สวนธรรมชาติ ที่รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่

ดวงอาทิตย์กำลังลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมสาดแสงสีทองเป็นประกายต้อนรับสู่วันใหม่ที่สดใส สายลมก็พัดมาเบาๆหอบเอากลิ่นหอมของดอกไม้และ ต้นไม้ใหญ่ โชยมาแต่ไกล

เมื่อประตูไม้เก่าบานใหญ่เปิดออก ภาพแรกที่เราเห็นคือต้นกร่างอายุกว่าสิบปีแผ่เรือนยอดอย่างเสรีให้ร่มเงาแก่เรือนต้อนรับที่อยู่บริเวณหน้าบ้าน เมื่อเดินเข้าไปอีกหน่อยจะเห็นสระบัวที่เจ้าของบ้านขุดไว้เพื่อใช้รดน้ำต้นไม้ในสวน คงไม่ต้องบอกก็รู้ว่า คุณอ่าง-วิสาขา หงสนันทน์ เจ้าของบ้าน ชื่นชอบการปลูกต้นไม้ขนาดไหน เพราะตัวบ้านก็รายล้อมด้วย ต้นไม้ใหญ่ หลากหลายชนิด กันสาดบริเวณห้องรับแขกยังปลูกไม้เลื้อยอย่างเหลืองชัชวาล ดูเหมือนม่านธรรมชาติที่ช่วยบังแดดในช่วงบ่ายได้เป็นอย่างดี รวมถึงกลุ่มไม้กระถางตามมุมต่างๆของบ้าน

ต้นไม้ใหญ่

คุณอ่างเล่าถึงที่มาที่ไปของสวนให้ฟังว่า “ก่อนหน้านี้มีต้นไม้หนาแน่นมาก มีตายไปบ้างเล็กน้อยตอนถูกน้ำท่วมใหญ่ ก็หาต้นอื่นมาทดแทน เพราะดินที่นี่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ปลูกอะไรก็ขึ้นหมด บวกกับมีคนสวนคอยดูแลและเอาใจใส่ตลอด โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนจะคอยเติมน้ำใส่ปุ๋ยบำรุงต้นไม้เป็นพิเศษ ตอนนี้ถมดินสูงขึ้นกว่าเดิม ทำเป็นเนินสูงต่ำเลียนแบบธรรมชาติ ส่วนพรรณไม้เราลงตามความชอบ เริ่มจากหน้าบ้านรอบแนวกำแพงไม่ได้ตกแต่งอะไรมาก อีกอย่างบริเวณนี้มีต้นไม้ใหญ่เยอะ ค่อนข้างร่ม จึงปลูกเฮลิโคเนียตลอดทั้งแนว ทีนี้เราเห็นพื้นที่ข้างๆเรือนรับรองว่างอยู่ เลยปรึกษาเพื่อนที่ชอบจัดสวนมาช่วยดูให้ เพราะเขาจะรู้ว่าต้นไหนต้องอยู่ยังไงถึงจะเหมาะ ด้วยสภาพแสงที่เป็นที่ร่มรำไร เขาแนะนำให้ทำเป็นสวนเฟิน ซึ่งในนี้ก็จะมีทั้งเฟินเขากวาง เฟินก้านดำ เฟินนาคราช เฟินบอสตัน เฟินก้างปลา และเฟินอื่นๆ ผสมกับกลุ่มไม้ในร่มชนิดอื่นๆด้วย เวลาผ่านไปประมาณปีเดียวเท่านั้นเฟินต่างๆก็เริ่มโตจนเดี๋ยวนี้ดูร่มรื่นขึ้นมากๆ ทำให้ได้มุมพักผ่อนเพิ่มขึ้นมาอีกมุม

“ต่อมาเป็นสนามหญ้าส่วนกลางที่เชื่อมไปตามมุมต่างๆ  ซึ่งเมื่อก่อนเคยมีวงเวียนให้กลับรถ  ตรงนี้จะมีต้นไม้ใหญ่หลายต้น แต่โดนน้ำท่วมตายเมื่อหลายปีก่อน เพราะรากเน่า จึงปรับเปลี่ยนให้เป็นลานสนามหญ้าสีเขียวดูสวยงาม จัดระเบียบดูแนวให้เรียบร้อยมากขึ้น ปรับเนิน  และทำทางเดินแผ่นพื้นหล่อสำเร็จบนสนามหญ้าเพิ่มเติม โดยมีคุณหนุ่ย น้องที่รู้จักกันช่วยจัดการออกแบบให้ เลยได้ออกมาเป็นแนวโมเดิร์น ซึ่งก็ดูเข้ากับพื้นที่โดยรวมได้เป็นอย่างดี วัสดุที่ใช้ดูทนถาวรดี คิดว่าคงอยู่ได้อีกเป็นสิบๆปี

อ่านต่อหน้า2 

keyboard_arrow_up