สรุปงานสัมมนา SACICT Craft Trend Guru Panel 2021

ผ่านไปแล้วกับงาน SACICT Craft Trend Guru Panel 2021 โดย ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ(องค์การมหาชน) หรือที่รู้จักกันในนาม SACICT

โดยงานนี้เป็นงานสัมนา Craft Trend ที่จัดเป็นประจำในทุกปี เพื่อจะได้พาเหล่ากูรูชั้นแนวหน้าจากหลากหลายสาขาที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยสรุปแนวทางการทำงาน และวางนโยบายการส่งเสริมงานหัตถศิลป์ หรืองานคราฟต์ ของไทยร่วมกัน เพื่อพัฒนาทิศทางและต่อยอดแนวคิดให้ก้าวไกลสู่ระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งแน่นอนที่สุดที่ baanlaesuan.com ไม่พลาดนำเสนอเนื้อหา โดยสรุปจากงาน Craft Trend Guru Panel 2021 มาฝากทุกท่านเหมือนเช่นเคย

ผ่ามุมมองทิศทางงานคราฟต์จากเวทีเสวนา CRAFT INNOVATION GURU PANEL 2020

สำหรับปีนี้งานสัมมนา Craft Trend Guru Panel 2021 นำการประชุมโดยคุณแสงระวี สิงหวิบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) และมีคุณเจรมัย พิทักษ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นโมเดอร์เรเตอร์ พร้อมกับกูรูด้านต่าง ๆ อีก 8 ท่าน ได้แก่คุณสมภพ ยี่จอหอ, คุณอมรพล หุวะนันท์, คุณศุภพงศ์สอนสังข์, รศ.ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล, คุณวรทิตย์ เครือวาณิชกิจ, ดร.ภูมิพร ธรรมสถิตย์เดช คุณพันธวิศ ลวเรืองโชค และคุณวิชดา สีตกะลิน ที่จะมากล่าวถึงเทรนด์ในปีนี้ภายใต้นิยามคำว่า “Fluidity” อันเกิดจาก Craft Trend หลัก ๆ  3 หัวข้อ ดังต่อไปนี้


“Fluidity”
บรรยายโดย คุณดำรง ลี้ไวโรจน์ บรรณาธิการอำนวยการกลุ่มบ้านฯ บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

คำว่า “Fluidity” เปรียบเสมือนกับน้ำที่มีความใสและเกิดเป็นสีได้ตามสิ่งที่ผสมเป็นตะกอนอยู่ภายใน หรือการที่น้ำสามารถแปรเปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะที่ใช้บรรจุ เทรนด์ก็เหมือนกัน ปัจจุบันทิศทางและแนวโน้มของเทรนด์มีความหลากหลายมากเกินกว่าจะสามารถนิยามเทรนด์ใดเทรนด์หนึ่งให้ครอบคลุมเรื่องราวที่เกิดขึ้นแบบปีต่อปีได้

ไม่ว่าจะเป็นความตื่นตัวต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้คนหันกลับมาสนใจงานออกแบบที่สามารถใช้ทรัพยากรหมุนเวียนได้มากขึ้น หรือการพัฒนาไปของการสื่อสารที่ทำให้องค์ความรู้ ตลอดจนความเป็นเชื้อชาติได้หลอมรวมเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ภพแดนในความเป็นจริงเริ่มเลือนหายไป และผู้ที่สนใจเรื่องใด ๆ สามารถจับกลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้กันได้แม้จะอยู่คนละซีกโลก

จากความเป็นไปที่เกิดขึ้น ภายใต้นิยาม  “Fluidity” นี้ จึงสามารถแยกย่อยออกเป็น 3 Craft Trend ที่สอดรับซึ่งกันและกันคือ “Craft Circularity” “Craft Cloud” และ “Craft Citizen” ซึ่งจะได้รับการขยายความโดยบรรณาธิการแต่ละท่าน


“Craft Circularity”
คุณนัทธมน ตั้งตรงมิตร บรรณาธิการบริหารนิตยสาร room

ปัญหาใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของทศวรรษนี้คือปัญหาการกำจัดขยะจำนวนมหาศาลซึ่งเกิดจากการบริโภคโดยไม่ยั้งคิด ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา สิ่งนี้เองที่เป็นแรงขับดันให้เกิดแนวคิดที่พยายามจะเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน หรือที่เรียกว่า “Circular Economy” ซึ่งมีแนวคิดพยายามที่จะให้เกิดการนำสิ่งต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ให้มากที่สุด

เมื่อวัตถุดิบสามารถหมุนเวียนอยู่ในวงจรการใช้งานได้ยาวนานขึ้นมากเท่าไหร่ การผลิตขยะจากการบริโภคก็จะลดน้อยลงเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่ทำให้ระบบ Circular Economy สามารถเกิดขึ้นได้จริงคือ กระบวนการคิดที่เรียกว่า “Upcycling” ซึ่งได้รับการหยิบยกมาเป็นมือของนักออกแบบทั่วโลก

เมื่อพิจารณาถึงวัตถุดิบที่เป็นเศษเหลือทิ้งในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน เราจะค้นพบว่ามีวัตถุดิบที่ถูกปล่อยทิ้งมากมาย การทำให้วัตถุดิบเหล่านี้สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก จึงเป็นอีกหนทางหนึ่งในการเสริมสร้าง Circular Economy ให้มีวัฏจักรที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเมื่อมองกลับมาที่งานหัตถศิลป์ การใช้งานออกแบบเข้าไปยกระดับการรับรู้ของวัตถุดิบเดิม ๆ จะช่วยสร้างผลิตภัณฑ์ให้เกิดคุณค่า ทั้งในแง่ของดีไซน์และคุณค่าต่อสังคมไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งนี่ก็คือ Craft Trend ที่ชื่อว่า “Craft Curcularity” นั่นเอง

คุณอมรพล หุวะนันทน์: “บางอย่างที่เรามองว่าเป็นขยะ แต่ซาเล้งเขามองเป็นเงินเลยนะ ซึ่ง Moreloop เองก็สนใจในปัญหาเหล่านี้ แต่เป็นในภาพที่ใหญ่ขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย นั่นคือหาของที่คนไม่ต้องการ มาหมุนเวียนให้คนที่ต้องการ ในที่นี้ยกตัวอย่างผ้าจากโรงงานขนาดใหญ่ที่ไม่ได้ใช้อีกแล้ว โอกาสตรงนี้ทำให้คำว่าขยะกลายเป็นงานออกแบบของคนอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันกับ Circular Economy ส่วนเราก็เป็น Platform ที่ช่วยให้ทั้งสองปลายทางได้เจอกัน

“ซึ่งความน่าสนใจของกระบวนการนี้คือ คนที่เขาได้ผ้าไป เรียกได้ว่าเขาเป็น Zero Carbon Footprint เลยก็ว่าได้  จากการเป็นขยะที่กองอยู่พะเนิน ไม่ได้ผลิตขึ้นมาใหม่ เเต่กลับสามารถทำให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ เพราะฉะนั้นคำว่า Circular Economy ต้องรับรู้ไปตั้งแต่ Mindset เพื่อให้มองไปถึงกระบวนการของสิ่งต่าง ๆ ให้เห็นถึงที่มาและปลายทาง ว่ามันจะตันหรือกระทบกับสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า หรือมีวิธีการใดอีกให้งานดีไซน์นี้ไปต่อได้”

คุณวรทิตย์ เครือวาณิชกิจ: “การตีราคางานศิลป์พวกนี้จะเป็นไปในแนวทางที่ตีราคาจากคุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่มองว่าเป็นผลิตผลจากแรงงาน เวลา และอุปกรณ์ที่ใช้ไป ถ้าเราตั้งโจทย์โดยการคำนวณจากต้นทุน งานคราฟต์จากชาวบ้านจะถูกตีค่าแบบนั้น แต่ถ้าเราถามใหม่ว่า “คุณเตรียมงบประมาณไว้เพื่อลงทุนกับสิ่งนี้เท่าไหร่” โจทย์จะเปลี่ยนไปเลย เหมือนการทำโลโก้ ถ้าคิดแค่ค่าแรง เวลา ค่าไฟ มันแทบไม่มีค่าเลย แต่ถ้าเรามองว่านี่คือจุดเปลี่ยนของบริษัท การปลี่ยนโลโก้จะช่วยสร้างเเบรนด์ให้มีคุณภาพมากขึ้น  แล้วถ้าถามกลับไปว่าคุณตีค่า Creativity ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ไว้ที่เท่าไหร่ ถ้าทำได้แบบนี้ งานคราฟต์ที่หยิบยกมาจากชุมชน เรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งเเต่ต้นทาง แม้จะเป็นสิ่งของธรรมดา หรือของที่เคยเป็นขยะในระบบเศรษฐกิจเดิมมาก่อน ก็จะได้รับการมองเเละยอมรับในคุณค่าที่ดีมากขึ้น  เช่นเดียวกับตัวชุมชนเองก็จะเป็นที่รู้จักตามไปด้วยเช่นกัน”

รศ.ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล: “การนำขยะรีไซเคิลมาผลิตเป็นงานคราฟต์ ถือเป็นเรื่องที่ยาก เป็น painpoint ของหลาย ๆ คน กับโจทย์การทำขยะให้ไม่เป็นขยะ  หลายคนบอกว่าลองจ้างคนทำมีเดียหรือไปจ้างบล็อกเกอร์ สิ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านทำเองไม่ได้ เเต่ดิฉันกลับมองว่าไม่จำเป็นเท่ากับการที่เราพยายามสร้างแนวคิดตรงนี้ร่วมกันให้แข็งแรงก่อน พอทุกคนมีแนวคิดตรงกันจะเกิดพลังที่จะพาให้ทั้งระบบเดินไปพร้อมกัน แต่อีกด้านหนึ่งเมื่อมองในมุมคราฟต์ ความพิถีพิถัน ความสวยงาม และใช้งานได้ดีถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้สินค้ามีราคา แต่อาจจะรองรับการผลิตแค่เพียงจำนวนน้อย ถ้าเราสามารถผลิตได้ 5 ชิ้นในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วตลาดต้องการถึง 100 ชิ้น เราต้องตอบคำถามตรงนี้ให้ได้ด้วย ให้สิ่งที่เรากำลังจะสร้างขึ้นมานั้น สามารถเข้าถึงคนหมู่มากได้ ถ้าทำยาก ผลิตได้น้อย ก็เล็งเป้าที่กลุ่มลูกค้ากลุ่มไฮเอนด์ แต่ถ้าทำให้เข้าถึงง่ายลงมา ผลิตได้มากก็จะสามารถเข้าถึงลูกค้าชั้นกลางได้ ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจะได้ไปทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับแนวคิด Circular Economy ต่อไป”

อ่านต่อหน้าถัดไป >