ลักษณะสายพันธุ์และนิสัย “ปั๊ก (Pug)”

ประวัติสายพันธุ์

สุนัขพันธุ์ปั๊ก หรือ หมาปั๊ก เป็นสุนัขพันธุ์ทอย (Toy) คืออยู่ในกลุ่มสุนัขพันธุ์เล็กมีลักษณะลำตัวย่น จมูกสั้น และหางขด สุนัขพันธุ์นี้มีความร่าเริง ขนมันเงาและมีหลากหลายสีและมีลำตัวเหลี่ยม ตันที่มีกล้ามเนื้อจำนวนมาก พวกมันถูกนิยามเหมือน multum in parvo หรือ น้อยแต่มาก โดยมีที่มาจากลักษณะนิสัยของสุนัขพันธุ์ปั๊กและขนาดตัวที่เล็กของมัน โดยบรรพบุรุษของมันมาจากประเทศจีนเมือง Lo-sze ซึ่งน่าจะมาจาก 2 สายพันธุ์นี้ คือ ปักกิ่ง (Pekiness) และ คิงส์ ชาวส์ สเปเนียล (King Charles spaniel) ทำให้พวกมันมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน แต่ในปัจจุบันได้รับความนิยมในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก โดยเฉพาะในประเทศเนเธอร์แลนด์ อังกฤษ ไอรีแลนด์ และสตอตแลนด์

หมาปั๊ก

ปัญหาสุขภาพที่พบได้ในสุนัขพันธุ์ปั๊ก ไม่ว่าจะเป็นทนความร้อนได้ไม่ดี โรคอ้วน ปัญหาบริเวณคอหอยทำให้ปั๊กหายใจเสียงดัง (pharyngeal reflex) และอีก 2 โรคที่ค่อยข้างรุนแรง คือ สมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบมีเนื้อตาย (necrotizing meningoencephalitis) และกระดูกสันหลังเจริญไม่สมบูรณ์ (hemivertebrae) นอกจากนี้ หมาปั๊ก ยังควรได้รับการดูแลจากเจ้าของในเรื่องของความสะอาดบริเวณบริเวณรอยพับที่ผิวหนังบริเวณใบหน้า

 

ลักษณะทางกายภาพ

สุนัขพันธุ์นี้มักถูกเรียกเป็น multum in parvo หรือ น้อยแต่มาก ซึ่งได้มาจากลักษณะนิสัยของสุนัขพันธุ์นี้ ที่ชอบทำอะไรตรงข้ามกับขนาดตัวที่เล็ก สุนัขพันธุ์นี้ปรากฏขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 18 โดยมีลักษณะตัวยาวและผอมเพรียว สุนัขที่ได้รับความนิยมในสมัยนั้นมีลำตัวทรงสี่เหลี่ยม ปราดเปรียว ตัวแน่น หน้าอกลึกและมีกล้ามเนื้อจำนวนมาก สุนัขพันธุ์ปั๊กมีรูปทรงของหูที่แตกต่างกัน 2 รูปทรง คือ กุหลาบ และรูปร่างกลม หูทรงกุหลาบมักมีขนาดเล็กกว่าขนาดมาตรฐานที่เป็นทรงกลมและมีส่วนด้านหน้าที่โค้งงอมาทางด้านข้างของหัว แต่ลักษณะที่มากับพันธุ์เลยคือรูปร่างทรงกลม ขาของสุนัขพันธุ์นี้มีความแข็งแรงมาก เหยียดตรง ยาวปานกลางและสามารถใช้งานได้คล่องแคล่ว ส่วนหัวไหล่ลู่ไปทางด้านหลังเล็กน้อย ส่วนของข้อเท้ามีความแข็งแรงไม่ว่าจะเป็นการก้าวและการลงน้ำหนัก ฝาเท้าไม่ยาวมากเหมือนฝาเท้ากระต่ายและไม่กลมมากเหมือนเท้าแมว นิ้วเท้าแยกออกจากกันและมีเล็บสีดำ ฟันล่างงอกเป็นปกติมากกว่าฟันบนทำให้มีลักษณะการสบฟันแบบ under-bite

ขนและสีขน
สุนัขพันธุ์ปักมีขนละเอียดเล็ก เงางาม อาจพบทั้งสีเทาแกมเหลือง สีแอปปริคอท สีเทาหรือสีดำ ส่วนสีขาวนั้นหายาก อาจจะมาจากการผสมพันธุ์หรือเป็นสุนัขเผือก ส่วนขนสีเทามีลักษณะสว่างไม่มีขนสีดำแทรก ส่วนใหญ่สุนัขที่มีขนสีเทาจะมีขนบริเวณหัวเป็นสีดำ ซึ่งมีเส้นขอบเขตแบ่งไม่ชัดเจนบริเวณหน้าและมีสีดำทั้ง 4 ขา มีเส้นสีดำกลางหลังไล่ตั้งแต่ต้นคอไปจนถึงหาง โดยปกติหางจะมีขนาดเล็กม้วนงออยู่บนสะโพก
ขนต่างชนิดกันผลัดให้ระดับที่แตกต่างกะน แต่จะผลัดขนประมาณปีละ 1 รอบ ขนสีเทาแกมเหลืองเป็นสีนี้ทั้งขนชั้นบนและชั้นล่าง ซึ่งเป็นสีที่มีการผลัดมากที่สุด การอาบน้ำ แปรงขนจะช่วยลดการผลัดขนลงได้

อายุขัย
จากสถิติอายุไขของสุนัขสายพันธุ์อยู่ที่ 12-15 ปี

ลักษณะนิสัย

สุนัขพันธุ์ปั๊กมีความแข็งแรง ใจดี และไม่ค่อยพบว่าพวกมันมีนิสัยดุร้าย สุนัขพันธุ์นี้เหมาะกับครอบครัวที่มีเด็กอยู่ เนื่องจากลักษณะหลักๆของพันธุ์นี้ คือ รักเด็กและมีกำลังแรงพอที่จะเล่นกับเด็กอย่างเหมาะสม พวกมันมีความสงบและว่านอนสอนง่าย และพวกมันร่าเริงและเล่นกับเจ้าของตามตามอารมณ์ของเจ้าของ พวกมันสามารถเป็นสุนัขเฝ้าบ้านที่ดี พวกมันตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาและบางครั้งก็มีความสุข

การเข้ากับเด็ก

ปั๊กและเด็กคือความเข้ากันได้ที่ลงตัว ลักษณะท่าทางการเล่นของเขานั้นทำให้เด็กๆยิ้มหัวเราะและสนุกไปด้วยกันได้ ปั๊กชอบเล่นกับเด็กๆ แต่มีลักษณะที่แตกต่างจากสุนัขทอยชนิดอื่นๆ คือไม่บอบบาง เด็กๆและปั้กสามารถเล่นด้วยกันได้เป็นอย่างดี แต่เพื่อความปลอดภัยก็จำเป็นสอนเด็กๆ ให้เข้าใจธรรมชาติของสัตว์เลี้ยง รวมถึงวิธีการตอบโต้ได้อย่างปลอดภัย

หมาปั๊ก

การดูแล

การออกกำลังกาย
แม้ว่าปั๊กจะมีลักษณะที่ชอบเล่นและพลังเยอะ แต่ด้วยสรีระของเขานั้นไม่เหมาะกับการออกกำลังกายหนักๆ กิจกรรมที่เหมาะสำหรับการออกกำลังกาย ได้แก่ เดินสั้นๆ และมีเวลาเล่นที่พอดี และอาจปรับเวลาการออกกำลังกายได้ตามสภาพภูมิอากาศ เช่น ถ้าอากาศร้อนอาจจะจำกัดเวลาการออกกำลัง เพราะร่างกายที่ไม่ทนต่ออากาศร้อนและเสี่ยงต่อการเกิดลมแดดได้ โดยปกติคนเรามักไม่ชอบสภาพอากาศที่เย็นจัดและฝนตก สุนัขก็เช่นกัน อาจเพิ่มเวลาในการเล่นในบ้านมากขึ้น เพื่อให้เขาได้มีเวลาในการออกกำลังมากขึ้น

อาหาร
สุนัขสายพันธุ์ปั๊กปริมาณอาหารที่ควรจะได้รับในหนึ่ง วันอยู่ที่ ½-1 ถ้วย และแบ่งเป็น 2 มื้อ การควบคุมน้ำเป็นสิ่งจำเป็น เพราะนิสัยของปั๊กที่ชอบกิน ทั้งๆ ที่ไม่ได้หิว อาจทำให้มีปัญหาอ้วน และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา เพื่อให้แนใจว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องโรคจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับอาหารและการออกกำลังกายที่เหมาะสมควบคู่กันไป

 

โรคประจำพันธุ์

นอกจากปัญหาจมูกสั้นและการยกตัวของกระดูกสันหลังแล้วยังพบปัญหาการบาดเจ็บที่ตา เช่น แผลหลุมที่ตา(puncture wound) หรือแผลที่กระจกตาจากการเกา (scratched corneas) และอาการเจ็บปวดจากเปลือกตางอกผิดปกติหรือโรคเปลือกตาม้วนเข้าข้างใน(entropion) นอกจากนี้ยังมีปัญหาของระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย มีชีวิตอยู่แบบหายใจได้ไม่ปกติหรือประสิทธิภาพหรือความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิจากถ่ายเทอากาศไม่ดีจากบริเวณลิ้น อุณหภูมิร่างกายปกติของสุนัขพันธุ์ปั๊กอยู่ระหว่าง 101 °F (38 °C) และ 102 °F (39 °C) หากอุณหภูมิร่างกายสูงมากถึง 105 °F (41 °C) จะไม่สามารถแก้ไขให้อุณหภูมิร่างกายเย็นลงได้และความต้องการออกซิเจนก็จะเพิ่มขึ้นด้วย และควรได้รับการปรับอุณหภูมิให้เย็นลงทันที ถ้าอุณหภูมิสูงถึง 108 °F (42 °C) จะทำให้เซลล์ในอวัยวะภายในร่างกายเสียหาย ซึ่งทำให้เกิดปัญหาสุขภาพที่รุนแรงในระยะยาวตามมาหรือทำให้เสียชีวิตได้ การใช้ชีวิตของสุนัขพันธุ์นี้ส่วนใหญ่จะชอบอยู่นิ่งๆ ซึ่งทำให้เกิดโรคอ้วนตามมา เนื่องจากไม่ได้ออกกำลังกายและไม่ได้กินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ

มีรายงานการศึกษาจากกลุ่ม BBC พบความสัมพันธ์ในสายพันธุ์ระหว่างลำดับสายเลือดของสุนัข โดยจากการศึกษาของมหาวิทยาลัย Imperial กรุงลอนดอน พบว่าสุนัขพันธุ์ปั๊ก 10000 ตัวในประเทศอังกฤษ มีสายเลือดที่มาจากจีนของสุนัขเพียง 50 ตัว

สุนัขพันธุ์ปั๊กสามารถเจอโรคสมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบมีเนื้อตาย (necrotizing meningoencephalitis: NME) หรือเรียกว่า  pug dog encephalitis (PDE) เกิดจากการอักเสบของสมองและเยื่อหุ้มสมอง ซึ่งสามารถเจอได้ในสุนัขพันธุ์เล็กชนิดอื่นได้เช่นกัน เช่น MalteseและChihuahua โดยสาเหตุที่แท้จริงของโรค NME ยังไม่เป็นที่ทราบแน่นอน แต่เชื่อว่าเป็นสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ สุนัขทุกตัวที่เป็นโรคนี้มักเสียชีวิตหรือไม่ก็ได้รับการเมตาฆาตภายในไม่กี่เดือนหลังจากแสดงอาการของโรค โดยโรคดังกล่าวสามารถเกิดในสุนัขอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 7 ปี สุนัขสายพันธุ์นี้รวมถึงสุนัขหน้าสั้นพันธุ์อื่นๆ (บ๊อกเซอร์, บูลด๊อก เป็นต้น) สามารถเจอโรคกระดูกสันหลังเจริญผิดปกติ (Hemivertebrral) ได้เช่นกัน การบินม้วนของหางที่ผิดปกติ (screw tail) เป็นหนึ่งในตัวอย่างของโรค Hemivertebral แต่หากพบความผิดปกติของกระดูกสันหลังที่ตำแหน่งอื่น อาจทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งเป็นสาเหตุของอัมพาตอย่างรุนแรงได้ทำให้จึงแนะนำให้ทำการเมตาฆาต การเกิดปัญหาดังกล่าวมาจาก 2 ส่วนของกระดูกสันหลังเชื่อมต่อกันไม่สนิทในตอนยังเป็นเด็กขณะที่กำลังเจริญเติบโตส่งผลให้เกิดแรงดันเข้ามาแทรกภายในกระดูกสันหลัง

เนื่องจากพวกมันมีรอยย่นจำนวนมากที่ใบหน้า เจ้าของจึงต้องดูแลเป็นพิเศษโดยการทำความสะอาดผิวหนังบริเวณรอยย่น ซึ่งหากดูแลไม่ดีอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและการติดเชื้อตามมาได้ ปัญหาข้อสะโพกเจริญผิดปกติ (Hip dysplasia) ถือเป๊นปัญหาใหญ่ที่พบได้บ่อยในสายพันธุ์นี้ จากการสำรวจของสมาคมกระดูกและข้อของสัตว์ พบ 63.8 % ของสุนัขพันธุ์ปั๊กมีปัญหาโรคทั้งกล่าวและอยู่ในอันดับ 2 จากสุนัขทั้งหมด 157 สายพันธุ์ที่เข้ารับการทดสอบโรคดังกล่าว

สุนัขพันธุ์ปั๊ก มีลักษณะเหมือนสุนัขจมูกสั้นพันธุ์อื่นๆ มักพบปัญหาการยื่นยาวของเพดานอ่อน (Elongate soft palate) ทำให้เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ตื่นเต้นจำให้เกิดหายใจเสียงดังติดขัด (Reverse sneezing) สุนัขมีอาการรวดเร็วและหายใจลำบาก อ้าปากและหายใจเร็วทางปาก ซึ่งสาเหตุเกิดจากมีของเหลวหรือเศษเซลล์จับอยู่บริเวณเพดานทำให้ระคายเคืองบริเวณคอและหายใจลำบากได้ ในกรณีการเกิด reverse sneezing ไม่ได้ร้ายแรงมากในสุนัขพันธุ์ปั๊กและสามารถหายได้ด้วยตัวเอง การนวดบริเวณคอของสุนัขหรือปิดจมูกให้หายใจทางปากทำให้อาการของโรคเกิดสั้นลงได้

สุนัขพันธุ์ปั๊กเป็นหนึ่งในสุนัขอีกหลายพันธุ์ที่มีความไวในการติดไรชนิด Demodex mange ซึ่งทำให้เกิดเกิดเรื้อนแห้ง การเกิดโรคดังกล่าวส่งผลมาจากระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ และถือเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสุนัขพันธุ์ปั๊กอายุน้อย ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในพันธุ์นี้ไม่ง่ายเหมือนพันธุ์อื่นๆ การรักษาง่ายเฉพาะบางตัวที่มีความไวต่อยาและอาจนำไปสู่การติดเชื้อในทางระบบเพิ่มได้ ความอ่อนแอของระบบภูมิคุ้มกันนี้เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดังนั้นผู้เพาะพันธุ์สุนัขพันธุ์นี้ควรหลีกเลี่ยงสุนัขที่มีปัญหาดังกล่าว การผสมเลือดชนิดก็เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาดังกล่าวได้ โรคประจำสายพันธุ์ปั๊กที่อาจพบได้ มีดังนี้

  • โรคผิวหนัง
    • โรคผิวหนังจากอาการแพ้ (Allergies)
    • โรคผิวหนังจากเชื้อรา (Yeast Infection)
    • โรคเรื้อนเปียก (Demodex mange)
    • โรคไรขน Cheyletiella Dermatitis (Walking Dandruff)
  • โรคระบบทางเดินอาหาร
  • โรคระบบทางเดินหายใจ
    • กลุ่มอาการทางเดินหายใจของสุนัขหน้าสั้น (Brachycephalic syndrome)
  • โรคระบบประสาท
    • โรคสมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบมีเนื้อตาย (necrotizing meningoencephalitis: NME) หรือเรียกว่า pug dog encephalitis (PDE)
    • โรคกระดูกสันหลังเจริญผิดปกติ (Hemivertebra)
    • โรคชัก (Epilepsy)
    • โรคสมองอักเสบ(Encephalitis)
    • ภาวะกลัวตื่นตกใจง่าย (Anxieties)
  • โรคระบบกระดูกและข้อ
    • โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ (Hip dysplasia)
    • โรคหัวกระดูกต้นขาตายจากการขาดเลือด (Legg-Calvé-Perthes Disease)
    • โรคสะบ้าเคลื่อน (Patellar luxation)
  • โรคตา
    • โรคเปลือกตาม้วนเข้าข้างใน (Entropion)
    • แผลที่กระจกตา (Corneal ulcers)
    • โรคตาอักเสบจากตาแห้ง (Keratoconjunctivitis Sicca)
  • โรคระบบต่อมไร้ท่อ
  • โรคมะเร็ง
    • เนื้องอกมาสต์เซลล์ (Mast cell tumors)

 

เรื่อง : สุรภา ประติภาปกรณ์