โรคไข้หัดแมว หรือ โรคลำไส้อักเสบติดต่อในแมว (Feline Distemper)

“โรคไข้หัดแมว” คือโรคอะไร ?? มีความเกี่ยวข้องกับโรคไข้หัดสุนัขหรือไม่ ?? ติดต่ออย่างไร ?? ก่อโรคในมนุษย์ได้หรือไม่ ?? แล้วจะมีวิธีการที่จะป้องกันแมวสุดที่รักของเราจากโรคนี้ได้หรือไม่ อย่างไร ??? ในโอกาสนี้ หมอก็จะขออนุญาตนำข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ “โรคไข้หัดแมว” มาสรุปสั้นๆ ให้ทุกท่านได้รู้จักกันครับ

โรคไข้หัดแมว คืออะไร ??

“โรคไข้หัดแมว” หรือ “feline distemper” นั้น มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการในวงการสัตวแพทย์อยู่หลายชื่อ โดยคุณหมอสัตวแพทย์บางท่านอาจจะเรียกว่า โรคลำไส้อักเสบติดต่อในแมว (feline infectious enteritis)” หรือ “โรคติดเชื้อพาร์โวไวรัสในแมว (feline parvovirus infection)” หรือบางท่านก็อาจจะขนานโรคนี้ว่า “โรคแพนลิวโคพีเนียในแมว (feline panleukopenia)” ซึ่งคำว่า “แพนลิวโคพีเนีย” นี้ เป็นศัพท์ทางการแพทย์ที่แปลว่าเม็ดเลือดขาวต่ำ ทั้งนี้เนื่องจากแมวที่ติดโรคดังกล่าวนี้ มักมีจำนวนเม็ดเลือดขาวทุกชนิดลดต่ำลงอย่างมาก (ซึ่งจะได้มีการกล่าวถึงรายละเอียดของภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำต่อไปหลังจากนี้)

“โรคไข้หัดแมว” เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม “Carnivore protoparvovirus 1” โดยพบว่าร้อยละ 95 ของแมวที่ป่วยด้วยโรคนี้เกิดจากการติดเชื้อพาร์โวไวรัสในแมว (feline parvovirus; FPV) และส่วนน้อย (อีกราวๆ ร้อยละ 5) ของแมวที่ป่วยด้วยโรคนี้ อาจเกิดจากการติดเชื้อพาร์โวไวรัสในสุนัข (canine parvovirus; CPV) โดยเฉพาะสายพันธุ์ หรือ variant CPV-2a, b และ c

และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ นอกจากจะพบการเกิดโรคไข้หัดในแมวที่ติดเชื้อไวรัส FPV หรือ CPV เพียงชนิดใดชนิดหนึ่งแล้ว ยังเคยมีรายงานการพบการติดเชื้อไวรัส FPV และ CPV ร่วมกันในแมวตัวเดียวกันอีกด้วย โดยในปี ค.ศ. 2013 มีบทความวิชาการของ Battilani และคณะ ซึ่งรายงานการพบการติดเชื้อไวรัส FPV และ CPV-2a ร่วมกันในลูกแมวพันธุ์ผสมอายุ 3 เดือนรายหนึ่งในประเทศอิตาลี ซึ่งเสียชีวิตเนื่องจากมีอาการป่วยที่รุนแรงและมีลักษณะอาการทางคลินิกที่สอดคล้องกับการติดโรคไข้หัดแมว

 

“โรคไข้หัดแมว” เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อของแมวที่มีอัตราการป่วยและการเสียชีวิตภายหลังการติดโรคค่อนข้างสูง และในปัจจุบัน ยังมีรายงานการพบการติดโรคอยู่บ่อยครั้งในประเทศไทย โดยในแต่ละปีก็จะมีรายงานว่าพบแมวที่ป่วยและเสียชีวิตจากโรคนี้อยู่ปีละไม่น้อย อีกทั้งยังเคยพบเหตุการณ์การระบาดของโรคอย่างรุนแรงจนเป็นสาเหตุทำให้แมวแสดงอาการป่วยและเสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกันเป็นจำนวนหลายร้อยตัว ซึ่งเป็นเหตุการณ์การระบาดของโรคไข้หัดแมวที่เกิดขึ้นในกลุ่มประชากรแมวที่ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคมาก่อน ซึ่งเกิดขึ้นในเขตจังหวัดอ่างทองเมื่อราวปี พ.ศ. 2555-2557 ที่ผ่านมา

ไวรัส FPV ซึ่งเป็นสาเหตุของ “โรคไข้หัดแมว” นี้ เป็นเชื้อไวรัสที่มี DNA เป็นสายเดี่ยว (single-stranded DNA) ซึ่งเมื่อมีการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายของแมวแล้ว จะมีระยะฟักตัวอยู่ที่ประมาณ 2-10 วัน ก่อนที่แมวจะเริ่มแสดงอาการป่วย โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้จะมีเป้าหมายอยู่ที่กลุ่มเซลล์ที่มีการแบ่งตัวได้ไว โดยเฉพาะเซลล์ที่อยู่ในเนื้อเยื่อน้ำเหลือง (lymphoid tissue) รวมทั้งกลุ่มเซลล์ต้นกำเนิดของเม็ดเลือดชนิดต่างๆ ในไขกระดูก และที่บริเวณ intestinal crypt epithelium ที่อยู่บนผนังของลำไส้ ซึ่งเมื่อเชื้อไวรัสเข้าไปแบ่งตัวยังเนื้อเยื่อเป้าหมายแล้ว ก็จะเป็นสาเหตุให้แมวป่วยมีจำนวนเม็ดเลือดขาวทุกชนิดลดต่ำลง รวมทั้งมีภาวะลำไส้อักเสบ ฯลฯ

 

อาการของโรคไข้หัดแมว ??

แมวที่เป็น “โรคไข้หัดแมว” มักจะมีอาการซึม มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และมักพบอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย เนื่องจากมีภาวะลำไส้อักเสบ ซึ่งโดยมากมักจะมีอาการรุนแรงถึงขั้นถ่ายอุจจาระเป็นเลือดเหม็นคาว เนื่องจากผนังลำไส้ถูกทำลายจนเกิดการเสียหายอย่างรุนแรง อาการดังกล่าวเหล่านี้ มักจะทำให้แมวป่วยมีภาวะขาดน้ำและสูญเสียเกลือแร่ไปจากร่างกายอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะเกลือแร่เสียสมดุล ภาวะความดันต่ำ ภาวะช็อก (shock) ภาวะเลือดเป็นกรด หรือภาวะการอักเสบทั่วร่างกาย ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุให้แมวเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว

แล้วภาวะเม็ดเลือดขาวที่ลดต่ำลงล่ะ น่าเป็นห่วงอย่างไร ? เม็ดเลือดขาวที่ว่านี้ ก็คือ ทหารของร่างกายที่ทำหน้าที่คอยต่อสู้กับเชื้อโรคชนิดต่างๆ ที่เข้ามาสู่ร่างกายนั่นเอง ดังนั้น เมื่อเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวลดต่ำลงอย่างมาก ก็เท่ากับว่าร่างกายจะขาดหน่วยทหารฝีมือดีที่มีประสิทธิภาพที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคใดๆ ที่เข้ามาสู่ร่างกาย ดังนั้น เราจึงมักพบว่าแมวป่วยที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ มักจะมีโอกาสเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ง่ายและรุนแรง ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเสียชีวิตได้เช่นกัน

สำหรับในกรณีที่มีการติดเชื้อเกิดขึ้นในแม่แมวที่กำลังตั้งครรภ์ พบว่าหากเชื้อไวรัสมีการติดต่อจากแม่ไปสู่ตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์ ก็อาจทำให้เกิดการแท้งลูก (abortion) หรือตัวอ่อนในท้องอาจกลายเป็นมัมมี่ หรือหากตัวอ่อนมีการเติบโตในครรภ์จนคลอดได้ ก็อาจพบว่าลูกแมวมีความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางหรือดวงตาตั้งแต่กำเนิดได้ โดยความผิดปกติที่มักพบ ได้แก่ การพบการเจริญพัฒนาของสมองส่วนซีรีเบลลัมที่น้อยกว่าปกติ (cerebellar hypoplasia) ซึ่งก็จะทำให้ลูกแมวที่เกิดมา มีการเดินและการทรงตัวที่ผิดปกติไปจากที่ควร เนื่องจากสมองส่วนดังกล่าวมีความสำคัญต่อการควบคุมการทรงตัวนั่นเอง นอกจากนี้ ยังอาจพบความผิดปกติในรูปแบบอื่นๆ เช่น การเจริญผิดปกติของจอประสาทตา หรือการเจริญพัฒนาน้อยกว่าปกติของเส้นประสาทตา เป็นต้น

 

การรักษาโรคไข้หัดแมว ??

ในปัจจุบัน ยังไม่ได้มียาที่เฉพาะเจาะจงกับการฆ่าไวรัสชนิดนี้ ดังนั้นการรักษาหลักๆ จึงเป็นการรักษาแบบประคับประคองอาการ ดังนี้

  • การให้น้ำเกลือเข้าทางหลอดเลือดดำ เพื่อแก้ไขภาวะสูญเสียน้ำ
  • การให้เกลือแร่ เพื่อชดเชยการสูญเสียเกลือแร่ออกไปทางอุจจาระหรือการอาเจียน
  • การให้สารอาหารชดเชยให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย รวมทั้งอาจมีการให้วิตามินเสริมตามที่จำเป็น ซึ่งรูปแบบการให้สารอาหารและวิตามินจะแตกต่างกันไป ขึ้นกับอาการของแมวป่วยแต่ละราย
  • การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  • การให้ยาลดอาเจียน ยาลดอาการปวดเกร็งช่องท้อง
  • ในรายที่มีภาวะโลหิตจางมาก อาจจำเป็นต้องได้รับการถ่ายเลือด
  • ในบางราย อาจมีการพิจารณาให้ยาที่มีส่วนช่วยปรับหรือเสริมภูมิคุ้มกัน ซึ่งสัตวแพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาจะพิจารณาเลือกใช้อย่างเหมาะสมเป็นรายๆ ไป
  • ฯลฯ

ผลลัพธ์ของการรักษาโรค นอกจากจะขึ้นกับวิธีการรักษาแล้ว ยังขึ้นกับระดับความรุนแรงของการเกิดโรค และขึ้นกับความแข็งแรงของร่างกายและระดับภูมิคุ้มกันของแมวป่วยแต่ละรายด้วย แต่อย่างไรก็ดี หากพบว่าแมวของท่านมีประวัติอาการป่วยที่คาดว่าอาจจะเป็นโรคนี้ ก็ควรรีบพามาพบสัตวแพทย์เพื่อรับการรักษาเสียแต่เนิ่นๆ เพราะหากทิ้งไว้นาน ความรุนแรงของอาการก็จะมากขึ้น กอปรกับความแข็งแรงของตัวแมวก็จะลดลงๆ ส่งผลให้ความสัมฤทธิผลของการรักษาแย่ลง และแมวอาจมีโอกาสเสียชีวิตได้

 

โรคไข้หัดแมวเกี่ยวข้องกับโรคไข้หัดสุนัขหรือไม่ ??

“โรคไข้หัดแมว” มีเชื้อไวรัสซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคที่แตกต่างจาก “โรคไข้หัดสุนัข” (โรคไข้หัดสุนัข หรือ canine distemper มีเชื้อไวรัสต้นเหตุคือ เชื้อ canine distemper virus หรือ CDV) แต่มีความใกล้เคียงกับ “โรคลำไส้อักเสบจากเชื้อพาร์โวไวรัสในสุนัข” (โรคลำไส้อักเสบจากเชื้อพาร์โวไวรัสในสุนัข มีเชื้อไวรัสต้นเหตุคือ เชื้อ canine parvovirus หรือ CPV) ดังนั้น โปรดอย่าสับสนกันระหว่าง “โรคไข้หัดแมว” และ “โรคไข้หัดสุนัข” นะครับ

 

โรคไข้หัดแมวติดต่อกันอย่างไร ??

การติดต่อของโรค อธิบายง่ายๆ ก็คือ เป็นการถ่ายทอดเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุของโรคจากร่างกายของแมวที่มีการติดเชื้ออยู่ ไปยังแมวตัวอื่นๆ นั่นเอง ซึ่งโดยปกติแล้ว แมวที่ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้มักจะมีการปล่อยเชื้อไวรัสออกมาทางอุจจาระ และเมื่อแมวตัวอื่นมาสัมผัสเลียกินอุจจาระที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่ ก็จะได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายไปในที่สุด

และเนื่องจากเชื้อไวรัส FPV ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้หัดแมวนี้ เป็นเชื้อที่มีความคงทนที่อุณหภูมิห้องและในสภาพแวดล้อมได้ค่อนข้างนาน ดังนั้น เชื้อไวรัสที่ปนเปื้อนออกมากับอุจจาระของแมวที่ติดเชื้อ ก็อาจจะตกค้างอยู่ในสภาพแวดล้อม แล้วปนเปื้อนไปกับสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น กรง ถาดใส่น้ำ ถาดใส่อาหาร คอลลาร์ ของเล่น กระบะทราย ฯลฯ รวมถึงวัสดุปูรองที่มีการสัมผัสกับอุจจาระที่ปนเปื้อนเชื้อนี้ แล้วทำให้เกิดการถ่ายทอดเชื้อไปยังแมวตัวอื่นได้ นอกจากนี้ หากผู้เลี้ยงมีการสัมผัสกับอุจจาระของแมวป่วยที่มีการปนเปื้อนเชื้อ แล้วไปจับสัมผัสแมวตัวอื่นต่อโดยไม่ล้างมือฆ่าเชื้อให้สะอาดเหมาะสมเสียก่อน ก็อาจจะทำให้มีการถ่ายทอดเชื้อไวรัสไปยังแมวตัวอื่นได้ด้วย

การติดเชื้อไข้หัดแมวสามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ แต่มักพบว่ามีความเสี่ยงของการติดเชื้อและการก่อโรคที่รุนแรงมากขึ้นในกลุ่มแมวอายุน้อยที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรค หรือยังไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรค รวมทั้งในแมวสูงอายุ แมวที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่ดี และแมวที่อยู่ในสถานที่เลี้ยงที่แออัดหรือมีการเลี้ยงอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งแมวกลุ่มนี้หากมีการติดเชื้อ มักจะแสดงอาการของโรคอย่างรุนแรงและมีโอกาสการเสียชีวิตได้มาก แต่อย่างไรก็ดี สำหรับแมวที่โตแล้ว หรือแม้จะได้รับการทำวัคซีนแล้ว ก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะหากมีการสัมผัสกับเชื้อในขณะที่ร่างกายมีภาวะการป่วยอื่นเกิดขึ้น หรือเป็นช่วงที่ร่างกายไม่แข็งแรงอยู่พอดี ก็อาจจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อได้อยู่เหมือนกัน

 

เชื้อที่เป็นต้นเหตุของโรคไข้หัดแมวสามารถก่อโรคในมนุษย์ได้หรือไม่ ??

ในปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานการศึกษาหรือหลักฐานทางการแพทย์ใด ที่บ่งชี้ว่าเชื้อ FPV ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคไข้หัดแมวนี้ จะสามารถก่อโรคในมนุษย์ได้

 

มีวิธีการที่จะป้องกันแมวของท่านจากการติดโรคนี้ได้หรือไม่ อย่างไร ??

ในปัจจุบันนี้ มีการพัฒนาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการช่วยป้องกันโรคนี้ได้ โดยแนะนำให้เริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้เมื่อลูกแมวมีอายุ 8 สัปดาห์ และควรมีการฉีดกระตุ้นซ้ำป้องกันโรคนี้ (รวมถึงวัคซีนป้องกันโรคอื่นๆ) ตามวงรอบที่เหมาะสม และต่อเนื่องสม่ำเสมอ ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์อย่างเคร่งครัด

โปรแกรมวัคซีนในสุนัขและแมว ฉีดให้ครบถ้วนเพื่อสุขภาพที่ดี

และถึงแม้ว่าการฉีดวัคซีนจะมีส่วนช่วยในป้องกันโรคได้ แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น เพื่อให้การป้องกันโรคมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควรมีการดูแลอย่างเข้มงวดไม่ให้แมวของท่านได้สัมผัสกับไวรัสก่อโรค โดยแนะนำให้เลี้ยงแมวในแบบระบบปิดทดแทนการเลี้ยงแบบปล่อย เพื่อลดโอกาสการออกไปสัมผัสกับแมวที่ติดเชื้อนอกบ้าน รวมทั้ง ไม่ควรพาลูกแมวที่ยังไม่ทำวัคซีน หรือเพิ่งเริ่มทำวัคซีนใหม่ๆ ไปเล่นในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการติดโรค (เช่น ตลาดนัดขายสัตว์เลี้ยง ฯลฯ) ในกรณีที่ต้องพาแมวไปพบสัตวแพทย์ไม่ว่าจะที่โรงพยาบาลสัตว์ใดๆ ไม่ควรปล่อยแมวของท่านให้วิ่งเล่นตามพื้นโรงพยาบาล แต่ควรใส่ตะกร้า หรืออุ้มไว้ตลอดเวลา เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อที่อาจจะปนเปื้อนตกค้างอยู่บนพื้น นอกจากนี้ เจ้าของแมวควรพึงระวัง ไม่ไปจับสัมผัสแมวตัวอื่นที่ไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนหรือประวัติการป่วย หรือหากมีการจับสัมผัสมาแล้ว ก็ควรมีการล้างมือให้สะอาด พร้อมฟอกยาฆ่าเชื้อให้เรียบร้อยก่อนที่จะมาสัมผัสกับแมวของท่านเอง

  • ในกรณีที่จะมีการนำสมาชิกแมวใหม่มาอยู่ในบ้าน ควรมีการกักโรคและสังเกตอาการแมวตัวใหม่ ในสถานที่ที่เหมาะสมเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1-3 สัปดาห์ ก่อนที่จะนำเข้าร่วมฝูงกับแมวที่มีอยู่เดิม ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าแมวตัวใหม่ไม่มีโรคติดเชื้อที่อาจจะนำมาแพร่ในฝูงได้ และควรมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้กับแมวตัวใหม่
  • ในกรณีที่มีแมวในฝูงที่ป่วยและแสดงอาการที่น่าสงสัยว่าจะเป็นการติดเชื้อไข้หัดแมว ควรมีการแยกแมวป่วยออกจากฝูงโดยเด็ดขาด และควรพาแมวไปพบสัตวแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสม รวมทั้งควรมีการแยกวัสดุเครื่องใช้ กระบะทราย และวัสดุปูรอง ระหว่างของแมวป่วยและแมวปกติออกจากกันอย่างเด็ดขาด และต้องทำความสะอาดฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม และในกรณีที่แมวหายจากอาการป่วยแล้ว ก็ควรที่จะต้องมีการแยกเลี้ยงต่อไปก่อนอีกระยะหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจากมีรายงานว่าแมวป่วยบางรายสามารถขับเชื้อออกมากับอุจจาระได้นานถึง 6 สัปดาห์หลังจากหายป่วยแล้ว

เชื้อไวรัส FPV ถูกทำลายได้ง่ายโดยน้ำยาฟอกขาว (โซเดียมไฮโปคลอไรท์) ความเข้มข้นร้อยละ 6 น้ำยาฟอร์มัลดีไฮด์ความเข้มข้นร้อยละ 4 กลูตัลดีไฮด์ความเข้มข้นร้อยละ 1 ซึ่งในกรณีที่ต้องการฆ่าเชื้อที่พื้นผิวกรง วัสดุอุปกรณ์ กระบะทราย รวมทั้งวัสดุปูรอง แนะนำให้มีการทำความสะอาดด้วยน้ำยาฟอกขาวเจือจางกับน้ำในอัตราส่วน 1:30 – 1:32 เพื่อทำลายเชื้อที่ปนเปื้อน

…. ในปัจจุบัน อัตราการป่วยและการเสียชีวิตของแมวจาก “โรคไข้หัดแมว” ในเมืองไทยยังมีอยู่มาก ส่วนหนึ่งเป็นผลการที่ผู้เลี้ยงยังไม่รู้จักโรคนี้อย่างเพียงพอ ดังนั้น หมอและทีมงานทุกๆ คนก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าว่า บทความชุดนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้เจ้าของแมว และผู้รักแมวทุกๆ ท่านได้เรียนรู้ และเข้าใจถึงแนวทางการป้องกัน  “โรคไข้หัดแมว” ให้กับแมวของพวกท่านกันได้ดีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ ….

 

บทความโดย

อ.น.สพ. เสลภูมิ ไพเราะ (อว. สพ. อายุรศาสตร์)
Selapoom Pairor DVM, MS, DTBVIM
ภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกสัตว์เลี้ยง คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
Department of Companion Animal Clinical Science, Faculty of Veterinary Medicine, Kasetsart University