่ป้องกันคราบเกลือและความเป็นด่างจากผิวปูนใหม่และปูนเก่าที่แช่น้ำมานาน จากนั้นก็ทาสีให้เข้ากับผนังส่วนอื่นๆ ของบ้านได้  ผลิตภัณฑ์ที่กล่าวมา ทั้งหมดสอบถามได้ที่ร้านขายสีชั้นนำทั่วไป


น้ำท่วมบ้าน

น้ำท่วมนอกบ้าน วอลล์เปเปอร์ในบ้านจะเป็นอะไรไหม

น้ำท่วมข้างนอกแม้จะไม่ได้เข้ามาในตัวบ้านก็ทำให้ผนังชื้น บ้านที่ติดวอลล์เปเปอร์ อาจมองไม่เห็นว่ามีคราบน้ำและความชื้นอยู่ที่ผนัง ในกรณีนี้อาจไม่จำเป็นต้องลอกวอลล์เปเปอร์ออก เมื่อน้ำลดให้ใช้พัดลมเป่าให้ทั่วผนัง เป่าทิ้งไว้เป็นระยะเวลา 1-2 วัน แต่ต้องเป็นกรณีที่น้ำท่วมแค่ภายนอก น้ำไม่โดนวอลล์เปเปอร์โดยตรง และต้องเป็นน้ำขังภายนอกแค่ไม่เกิน 2-3 วันเท่านั้น เพราะถ้าเกินกว่านั้นผนังจะรับความชื้นเอาไว้สูงมาก และเกิดเป็นเชื้อราสะสมภายใน ส่งผลให้วอลล์เปเปอร์เสื่อมสภาพเร็ว และต้องลอกออกอยู่ดี

สำหรับกรณีที่น้ำท่วมขังอยู่ภายในบ้านและน้ำโดนวอลล์เปเปอร์โดยตรงเป็นเวลานานๆ ก็จำเป็นต้องลอกออกสถานเดียว แล้วปล่อยให้ผนังแห้งเอง โดยจะใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน ซอกมุมต่างๆที่ดูท่าว่าจะมีความชื้นสะสมอยู่มากสามารถใช้พัดลมหรือดรายร์เป่าผมช่วยเป่าได้ ที่สำคัญหากผนังปูนมีลักษณะหลุดล่อน ก็ควรกะเทาะออกแล้วฉาบปูนใหม่ให้เรียบร้อยก่อนจะติดวอลล์เปเปอร์

หลายคนยังเสียดายวอลล์เปเปอร์ลายเก่า อาจเพราะสวยถูกใจและหาซื้อไม่ได้อีกแล้ว กรณีนี้สามารถใช้วอลล์เปเปอร์เดิมติดได้เมื่อผนังบ้านแห้งดีแล้ว แต่ทางที่ดีควรเปลี่ยนไปใช้วอลล์เปเปอร์ใหม่เลย เพราะวอลล์เปเปอร์ทำจากกระดาษเป็นหลัก เมื่อโดนความชื้นนานๆ ทั้งสภาพของกระดาษ สีสัน ลวดลายก็จะเสื่อมได้ง่าย เมื่อจะเลือกซื้อวอลล์เปอร์ใหม่ควรเลือกแบบที่เป็นไวนิล เพราะเคลือบพลาสติกจะทนทานกว่าแบบอื่นๆ หรือเปลี่ยนไปใช้วอลล์คัฟเวอร์ริ่ง (Wall Covering) ซึ่งส่วนมากจะทำจากผ้าและไวนิล มีความทนทานมากกว่าวอลล์เปเปอร์ที่เป็นกระดาษ ส่วนมากใช้ในอาคารสำนักงาน โรงแรม หรือร้านอาหาร ราคาอาจค่อนข้างสูง แต่ถ้าคุณใช้ในพื้นที่ไม่มากก็คุ้มค่าน่าลงทุน


น้ำท่วมบ้าน

ซ่อมประตูบ้านหลังน้ำท่วม

ประตูที่จะเกิดปัญหามากคือประตูไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้จริงหรือไม้อัด ส่วนประตูที่ทำจากวัสดุอื่นๆ เช่น พีวีซี มักไม่ค่อยเป็นอะไร ยกเว้นส่วนที่เป็นโลหะ เช่น บานพับและลูกบิดที่อาจเกิดสนิม ประตูไม้ที่แช่น้ำนานๆ จะมีการบวมโก่ง ซึ่งจะทำให้เปิด-ปิดลำบาก ควรถอดออกมาผึ่งลมให้แห้งอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ จากนั้นก็นำไปขัดสีเก่าออก อุดโป๊รอยแยกรอยแตกให้ดี ก่อนทำสีใหม่ บานที่เป็นไม้อัดถ้าบวมโก่งมากหรือผุอาจต้องเปลี่ยนใหม่ หรือถ้าเป็นไปได้ แนะนำให้ปิดผิวด้วยไม้วีเนียร์ใหม่เลย บานพับและลูกบิดก็ต้องเป่าลมให้แห้ง ใช้กระดาษทรายขัดสนิมออก หยอดน้ำมันหล่อลื่น ถ้ายังใช้การได้ดีอยู่ก็ใช้ของเดิมได้ ส่วนวงกบไม้อาจมีการบวมโก่ง ถ้าแห้งแล้วยังปิดประตูไม่เข้า อาจต้องนำบานประตูมาไสออกบ้าง


น้ำท่วมบ้าน

พื้นไม้เปียกๆ นำไปตากแห้ง แล้วใช้ต่อได้ไหม

พื้นไม้จริง เช่น ไม้ปาร์เกต์หรือไม้กระดาน สามารถรื้อออกไปตากลมให้แห้ง อย่าตากแดดแรงๆ เพราะจะทำให้ไม้หดตัวเร็วไปและปริแตกได้ ไม้หนาๆอาจต้องผึ่งลมเป็นเดือนๆกว่าจะแห้ง จากนั้นก็นำไปซ่อมผิวแต่งสีก่อนจะติดตั้ง กรณีไม้ปาร์เกต์ซึ่งเป็นการติดกาวลงกับพื้นคอนกรีต ต้องทำให้พื้นแห้งก่อน จากนั้นก็ลงน้ำยากันความชื้นด้วย

พื้นไม้เทียมอย่างไม้ลามิเนต ไม้เอ็นจิเนียร์ มีความเสี่ยงที่จะต้องเปลี่ยนใหม่หมด ไม่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ถ้ามีการบิดโก่งหรือบวมแม้จะแห้งแล้วก็ตาม เพราะไม่สามารถแต่งขัดพื้นให้เรียบได้เหมือนไม้จริงร้อยเปอร์เซ็นต์ เดี๋ยวนี้มีพื้นไม้ที่ไม่ได้เป็นไม้เลย เช่น แผ่นกระเบื้องไวนิล หรือกระเบื้องลายไม้ ซ่อมง่ายกว่ามาก คือถ้าไม่หลุดล่อนออกมาก็ใช้ต่อได้ ถ้าหลุดก็ติดใหม่เป็นแผ่นๆ ไม่ต้องขัดไม่ต้องทาสีใหม่


น้ำท่วมบ้าน

ซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์หลังน้ำท่วม

การซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์ก็คล้ายๆกับการซ่อมแซมพวก ประตู หน้าต่าง พื้น หรือฝ้าเพดาน มีวิธีดังนี้

– พยายามเอาความชื้นออกจากเฟอร์นิเจอร์ให้มากที่สุด

– เฟอร์นิเจอร์หุ้มผ้าที่มีส่วนประกอบของโครงไม้และผ้าหุ้มฟองน้ำต่างๆ หากโครงสร้างไม้ยังใช้ได้ ถอดเฉพาะโครงไปตากแดดแล้วเก็บไปหุ้มนวมใหม่ ส่วนฟองน้ำและผ้าหุ้ม ถ้าเป็นไปได้ควรเปลี่ยนใหม่เลย เพราะน้ำจะพาเอาเชื้อโรคมาติดอยู่ ถึงจะตากแดดให้แห้งเชื้อโรคก็ยังมีอยู่

– เฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน ต้องตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้าง หากเป็นโครงไม้จริงต้องดูแลเป็นส่วนๆไป เช่น โครงไม้ด้านในหากไม่ผุกร่อน ให้ทิ้งไว้จนแห้งสนิทแล้วทำสีใหม่ ส่วนหน้าบานตู้ หากเป็นไม้อัดอาจต้องทำใจเพราะจะเกิดการบวมน้ำ การนำกลับมาใช้ใหม่อาจเป็นเรื่องยาก แนะนำ ให้เปลี่ยนหน้าบานใหม่ ทำความสะอาดรูกุญแจและลูกบิด รวมถึงอย่าลืมตรวจสอบระบบไฟต่างๆ ที่อยู่ภายในตู้บิลท์อินด้วย

– เฟอร์นิเจอร์ไม้ ไม่ควรนำไปตากแดด เพราะจะทำให้บิดงอได้ และถ้าจะทาสีใหม่ ควรรอให้แห้งสนิทก่อน มิฉะนั้นจะลอกได้

– เฟอร์นิเจอร์ที่มีส่วนประกอบของเหล็ก อย่างขาตู้ที่ต้องถูกแช่น้ำแบบเต็มๆจนเกิดสนิม ให้นำชิ้นส่วนนั้นออกไปตากแดดจัดได้ จากนั้นเมื่อแห้งดีให้ใช้น้ำยาขัดสนิมขัดคราบออก แล้วเคลือบผิวด้วยน้ำยากันสนิมและพ่นสีใหม่ ก็จะกลับคืนสภาพเดิม


น้ำท่วมบ้าน

รั้วบ้านยังดูดีอยู่ ต้องซ่อมไหม

วิธีตรวจสอบสภาพกำแพงรั้วต้องดูด้วยตาเท่านั้น สังเกตดีๆว่ามีรอยร้าวใหม่เกิดขึ้นไหม เอียงหรือทรุดตัวเป็นคลื่นบ้างไหม ถ้ามีเพียงเล็กน้อย ก็ควรหาไม้มาค้ำยันและเรียกช่างมาซ่อม อีกอย่างที่ต้องสังเกตคือ ดินใต้แนวกำแพงรั้วอาจโดนน้ำชะไปจนเกิดเป็นโพรง ควรเร่งทำแนวอิฐบล็อกกั้นไว้ แล้วอัดดินเข้าไปเสริม และอัดดินให้แน่น ป้องกันดินในบ้านคุณไหลออกไปมากกว่านั้น ซึ่งจะมีผลต่อรากฐานของรั้วได้

ในเขตที่น้ำท่วมสูงรั้วบ้านถูกใช้เป็นแนวป้องกันน้ำ รอยร้าวอาจจะมองเห็นได้ไม่ชัด กรณีน้ำท่วมสูง เป็นเวลานานๆแบบนี้ ควรเรียกวิศวกรมาตรวจสอบ เพราะอยู่ดีๆรั้วอาจทรุดตัวและล้มลงมาได้

วิธีซ่อมมีหลายวิธี ถ้าเสาและคานปูนยังอยู่ในสภาพดีอาจแก้ไขโดยการทุบอิฐบล็อกและก่อใหม่เป็นจุดๆ แต่ถ้าเสียหายหลายจุดอาจจำเป็นต้องก่อใหม่ด้วยวัสดุที่เบากว่า เช่น อิฐมวลเบา หรือทำเป็นระแนงรั้วไม้หรือไม้เทียม ทั้งนี้เพื่อให้น้ำหนักเบาลง ในกรณีที่ทรุดหรือเอียงต้องรื้อทำใหม่เท่านั้น


ทำความสะอาดผ้าม่านอย่างไรดี

ก่อนการซักม่านควรนำวัสดุอื่นๆที่ไม่ใช่ผ้า ออกให้หมด ได้แก่ ตะขอม่าน ห่วงตาไก่ และโซ่ถ่วงบริเวณชายม่าน อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ คุณต้องทราบว่าเนื้อผ้าของม่านเป็นผ้าประเภทใด เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าใยสังเคราะห์ หรือผ้าไหม เพราะม่านมีการผลิตจากเส้นใยที่ไม่เหมือนกัน การดูแลรักษาจึงต้องเหมาะสมกับชนิดเส้นใยที่ผลิต

– ผ้าฝ้าย ควรซักด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ ปั่นแห้งด้วยความแรงระดับต่ำสุดและผึ่งให้แห้งในที่ร่ม ไม่ควรให้โดนแดดจัด เพราะสีผ้าจะซีดเร็วมาก ควรรีดที่อุณหภูมิปานกลาง อย่างไรก็ตามการซักด้วยน้ำอาจมีผลทำให้ม่านหดและสั้นลงประมาณ 3-10 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับความแน่นของเนื้อผ้า ดังนั้นหากนำไปแขวนแล้วม่านดูลอย อาจแก้ไขโดยเลาะชายผ้าลงหรือเย็บต่อชายผ้า เพื่อเพิ่มความสูง นอกจากนี้หากเป็นผ้าพิมพ์ลาย ต้องระวังเรื่องสีตกด้วย ทดลองง่ายๆโดยการแช่น้ำ แล้วสังเกตดูก่อนว่าสีของผ้าตกหรือไม่

 – ผ้าใยสังเคราะห์ สามารถซักในน้ำอุณหภูมิปกติ ปั่นแห้งด้วยความแรงระดับต่ำสุดตากให้แห้ง แล้วรีดที่อุณหภูมิต่ำ-ปานกลาง ผ้าใยสังเคราะห์บางประเภทจะหดตัวได้หากรีดที่อุณหภูมิสูง

-ผ้าไหม แนะนำให้ส่งซักแห้งกับผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด

ทั้งนี้อยากให้เข้าใจธรรมชาติของม่านที่ผ่านการซักมาแล้วว่าความสวยงามและคุณสมบัติพิเศษของผ้านั้นๆอาจไม่เหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น ความเงา ความยืดหยุ่น และคุณสมบัติการกันน้ำ ทั้งนี้เพราะสารที่เคลือบ finishing ผ้าได้ถูกซักล้างออกไปแล้วนั่นเอง


น้ำท่วมบ้าน

หลังน้ำท่วม ทำไมส้วมราดไม่ลง

เกิดได้หลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเพราะท่อตัน ส้วมเต็ม ท่อหายใจอุดตัน น้ำท่วม ฯลฯ การแก้ปัญหาก็ต้องแก้ให้ตรงจุด ถ้าใช้อยู่คนเดียวก็อาจเดาได้ไม่ยาก คงมาจากการใช้งานของเราเอง หรือถ้าไม่ใช่ก็ต้องสังเกตเหตุการณ์แวดล้อม ดังนี้

ท่อตัน

สาเหตุ : ส่วนมากมาจากการทิ้งของที่ไม่ใช่ของเสียลงในส้วม ไม่ว่าจะเป็นเศษผม เศษอาหาร หรือ แม้แต่ทิชชู ซึ่งอาจไปกระจุกอยู่ทำให้เกิดการอุดตันได้

วิธีแก้ไข : เฉพาะหน้าที่สุดก็ใช้ไม้ที่ปลายเป็นจุกยาง (คงคุ้นภาพกันดี) กระทุ้งลงไป โชคดีอาจแรงพอ ให้ขยะพวกนั้นหลุดออกไปได้ แต่อย่าเพิ่งวางใจ อาจไปติดอยู่ที่ส่วนอื่นของท่อแทน บางคนเลยเลือกใช้ “โซดาไฟ” (NaOH/Sodium Hydroxide) ซึ่งหาซื้อไม่ยาก ใส่ลงไปในโถเพื่อช่วยย่อยสิ่งปฏิกูลที่ติดอยู่ แต่ก็ไม่สามารถจัดการกับ“สารอนินทรีย์” ได้อยู่ดี…สุดท้ายถ้าไม่ไหว คงต้องเรียกผู้ให้บริการด้านนี้เพื่อใช้เครื่องมือเฉพาะมาจัดการปัญหาให้สิ้นซากไป

น้ำท่วม

สาเหตุ : น้ำจากธรรมชาติเข้าไปอยู่ในระบบบำบัด ไม่ว่าจะจากทางไหนก็ตาม พอเต็มไปด้วยน้ำแล้ว ก็เลยไม่มีพื้นที่ให้ของเสียของเรานั่นเอง ปัญหานี้โดยมากจะเกิดกับบ่อบำบัดแบบเก่า ที่เห็นเป็นท่อปูนวางซ้อนๆกันลงไปในดิน

วิธีแก้ไข : ถ้าเป็นบ่อปูนแบบที่บอก คงต้องรอให้น้ำลดมากพอที่จะไม่ทำให้น้ำดันเข้าไปในบ่อ จึงจะกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม ส่วนถังบำบัดสำเร็จรูป แค่ขอให้มั่นใจว่าปิดฝาสนิทดีแล้ว รวมถึงท่อหายใจอยู่สูงกว่าระดับน้ำ เท่านี้ก็ไม่มีปัญหาเวลาน้ำท่วมแล้ว สำหรับบริการสูบส้วม สามารถสอบถามได้ที่หน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ค่าบริการคิดตามปริมาณลูกบาศก์เมตร

ท่อหายใจอุดตัน

สาเหตุ : อย่าเพิ่งงงว่าคือท่ออะไร ลองไปด้อมๆมองๆ ดูแถวๆบ่อบำบัด จะมีท่อเล็กๆโผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน นั่นคือท่อที่ไว้ระบายแก๊สออกจากระบบบำบัด ถ้าแก๊สระบายออกมาไม่ได้ ของใหม่ก็เข้าไปไม่ได้ เหมือนกับเราเป่าลมเข้าขวดแล้วมันไม่เข้านั่นเอง

วิธีแก้ไข : ถ้าอยู่ต่ำไปก็ต่อขึ้นมาให้สูง จะได้ไม่มีเศษอะไรเข้าไปอุดตันได้ง่ายๆ ถ้าจะให้ดีก็ควรหุ้มตาข่ายไว้ที่ปลายท่อด้วย

ส้วมเต็ม

สาเหตุ : ใช้งานมาเป็นเวลานาน หรือถังบำบัดมีขนาดเล็กเกินไป

วิธีแก้ไข : เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่ใช่เพราะสาเหตุอื่น เช่น ท่อตันหรือน้ำท่วม รวมทั้งถ้าลองนึกดู แล้วจำไม่ได้ว่าสูบส้วมไปครั้งสุดท้ายเมื่อไร ก็เรียกรถสูบส้วมมาได้เลย แต่ถ้าพิจารณาแล้วมันเต็มบ๊อยบ่อย ก็ต้องเช็กที่ถังบำบัดว่าเล็กไปหรือเปล่า หรือว่าทำงานผิดพลาดตรงไหน เช่น เชื้อจุลินทรีย์ที่มีหน้าที่ย่อยสลายสิ่งปฏิกูลในถังนั้นอาจตายไปเยอะ ก็ซื้อมาเติมกันได้


น้ำท่วมบ้าน

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จมน้ำ…ซ่อมใช้ต่อได้ไหม!

เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆไม่ว่าจะเป็นเครื่องซักผ้า ตู้เย็น ปั๊มน้ำ รวมถึงคอนเดนซิ่งยูนิตหรือคอยล์ร้อนของเครื่องปรับอากาศที่ตั้งอยู่ภายนอกบ้าน ขอแนะนำว่าไม่ควรปล่อยให้จมน้ำอย่างเด็ดขาด! เพราะถ้าปล่อยให้ถูกน้ำท่วมขังก็แสดงว่ามีน้ำไหลเข้าไปในเครื่องเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้จะเจ็บป่วยหรือเสียหายมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของอุปกรณ์ไฟฟ้าก็ว่าได้ การนำไปตากแดดหรือผึ่งลมให้แห้งแล้วมาใช้งานต่อเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อชีวิตคุณอย่างมาก รวมถึงอาจเกิดอัคคีภัยในบ้านอันเนื่องมาจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจร ดังนั้นก่อนน้ำจะมาควรถอดปลั๊กและยกเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดขึ้นที่สูง

หลังน้ำลด ถ้าอยากรู้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้ายังใช้งานได้อยู่ไหม ควรทำให้แห้งสนิทก่อนที่จะเสียบปลั๊ก หากไม่แน่ใจควรให้ช่างผู้ชำนาญมาตรวจสอบหรือซ่อมแซมเสียก่อน โทร.ปรึกษาฝ่ายบริการหลังการขายของบริษัทผลิตภัณฑ์จะดีที่สุด เขาจะรู้ว่าต้องเปลี่ยนอะไรดีกว่าช่างทั่วไป แต่ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นดูจะเสียหายมากก็ไม่ควรเสี่ยงที่จะนำมาใช้งาน หาซื้อใหม่ดีกว่า

หลายคนอาจคิดว่าปกติเครื่องคอมเพรสเซอร์เแอร์หรือเครื่องปั๊มน้ำก็อยู่ด้านนอก และโดนฝนมาตลอด ไม่เห็นจะเสียหายเลย ก็ต้องบอกว่าตัวถังของเครื่องป้องกันน้ำฉีด น้ำกระเด็นใส่ได้ แต่ถ้าจมน้ำนานเกินหนึ่งชั่วโมงโอกาสรอดก็ริบหรี่ ดังนั้นต่อไปนี้เราควรติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้ให้สูงจากพื้นอย่างน้อยๆ 50 เซนติเมตร


ต่อไปนี้ทุกบ้านควรมีเครื่องสูบน้ำ

ช่วงน้ำท่วมหลายคนมีโอกาสได้เป็นเจ้าของเครื่องสูบน้ำหรือปั๊มเป็นครั้งแรก บางคนได้ใช้ บางคนแค่มีไว้ก็อุ่นใจ  ตอนนี้บ้านไหนยังไม่มีก็อยากแนะนำให้มีติดบ้านไว้บ้าง ซึ่งที่นิยมใช้กันนั้นมี 3 ชนิด ดังนี้

  1. ปั๊มไดโว่หรือปั๊มจุ่ม (Submersible Water Pump) ปั๊มน้ำหนักเบา ราคาประหยัด แต่ไม่ทนทานเท่าไร ถ้านานๆใช้ทีก็พอไหว ตัวปั๊มมีขนาดเล็กและใช้ไฟฟ้าเป็นส่วนใหญ่ การทำงานของปั๊มชนิดนี้ต้องให้ตัวเครื่องจมอยู่ในน้ำ ไม่เช่นนั้นเครื่องจะร้อนเกินไป เหมาะจะใช้กับบ้านที่ยังไม่โดนตัดไฟ ใช้สูบน้ำที่ไหลผ่านแนวกำแพงกั้นน้ำได้
  2. ปั๊มหอยโข่ง (Centrifugal Pump) ปั๊มชนิดนี้สามารถสูบน้ำได้ไวและแรงที่สุด อัตราการสูบน้ำขึ้นอยู่กับแรงดัน สามารถต่อท่อเพื่อสูบน้ำออกจากพื้นที่ได้โดยไม่ติดปัญหา เมื่อน้ำตื้นแล้วจะดูดไม่ขึ้น ปั๊มหอยโข่งเหมาะกับงานที่ต้องการแรงดันน้ำในการส่งผ่านมวลน้ำไป จึงอาจไม่เกินไปสำหรับการสูบน้ำท่วมขังภายในบ้าน แต่เหมาะกับการใช้งานที่เกี่ยวกับแรงดัน เช่น สูบน้ำขึ้นที่สูง
  3. ปั๊มพญานาค (Propeller Pump) ปั๊มชนิดนี้ราคาแพงกว่าปั๊มไดโว่ แต่ทนกว่าเยอะ อัตราการสูบน้ำขึ้นอยู่กับความเร็วของใบพัด สามารถสูบน้ำได้ปริมาณมาก แต่ไม่สามารถสูบน้ำในที่ตื้นได้ เนื่องจากลักษณะของหัวสูบที่ใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบปริมาณน้ำที่สูบได้ต่อวินาที ปั๊มพญานาคนับว่ามีความคุ้มค่าที่สุดในบรรดาปั๊มที่นิยมใช้กัน ที่สำคัญยังผลิตในประเทศ เหมาะสมกับการสูบน้ำออกจากพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น ไร่นา เขตโรงงาน เป็นต้น

ใครว่าอยู่คอนโดมิเนียมสูงๆ ไม่ต้องกังวล

จริงอยู่ที่บนชั้นสูงๆน้ำจะท่วมไม่ถึง  แต่คุณจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแน่นอน หลายตึกจะมีที่จอดรถใต้ดิน ซึ่งน้ำก็สามารถท่วมได้ ชั้นล่างสุดซึ่งมักทำเป็นล็อบบี้ก็สามารถท่วมถึงได้  นอกจากนั้นบริเวณชั้นล่างหรือชั้นใต้ดินของคอนโดมิเนียมยังเป็นที่อยู่ของศูนย์ควบคุมระบบต่างๆ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบไอที ระบบรักษาความปลอดภัย บางที่ก็ทำเป็นห้องเก็บของด้วย แล้วยังมีห้องเครื่องของลิฟต์ และอะไรอีกมากมายที่น้ำอาจท่วมถึง ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้คุณลำบาก  ยิ่งสูงยิ่งลำบากถ้าไม่มีไฟฟ้า ปั๊มน้ำไม่ทำงาน ลิฟต์ ใช้ไม่ได้ รถก็จมน้ำ…เครียดพอแล้ว เอาเป็นว่าคุณต้องลงมาช่วยกันก่อกำแพงกระสอบทรายกับเขาด้วย อย่านิ่งนอนใจอยู่บนที่สูง


น้ำท่วมบ้าน

หลังน้ำท่วม เราทำอะไรกับถุงทรายได้

ถุงทรายเป็นพลาสติกบางๆที่รับน้ำหนักหลายสิบกิโลกรัมต่อทรายหนึ่งถุงมานาน ทั้งวางซ้อนทับกันแช่น้ำและโดนแดดจัด ส่วนใหญ่จะใช้การได้อีกไม่นานเพราะเปื่อยยุ่ย ถุงไหนยังดีอยู่ก็เก็บไว้เก็บของใช้ในสวนและทำเป็นถุงขยะได้ ปัญหาจริงๆคือทรายข้างในมากกว่า ซึ่งมีอยู่สองทางเลือก หนึ่ง กำจัดให้หมด สอง เก็บไว้ใช้ประโยชน์ ข้อห้ามของการกำจัด คือ อย่ากวาดทิ้งลงท่อระบายน้ำ หรือเททิ้งลงคูคลองหรือในที่ดินของผู้อื่น เพราะจะไม่ย่อยสลายและทำให้ท่อน้ำตันได้ ถ้าไม่มีมาตรการดูแลดีๆอาจเกิดปัญหาใหญ่ต่อระบบระบายน้ำได้ คำแนะนำจากวิศวกรท่านหนึ่งในกรณีที่มีทรายเยอะมากๆ คือให้ลองโทรศัพท์ไปหาบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ท่าทราย หรือบริษัทรับถมที่ เขาอาจมารับทรายไปใช้โดยที่คุณไม่ต้องออกแรง และเสียเงินในการขนไปทิ้งเอง

ส่วนคนที่คิดจะเก็บไว้ใช้ก็ต้องดูว่าทรายในถุงเป็นทรายประเภทใด ถ้าเป็นทรายก่อสร้างก็นำไปผสมปูน ก่อปูนฉาบได้ แต่ถ้าเป็นทรายขี้เป็ดหรือทรายที่มีเศษดินเศษอินทรีย์ผสมอยู่ ไม่เหมาะสมต่อการนำไปก่อสร้าง เพราะจะได้ปูนที่ไม่แข็งแรง ในกรณีที่เป็นการก่อสร้างเล็กๆน้อยๆ ในบ้าน เช่น ก่อขอบกระบะต้นไม้ ในสวนก็พอใช้ได้ อีกประโยชน์ของทรายพวกนี้ก็คือใช้รองพื้นปรับระดับก่อนปูแผ่นทางเดิน ปรับระดับสนามหญ้าในบริเวณที่อาจเกิดเป็นแอ่งทรุดหลังน้ำท่วม หรือใช้ถมที่ดินที่ไม่ได้ใช้ในการเพาะปลูกได้


น้ำท่วมบ้าน

บ้านต้องสูงเท่าไร ถึงจะพ้นน้ำท่วม

ปัญหาน้ำท่วมเป็นปัญหาของส่วนรวมที่แก้ไขคนเดียวไม่ได้  แต่บ้านพังเพราะน้ำท่วมเป็นปัญหาของคุณคนเดียว (น่าเศร้า) หลายคนจึงอยากถมที่บ้านให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ คืออย่างน้อยถ้าบ้านฉันรอดก็ยังดี แต่ไม่รู้จะต้องถมกันสูงขนาดไหนถึงจะพ้น อย่างแรกต้องบอกก่อนว่าเมืองหลวงและหลายๆ เมืองในประเทศไทยสร้างอยู่บนที่ราบลุ่มน้ำ ซึ่งมีหลายจุดที่อยู่สูงกว่าระดับทะเลไม่มาก บางจุดต่ำกว่าด้วยซ้ำ สมัยก่อนคนไทยจึงสร้างบ้านยกใต้ถุนสูงและเก็บของมีค่าไว้บนชั้นสอง ปัจจุบันเราเอาดินไปถมให้สูงทับทางระบายน้ำหรือทำให้การระบายยากขึ้น ระดับน้ำที่ท่วมก็จะสูงขึ้นทุกปี แล้วเราก็มาคิดเรื่องถมกันให้สูงขึ้นไปอีก สำหรับบ้านในต่างจังหวัด เราแนะนำบ้านสองชั้นยกใต้ถุนแทนการถมสูง แต่บ้านในกรุงเทพฯ ยังจำเป็นจะต้องถม เพราะถนนสาธารณะที่ราชการสร้างให้ก็ถมจนสูงหมดแล้ว ถ้าต่ำไปจะระบายน้ำลำบาก แต่บ้านจะต้องสูงขนาดไหนล่ะ ก่อนอื่นคุณจะต้องทราบว่าพื้นที่อาศัยของคุณอยู่สูงกว่าระดับทะเลปานกลางเท่าไร อยู่ด้านในหรือด้านนอกของแนวคันกั้นน้ำ ตลิ่งของคลองหรือแม่น้ำใกล้บ้านคุณสูงเท่าไร ถ้าอยากให้รอดพ้นจากน้ำท่วม พื้นชั้นล่างสุดของบ้านคุณอาจต้องสูงกว่าระดับดังกล่าวทั้งหมดอย่างน้อยหนึ่งเมตร ทั้งนี้บอกไม่ได้ว่าจะอยู่สูงกว่าถนนหน้าบ้านเท่าไร เพราะแล้วแต่พื้นที่ ที่น่าเสียดายคือ ข้อมูลเหล่านี้หายากเหลือเกิน จนไปจบที่ “กรมแผนที่ทหาร” ซึ่งมีข้อมูลภูมิศาสตร์เปรียบเทียบระดับทะเล แต่เราก็ไม่แน่ใจว่าถ้าทุกคนโทรศัพท์ไปถามแล้ว หน่วยงานนี้จะมีบุคลากรคอยให้บริการได้เต็มที่หรือไม่


 ตรวจสอบถังน้ำบนดิน และถังน้ำใต้ดิน

บ้านใครมีถังน้ำบนดินให้ตรวจสอบว่าภายในมีการรั่วของน้ำที่ท่วมเข้ามาหรือไม่ ส่วนใต้ดินต้องตรวจสอบ“ฝา” ของถังน้ำให้ถี่ถ้วน เพราะเวลาน้ำท่วมถังน้ำจะอยู่ใต้น้ำ หากฝาของถังน้ำมีระบบป้องกันน้ำเข้าไม่ดีหรือชำรุด น้ำสกปรกก็จะปะปนกับน้ำสะอาดในถัง ปัญหาเรื่องโรคภัยต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นหากเราใช้น้ำที่อยู่ภายในถังนั้น

สำหรับการแก้ไขปัญหา หากเป็นถังน้ำบนดิน ถังสเตนเลสจะมีปัญหาเรื่องสนิม วิธีการอุดรอยรั่วอาจพอทำได้ ในระยะสั้นและมีความเสี่ยงในการรั่วซึมของน้ำได้อีก แนะนำ ให้เปลี่ยนเป็นถังแบบไฟเบอร์กลาส เพราะทนทานและไม่เป็นสนิม หากเราไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องน้ำเล็ดลอดเข้ามาในถังได้ ก็ขอให้ต่อท่อน้ำตรงจากท่อประปาหน้าบ้านเข้ามาที่ตัวบ้านของเราเลย (โดยปกติแล้วบ้านที่มีถังน้ำใต้ดินจะมีวาล์วหมุนเปิดทางให้น้ำประปาจากหน้าบ้านวิ่งผ่านตรงเข้ามา ในบ้านโดยไม่ลงไปที่ถังน้ำใต้ดินได้ ต้องหาวาล์วตัวนี้ให้เจอ แล้วต่อตรงเข้ามาเลยดีกว่า น้ำจะเบาลงหน่อย แต่ก็ยังเป็นน้ำสะอาด) หลังจากน้ำลด แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้ถังบนดิน หรือเปลี่ยนจากถังปูนใต้ดินมาเป็นถังน้ำสำเร็จรูปที่ออกแบบมาสำหรับใต้ดินเฉพาะจะดีกว่า


น้ำท่วมบ้าน

ระบบไฟฟ้าสำหรับบ้านที่น้ำท่วมบ่อย

ระบบไฟฟ้าเป็นสิ่งที่มีอันตรายมาก สำหรับบ้านที่น้ำท่วมถึงควรเตรียมระบบไฟฟ้าใหม่ ดังนี้

– ตัดระบบไฟฟ้าของปลั๊กเดิมทิ้ง ย้ายให้สูงขึ้นมาจากระดับพื้นประมาณ 1 เมตร เพื่อให้พ้นระดับน้ำ ส่วนชั้นบนของบ้านไม่จำเป็นต้องย้าย เพราะระดับน้ำ (อาจ) ท่วมไม่ถึง

– แยกระบบไฟฟ้าในส่วนที่น้ำท่วมบ่อยๆ ออกเป็นอีกวงจรหนึ่ง เพื่อความสะดวกในการเปิด-ปิด โดยเฉพาะส่วนปลั๊กที่อยู่ชั้นล่าง

ถ้าที่สะพานไฟของท่านไม่ได้เขียนไว้ว่าสวิตช์ใดทำหน้าที่ควบคุมไฟฟ้าในส่วนใดบ้าง ก็เริ่มสำรวจเองได้ไม่ยาก เริ่มจากแสงสว่างก่อนเลย ด้วยการเปิดไฟทั้งหมดแล้วทยอยปิดสะพานไฟทีละตัว ดูว่าไฟบริเวณไหนดับบ้างแล้วจดไว้ ทำแบบนี้ไปจนครบสะพานไฟทุกตัว เมื่อครบแล้วก็สำรวจปลั๊กกันบ้าง วิธีการคล้ายกัน โดยใช้ “ไขควงวัดไฟ”วัดกระแสไฟฟ้า หาซื้อได้ตามแหล่งขายวัสดุก่อสร้างทั่วไป ถ้าท่านรู้ตัวว่าบ้านของท่านอยู่ในบริเวณที่น้ำท่วมบ่อย เวลาออกแบบหรือซ่อมแซมบ้านก็ควรให้วิศวกรและช่างแยกระบบไฟฟ้าตั้งแต่แรก ก็จะช่วยประหยัดงบและดูสวยงามกว่าที่จะมารื้อและแก้ไขในภายหลัง ที่สำคัญคือ ปลอดภัยกว่าแน่นอน


น้ำท่วมบ้าน

ทางออกของบ้านที่อยู่ต่ำกว่าถนนหน้าบ้าน

สำหรับบ้านที่อยู่ต่ำกว่าพื้นถนนหน้าบ้าน สิ่งที่ต้องทำเมื่อน้ำจากถนนท่วมเข้ามาภายในพื้นที่รอบบ้านก็คือ การป้องกันไม่ให้น้ำเข้ามาในบ้าน ด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกำแพงกระสอบทรายหรือการก่ออิฐเป็นขอบแบบถาวร และอุดช่องทางที่น้ำจะเข้ามาได้จากภายในบ้าน เช่น ท่อระบายน้ำทั้งหมด แต่หากยังมีน้ำเล็ดลอดเข้ามาอยู่ ต้องจัดการสูบน้ำออกไปโดยการใช้ปั๊มน้ำสูบน้ำ ออกไปยังนอกบ้าน สำรวจพื้นที่ลาดเอียงรอบบ้าน เพื่อเป็นตำแหน่งของปั๊มน้ำ วางปั๊มน้ำสูบน้ำออก โดยควรพักระยะการทำงาน 5 นาที ทุก 3 ชั่วโมง หากมีปั๊ม 2 ตัวก็จะช่วยให้การระบายน้ำในบ้านดีขึ้น


น้ำท่วมบ้าน

ดีดบ้านหนีน้ำท่วมดีไหม

เชื่อว่าหลังน้ำท่วมใหญ่จะมีหลายคนต้องการยกบ้านให้สูงขึ้น ภาษาช่างเขาเรียกว่า “การดีดบ้าน” ซึ่งสามารถทำได้หลายแบบ คือ ขุดดินใต้บ้าน สกัดตอม่อเดิมเพื่อแยกบ้านออกจากฐาน แล้วยกทั้งหลังขึ้นจนถึงความสูงที่ต้องการ จากนั้นก็ทำเสาตอม่อใหม่มารองรับ หรือจะเป็นการยกเฉพาะชั้นสองขึ้น ทั้งสองแบบไม่จำเป็นต้องทำรากฐานบ้านใหม่ เพราะเป็นการยกขึ้นตรงๆ ไม่มีการย้ายซ้ายขวา ราคาค่าบริการขึ้นอยู่กับจำนวนเสา ความยากง่าย และชนิดของบ้าน

บ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนทำไม่ยาก น้ำหนักเบา สามารถทำเสร็จได้ในเวลาหนึ่งเดือน บ้านปูนหนักที่สุด ราคาก็จะสูงขึ้นและใช้เวลาหลายเดือน ส่วนบ้านเหล็กจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าปูนและน้ำหนักเบากว่า อย่างไรก็ดี ควรเลือกบริษัทรับดีดบ้านที่ชำนาญเฉพาะทาง เพราะบ้านแต่ละแบบใช้เครื่องมือต่างกัน


แท้จริงแล้ว บ้านที่ปลอดภัยจากน้ำท่วมควรเป็นอย่างไร

“บ้านเรือนไทย” หรือบ้านที่มีใต้ถุนสูงเป็นภูมิปัญญาของคนไทยสมัยก่อนที่คิดถึงเรื่องการอยู่กับน้ำมาเนิ่นนานแล้ว แต่เป็นเพราะเหตุใดบ้านที่มีใต้ถุนสูงจึงหายไป กลายเป็นบ้านแบบฝรั่งที่มีความทึบตันและไม่ได้ เผื่อพื้นที่สำหรับอยู่กับน้ำอีกต่อไป ทั้งที่มีบ้านอยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมเป็นประจำ

การปลูกบ้านแบบฝรั่งหรือบ้านสมัยใหม่นั้นสามารถปลูกแบบยกพื้นสูงได้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นบ้านเรือนไทยทำด้วยไม้ทั้งหลัง วิธีแก้ปัญหาทุกวันนี้จึงเป็นเรื่องของการถมดินให้สูงขึ้น น้ำสูงเท่าไหนก็จะถมดินให้สูงขึ้นกว่าระดับนั้น แต่ปัญหาที่ตามมาคือบ้านที่อยู่ใกล้เคียงก็เหมือนอยู่ในบ่อเช่นกัน น้ำไม่ท่วมบ้านเรา แต่จะไปท่วมบ้านที่ไม่ได้ถมดินเพิ่มแทน ฝนตกเล็กน้อยน้ำก็จะไปท่วมบ้านที่อยู่ต่ำกว่า

แม้ว่าเราจะหยุดกระแสความเจริญเติบโตของเมืองและทุนนิยมไม่ได้ แต่อย่างน้อยๆ ถ้าในพื้นที่ที่ผังเมืองกำหนดให้เป็นทางน้ำหลากก็ควรมีมาตรการควบคุมเรื่องการถมที่ปลูกบ้านไม่ให้ขวางทางน้ำ คลองที่มีอยู่ ต้องเปิดโล่ง ห้ามถมหรือขุดคลองเพิ่มเลยจะดีมาก มีข้อบังคับเกี่ยวกับแบบบ้านที่จะสร้างในบริเวณนี้ เช่น ชั้นล่างต้องปล่อยเป็นใต้ถุน ก่อสร้างด้วยวัสดุที่ทนน้ำได้ เช่น คอนกรีต พื้นที่ใช้สอยชั้นล่างอาจทำเป็นที่จอดรถ ห้องเก็บของที่ประกอบด้วยเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว สามารถเคลื่อนย้ายไปไว้ชั้นบนได้ง่าย นอกจากบ้านจะไม่กลัวน้ำท่วมแล้ว เรื่องการถ่ายเทอากาศก็ยังดีกว่าบ้านที่ไม่มีใต้ถุนให้ลมได้พัดผ่านเลย


เรื่องและภาพ : กองบรรณาธิการนิตยสารบ้านและสวน, room และ my home

วิธีป้องกันน้ำท่วม จากถนนไม่ให้ไหลเข้าบ้าน

สร้างบ้านอย่างไรให้พร้อมรับภัยน้ำท่วม!