ปราสาทฟาง Banana Land แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของเมืองเลย

ปราสาทฟาง Banana Land แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของเมืองเลย

“ไปเลยกัน” เสียงจากเจ้านายส่งผ่านมาทางไลน์ ผมก็ได้แต่ตอบไปว่า “ไปสิครับ รออะไร”

จริงๆผมเองไม่เคยไปเลยหรอก อย่างดีก็แค่เคยขับรถผ่านเมืองนี้ แต่คราวนี้ผมได้โอกาสติดตาม โค้ชเจ – คุณเจรมัย พิทักษ์วงศ์ หนึ่งในคณะกรรมการของรายการ Win Win War Thailand ไปเยี่ยมชม บานาน่าแลนด์ ดินแดนกล้วยๆ ของ คุณบั้ม – ลักขณา แสนบุ่งค้อ หนึ่งในผู้เข้ารอบ 5 คนสุดท้ายของรายการใน   ซีซั่นแรก ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลภูหอ อำเภอภูหลวง

•ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของรายการ win win war Thailand
ตามไปดู Banana Land แบบภาพเคลื่อนไหว

บานาน่าแลนด์เป็นผลของการต่อยอดธุรกิจชุมชนที่ใช้ “กล้วย” ซึ่งเป็นวัตถุดิบท้องถิ่นเป็นตัวขับเคลื่อน ภายใต้การดำเนินงานของกลุ่ม Banana Family โดยหลังจากร่วมรายการ Win Win WAR Thailand แล้ว คุณบั้มได้นำเงินรางวัลส่วนหนึ่งมาพัฒนาปรับปรุงท้องนาที่ว่างเปล่า ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีวิว “ภูหอ” (หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “ฟูจิเมืองเลย”) เป็นจุดขาย ก่อนหน้านี้มีเพียงสะพานไม้ไผ่ที่เรียกว่า “สะพานดาว” ทอดยาวไปตามท้องนาเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เดินถ่ายรูปและนั่งเล่นโดยมีฉากหลังเป็นภูหอ แต่ตอนนี้ได้เกิด “ปราสาทฟาง” ขึ้นมา เพื่อเพิ่มสีสันให้พื้นที่

 

“หลังฤดูเก็บเกี่ยวของชาวบ้านที่ภูหอจะเหลือเศษฟางข้าวเป็นจำนวนมาก มีการเผาฟางและทำให้เกิดมลภาวะเป็นพิษในบริเวณนี้ บั้มจึงคิดทำโครงการ For Fang For Fun โดยทำอย่างไรก็ได้ให้นำฟางเหลือใช้มาทำอะไรสักอย่างที่ทั้งสนุกและเป็นการรณรงค์ให้คนในชุมชนไม่เผาฟาง ช่วยกันคิดกับน้องๆในทีมว่าจะทำสวนสนุกที่เด็กบ้านนอกอย่างพวกเราไม่มีโอกาสได้ไป ช่วยกันออกแบบจนกลายมาเป็น ‘ปราสาทฟาง’ ที่มีป้าเพริศ (คุณเพริศแพร้ว พรหมหาราช) เป็นผู้แกะแบบและคุมช่างก่อสร้าง” คุณบั้มเล่าถึงที่มาของปราสาทฟางให้ฟัง

“ตอนนี้เราเพิ่มสะพานไม้ไผ่ขึ้นมาอีกแต่ยังไม่เรียบร้อยดี เพราะยังขาดทุนทรัพย์ในการก่อสร้าง ตั้งใจไว้ว่าจะทำทอดยาวไปถึงบ้านชาวบ้านที่อยู่ในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน หนึ่งในนั้นคือบ้านของป้าเพริศแห่งสวนพืชไทย โดยมีจุดประสงค์ให้นักท่องเที่ยวเอาไว้เดินชมวิวท้องนา เดินเล่นทักทายเพื่อนบ้านในชุมชน แล้วเดินกลับที่พัก โดยมีบานาน่าแลนด์เป็นจุดศูนย์กลาง” 

การเดินทางในทริปนี้จึงทำให้ผมได้ใช้ชีวิตกินนอนกับชาวบ้านที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เดินเล่นไปตามคันนา ลงไปดำนากับชาวบ้าน ซึ่งทุกคนล้วนเป็นมิตร สังเกตได้จากรอยยิ้มที่มักเปื้อนตามใบหน้าและแววตาที่สดใสอยู่เสมอ ซึ่งหากใครสนใจอยากมาสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ ที่นี่จะคิดค่าบริการเป็นรายหัว ตกหัวละ 1,500 บาท กับการเที่ยวแบบ 2 วัน 1 คืน โดยมีที่พักและอาหารการกินให้พร้อมสรรพ

อย่างผมเองได้นอนที่บ้านป้าเพริศ ซึ่งเป็นแหล่งรวมพืชผักสวนครัวและผลไม้ที่เรียกว่า “สวนพืชไทย” ใครอยากกินอะไรก็หาได้จากในสวน แต่ที่พิเศษคือป้าเพริศจะสอนทำเตาดินที่ทำใช้เองได้ง่ายๆ แถมยังให้พลังงานความร้อนสูงอีกด้วย บ้านของป้าเพริศตั้งอยู่เชิงเขาภูหอ ซึ่งเป็นทำเลที่สามารถนอนดูดาวได้สวยที่สุด ระหว่างทางจากบ้านป้าเพริศมาบานาน่าแลนด์จะเป็นทุ่งนาเขียวขจี ซึ่งผมได้เรียนรู้การปลูกข้าวและการดำนาจากชาวบ้านกันอย่างสนุกสนาน นอกจากนี้ยังได้ไปดูชีวิตคู่และเรือนหอของตาสวนยายบัวที่มีอายุกว่าหกสิบปี ยายบัวมีอาชีพปั่นฝ้ายขาย แกบอกว่าถ้าวันไหนไม่ได้ทำงานจะรู้สึกเหมือนเป็นไข้ไม่สบาย จากนั้นผมแวะไปดูยายช่วยทอผ้าขาวม้าอยู่ใต้ถุนบ้าน ฟังแกคุยแล้วสนุกดีครับ ดูแกมีความสุขที่ได้พูดหยอกล้อกับแขกแปลกหน้า พวกผมก็เลยช่วยสนับสนุนผ้าขาวม้ามาคนละผืนสองผืน กลุ่มคนเหล่านี้ได้จับมือกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรนิเวศ อำเภอภูหลวง โดยมีบานาน่าแลนด์เป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ในพื้นที่ นับเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่มีการบริหารจัดการที่ดี น่าสนับสนุนมากๆครับ ไม่แปลกใจเลยที่บานาน่าแลนด์จะกลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของตำบลภูหอและเมืองเลย

แม้การแข่งขันในรายการซีซั่นแรกจะจบไปแล้ว แต่คุณบั้มก็บอกกับผมว่า “หลังเกมจบ ชีวิตต้องดำเนินต่อไป หลายคนคิดว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว แต่ทั้งหมดที่ทำยังไม่ถึงครึ่งทางที่ฝันไว้ ถ้าวันหนึ่งบานาน่า แลนด์ยืนได้แล้ว ก็จะขอส่งต่อไปยังเด็กและเยาวชนในชุมชนที่สนใจอยากทำธุรกิจอะไรก็ได้ที่อยากทำ เพื่อเป็นการต่อยอดอาชีพและความคิดของเด็กๆ ซึ่งปัจจุบันบานาน่าแลนด์ได้รวบรวมเด็กๆในหมู่บ้านให้เข้ามาร่วมทำกิจกรรมกับเรา ใครอยากทำอะไรก็ทำ อยากทำขนม อาหาร ปลูกผัก ทำสะพาน ที่นี่ให้อิสระกับเด็กๆ เราอยากฝึกให้เด็กมีความคิดโดยไม่บอกวิธีการ เพราะถ้าบอกไปเด็กๆจะไม่มีความคิดอะไรใหม่ๆ อย่างที่ผ่านมากลุ่ม Banana Family ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับขนมและของกินเล่นจากกล้วย ก็เกิดขึ้นจากการที่เด็กๆมาบอกว่า พี่บั้มหมู่บ้านเรามีกล้วย เรามาทำผลผลิตจากกล้วยกันเถอะ ซึ่งเราเชื่อในความคิดของเด็ก และช่วยกันลงมือทำให้เด็กเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาคิดทำได้จริงๆ

หลังพูดคุยกับคุณบั้มอยู่ครู่ใหญ่ ผมก็ขอตัวแยกย้ายไปเดินเก็บภาพบรรยากาศดีๆของชุมชนในละแวกนี้ ตกค่ำก็มานอนดูดาวกัน คืนนี้มีลมพัดเอื่อยๆ เสียงหริ่งเรไรร้องระงมกลางทุ่งนา ท้องฟ้าในยามนี้มืดสนิทจนมองเห็นประกายแสงสีเงินชัดเจน ดาวที่ภูหอสวยสมคำร่ำลือจริงๆครับ

หากใครสนใจอยากมาท่องเที่ยวเชิงเกษตรนิเวศและนอนดูดาวสวยๆ สอบถามรายละเอียดได้ที่

FB: Phuho Ecotour หรือ บานาน่าแลนด์
โทรศัพท์ 08-7228-0676 มาช่วยกันสนับสนุนโครงการดีๆจากคนตัวเล็กๆกันครับ

 

ขอขอบคุณ

คุณลักขณา แสนบุ่งค้อ
คุณเพริศแพร้ว พรหมหาราช
FB: Phuho Ecotour
บานาน่าแลนด์

เรื่องและภาพ: ไตรรัตน์ ทรงเผ่า