ลักษณะสายพันธุ์และนิสัย “เจแปนนิส สปิตซ์ (Japanese Spitz)”

ประวัติสายพันธุ์

เจแปนนิส สปิตซ์ (Japanese Spitz) เป็นสุนัขขนยาวขนาดเล็ก คาดว่าพวกมันสืบเชื้อสายมาจากเยอรมัน สปิตซ์ (German Spitz) ซึ่งถูกนำเข้าในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าพวกมันมีที่อย่างไร เนื่องจากบันทึกส่วนใหญ่ถูกทำลายในช่วงสงครามครั้งที่สอง เจแปนนิส สปิตซ์ปรากฏเป็นครั้งแรกในดินแดนญี่ปุ่นในปีค.ศ. 1921 ในงานแสดงที่จัดขึ้นที่เมืองโตเกียว จากนั้นนักเพาะพันธุ์สุนัขได้มีการพัฒนาสายพันธุ์มาเรื่อย ๆ

จากนั้นช่วงปีค.ศ. 1925 ถึง 1936 มีการนำเข้าสุนัขสายพันธุ์สปิตซ์ (White Klein Wolfsspitz) จากทั้งประเทศแคนาดา สหรัฐฯ และออสเตรเลีย เพื่อพัฒนาผสมข้ามสายพันธุ์จนเป็นเจแปนนิส สปิตซ์อย่างที่รู้จักกันในปัจจุบัน พวกมันได้รับความนิยมมากขึ้นจากความน่ารัก ขนฟูสีขาวทั้งตัว ซึ่งลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้คนทั่วโลกจดจำ จึงไม่แปลกใจเลยที่พวกมันได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและเป็นที่รู้จักนอกประเทศญี่ปุ่น หลังจากที่มีการนำเข้ามาในประเทศสวีเดนและจากที่นั่นก็กระจายไปยังประเทศอื่น ๆ ในยุโรป

 

ลักษณะทางกายภาพ

สุนัขพันธุ์เจแปนนิส สปิตซ์มีขนสีขาวทั่วทั้งตัว มีขนาดของหัวไม่ใหญ่มาก และมีปากที่สีดำสนิท จมูกและดวงตามีสีดำ เป็นรูปทรงเมล็ดอัลมอนด์ (Almond shaped) ส่วนหูมีขนาดเล็กเป็นลักษณะสามเหลี่ยมตั้งตรง หางพวกมันจะมีลักษณะเป็นพวงสีขาวม้วนขึ้นคล้ายกับขนนก และรูปร่างที่กะทัดรัด โดยมีส่วนลำตัวจะมีขนาดที่พอดีถึงแม้จะค่อนข้างบางเล็กน้อย และมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม

ขนาดของเจแปนนิส สปิตซ์ ทั้งสุนัขเพศผู้และสุนัขเพศเมียมีความสูงมาตรฐานอยู่ที่ 10-15 นิ้ว หรือ 30-38 เซนติเมตร วัดจากหัวไหล่ถึงพื้น สุนัขเพศผู้มีน้ำหนักมาตรฐานอยู่ที่ 10-25 ปอนด์ หรือ 4.5-11 กิโลกรัม และสุนัขเพศเมียอาจจะตัวเล็กกว่าเพศผู้ได้เล็กน้อย โดยสมาคม The Kennel Club ได้ระบุถึงลักษณะหาง คือ หางมีรูปทรงขนนกและยาวทิ้งตัวบนหลัง และหูต้องตั้งตรงเป็นสามเหลี่ยมด้านเท่า

ขนยาวสีขาวสว่าง ปกคลุม 2 ชั้น โดยขนชั้นในจะสั้นแต่หนานุ่ม แต่ขนชั้นนอกจะหยาบ เส้นขนแข็งแรงสามารถสลัดสิ่งสกปรกที่ติดขนได้ง่าย แต่สุนัขจำเป็นต้องตัดเล็ม หรือดึงขนที่ตายออก เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกที่ติดค้างอยู่บริเวณขน และในลูกสุนัข ขนจะบางกว่าสุนัขโต ไม่สามารถผลัดขนเองได้ จำเป็นต้องตัดเล็มให้สุนัขเป็นประจำ

อายุขัย
สุนัขพันธุ์เจแปนนิส สปิตซ์โดยทั่วไปมักมีอายุประมาณ 10-14 ปี

 

ลักษณะนิสัย

สุนัขพันธุ์เจแปนนิส สปิตซ์เป็นสุนัขที่มีความมั่นใจ มีความกระตือรือร้น คล่องแคล่ว แข็งแรง ฉลาด และมักคอยระแวดระวังรอบตัว เหมาะกับการนำมาเลี้ยงในบ้าน เป็นสุนัขที่มีนิสัยชอบเห่ามาก แต่ก็จะเชื่อฟังเจ้าของอย่างมากเช่นกัน พวกมันจึงได้ชื่อว่าเป็นสุนัขที่ฉลาดและฝึกได้ง่าย และชื่นชอบที่จะทำกิจกรรมร่วมกับเจ้าของ พวกมันจึงเหมาะสมกับการเป็นสุนัขที่เลี้ยงในครอบครัวเพราะพวกมันชื่นชอบที่จะได้รับรักและความสนใจ และความเอาใจใส่จากเจ้าของ

การเข้ากับเด็ก
ข้อดีที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ เจแปนนิส สปิตซ์เป็นสุนัขที่ปกติแล้วจะเป็นมิตรกับเด็ก ๆ  สามารถเข้ากับเด็ก ๆ ในบ้านได้อย่างดี รวมทั้งเข้ากันได้ดีกับสุนัขตัวอื่น ๆ ในบ้านได้อีกด้วย พวกมันรักการอยู่ท่ามกลางเด็ก ๆ และจะคอยปกป้องเด็ก ๆ เมื่อมีอันตรายเข้ามาใกล้ และจะเตือนภัยให้คนในบ้านได้รู้

 

การดูแล

การออกกำลังกาย
พวกมันสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี และมีนิสัยชอบวิ่งเล่นในพื้นที่กว้าง และรักการผจญภัย ที่สำคัญคือพวกมันชื่นชอบที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับเจ้าของ และครอบครัวที่มันรัก ดังนั้นจำเป็นอย่างมากที่ผู้เลี้ยงหรือเจ้าของต้องมีเวลาพาพวกมันออกไปเดินเล่น และมีกิจกรรมร่วมกันเป็นประจำซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพและจิตใจของสุนัข

อาหาร
สุนัขพันธุ์เจแปนนิส สปิตซ์ ควรให้อาหารที่มีคุณภาพ และปริมาณที่แนะนำสำหรับสุนัขพันธุ์นี้คือ 1/2 – 1 ถ้วยต่อวัน แบ่งเท่ากัน 2 มื้อ พวกมันมักไม่ค่อยมีนิสัยเลือกกิน ส่วนการปรับปริมาณอาหารให้สมดุลก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ได้แก่ อายุ, กระบวนการเมตาบอลิซึม (Metabolism),น้ำหนักตัว, และกิจกรรมประจำวัน

 

โรคประจำพันธุ์

  • โรคผิวหนัง
    • โรคภูมิแพ้ (skin allergies)
  • โรคระบบประสาท
    • โรควิตกกังวลต่อการแยกจาก (Separation anxiety)
    • โรควิตกกังวล (Anxiety)
  • โรคระบบโครงกระดูก ข้อต่อ และโครงสร้าง
    • โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อน (Patellar luxation)
  • โรคระบบทางเดินหายใจ
    • โรคพังผืดสะสมในปอด (Pulmonary fibrosis : IPF)
    • โรคท่อลมตีบ (tracheal collapse)
    • โรคหลอดลมอักเสบ (Bronchitis)
  • โรคตา
    • โรคต้อกระจก (Cataracts)

เรื่อง: ชนิฏฐา กล้าแข็ง