ลักษณะสายพันธุ์และนิสัย “เกรทเดน (Great Dane)”

ประวัติสายพันธุ์

เกรทเดน (Great Dane) มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเยอรมนีในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นสุนัขล่าหมูป่า ชาวเยอรมนีได้ทำการพัฒนาสายพันธุ์จนเกรทเดนมีลักษณเหมือนกับสุนัขสายพันธุ์ไอริช วูล์ฟฮาวน์ด (Irish Wolfhounds) ในด้านของความสูงคล้ายกับมาสทิฟฟ์ (Mastiffs) ในด้านมวลกล้ามเนื้อและคล้ายกับเกรย์ฮาวน์ด Greyhounds ในด้านของความเร็ว สุนัขสายพันธุ์นี้ได้ถูกเปลี่ยนชื่อหลายครั้ง ชื่อเริ่มแรกของพวกมันคือ English Docke หลังจากนั้นก็ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น German Boarhound

เชื้อพระวงศ์ใช้เกรทเดน เพื่อการล่าหมูป่า กวาง และหมีรวมถึงช่วยในการอารักขาเจ้าหญิงจากการถูกลอบทำร้าย ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ผู้เพาะพันธุ์ชาวเยอรมนีพยายามที่จะเปลี่ยนชื่อพวกมันเป็น German Mastiff เพื่อให้ชื่อของสุนัขฟังดูหรูหราแทนที่จะฟังดูเหมือนกับเป็นสุนัขสายพันธุ์ที่เอาไว้ใช้งาน

เกรทเดน เป็นชื่อสุดท้ายที่มีการเรียกขานกันเมื่อนักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสเดินทางไปที่ประเทศเดนมาร์กและได้เห็นเกรทเดน ในบันทึกเขาเรียกสุนัขตัวนั้นว่า Grand Danois ซึ่งหมายถึง Great Danish Dog ชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายแต่สุดท้ายมันก็ถูกเปลี่ยน เมื่อเวลาผ่านไปนิสัยก้าวร้าวที่ใช้ในการล่าหมูป่านั้น ถูกกำจัดออกจากสายพันธุ์ ทำให้เกรทเดนเป็นสุนัขตัวโตที่มีความอ่อนโยนอย่างที่เรารู้จักกันทุกวันนี้

 

ลักษณะทางกายภาพ

จากคำอธิบายของ American Kennel Club เกรทเดนมีลักษณะที่ผสมผสานกันระหว่างความสง่างามและความแข็งแรงด้วยขนาดตัวที่ใหญ่ มีรูปร่างดีและเป็นหนึ่งในสายพันธุ์สุนัขใช้งานที่ใหญ่ที่สุด

เกรทเดนเป็นสุนัขสายพันธุ์ขนสั้นที่มีรูปร่างแข็งแรง อัตราส่วนระหว่างความยาวและความสูงของขนาดตัวควรเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส สุนัขเพศผู้ควรมีความสูงวัดจากเท้าถึงไหล่ไม่ต่ำกว่า 30 นิ้ว (76 ซม.) ส่วนเพศเมียควรมีความสูง 28 นิ้ว (71 ซม.) เกรทเดนที่มีความสูงน้อยกว่าความสูงขั้นต่ำจะถูกตัดสิทธิ์จากการประกวด

สุนัขพันธุ์เดนเกรทถูกจัดอันดับว่าเป็นสุนัขที่สูงที่สุดในโลก ก่อนหน้านี้สุนัขที่ได้สถิติสูงที่สุดมีชื่อว่า Gibson และ Titan อย่างไรก็ตามเจ้าของสถิติในปัจจุบันคือเกรทเดนสีน้ำเงินชื่อว่า Giant George โดยมีความสูงวัดจากเท้าถึงไหล่อยู่ที่ 43 นิ้ว (110 ซม.) มันยังคงเป็นสุนัขที่สูงที่สุดที่เคยได้รับการบันทึกไว้ในสถิติโลก โดยสามารถเอาชนะสถิติก่อนหน้าซึ่งเป็นสุนัขพันธุ์เกรทเดนลายเสือชื่อว่า Shamgret Danzas ที่มีความสูง 42.5 นิ้ว (108 ซม.) ได้

น้ำหนักขั้นต่ำสำหรับเกรทเดนที่มีอายุมากกว่า 18 เดือนคือ 120 ปอนด์ (54 กก.) สำหรับเพศผู้และ 100 ปอนด์ (45 กิโลกรัม) สำหรับเพศเมีย โดย American Kennel Club มีความต้องการที่จะลดน้ำหนักให้ต่ำกว่าค่ามาตรฐานและเพศผู้ควรมีรูปร่างที่ใหญ่กว่าเพศเมีย

เกรทเดนมีหูพับลงตามธรรมชาติและมีลักษณะเป็นทรงสามเหลี่ยม ในอดีตเกรทเดนเคยถูกใช้เพื่อล่าหมูป่า การตัดหูเป็นการลดความเสี่ยงจากการที่หูของสุนัขจะได้รับบาดเจ็บจากเขี้ยวของหมูป่าในระหว่างการล่าสัตว์ ในปัจจุบันเกรทเดนถูกเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงเป็นหลักและในบางครั้งยังคงมีการตัดหูเนื่องจากประเพณีดั้งเดิมและเพื่อความสวยงาม ทุกวันนี้การตัดหูค่อนข้างเป็นเรื่องธรรมดาในสหรัฐอเมริกาแต่จะพบได้น้อยในยุโรป  โดยในบางประเทศของยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร (United Kingdom), ไอร์แลนด์ (Ireland), เดนมาร์ก (Denmark), เยอรมนี (Germany), บางส่วนของออสเตรีย (Australia) และในนิวซีแลนด์ (New Zealand) การตัดหูจะถูกห้ามหรือต้องได้รับการควบคุมโดยสัตวแพทย์เท่านั้น

สีขนที่เป็นที่ยอมรับสำหรับเกรทเดนมีทั้งหมด 6 สี คือ

  • สีน้ำตาลแกมเหลืองหรือสีลูกวัว (Fawn) : เป็นสีเหลืองทองและมีสีดำปกคลุมบริเวณใบหน้า ควรมีสีดำที่ขอบตา คิ้ว และอาจพบได้ที่หู
  • สีลายเสือ (Brindle) : เป็นสีน้ำตาลแกมเหลือง (Fawn) และมีสีดำ (black) เป็นริ้ว บ่อยครั้งพวกมันจึงถูกเรียกว่าเป็นลายเสือ
  • สีน้ำเงิน (Blue) : เป็นสีน้ำเงินล้วน การมีสีขาวปกคลุมบริเวณหน้าอกและนิ้วเท้านั้นไม่เป็นที่ต้องการและถือว่าเป็นข้อด้อย
  • สีดำ (Black) : เป็นสีดำมันวาว การมีสีขาวปกคลุมบริเวณหน้าอกและนิ้วเท้านั้นไม่เป็นที่ต้องการและถือว่าเป็นข้อด้อย
  • สีฮาเลควีน (Harlequin) : สีพื้นเป็นสีขาวล้วน มีรอยแต้มสีดำกระจายอยู่อย่างไม่สม่ำเสมอทั่วทั้งร่างกาย บริเวณคอควรเป็นสีขาวเพียงสีเดียว รอยแต้มสีดำไม่ควรมีขนาดใหญ่จนเกินไปและไม่เล็กจนเหมือนเป็นรอยด่างหรือเป็นจุด การมีแต้มสีเทาเล็ก ๆ ถือว่าเข้าหลักเกณฑ์นี้แต่จะเป็นที่ต้องการน้อยกว่า (สีเทามีความสอดคล้องกับการเกิดลายหินอ่อน “Merle”) หรือการที่สีพื้นเป็นสีขาวและมีเส้นขนสีดำเส้นเดียวปรากฏออกมาส่งผลให้ดูเหมือนกับพริกไทยหรือดูสกปรก (ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการเกิดหนูหนวกและตาบอดเช่นเดียวกับเกรทเดนที่มีขนลายหินอ่อนและสีขาว)
  • สีแมนเทิล (Mantle) ในบางประเทศเรียกว่าสีบอสตัน (Bostons) เนื่องจากสีและลวดลายคล้ายกับสุนัขสายพันธุ์บอสตัน เทอร์เรีย (Boston Terrier) : เป็นสีดำและสีขาว โดยมีสีดำทึบปกคลุมไปทั่วร่างกาย บริเวณกะโหลกเป็นสีดำและมีสีขาวบริเวณรอบจมูกและปาก รอบคอทั้งหมดควรเป็นสีขาว หน้าอกสีขาว มีสีขาวเป็นส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของทั้งขาหน้าและขาหลัง หางเป็นสีดำส่วนปลายเป็นสีขาว

บางครั้งสามารถพบสีอื่น ๆ ได้แต่ไม่เป็นที่ยอมรับสำหรับการประกวดและผู้เพาะพันธุ์ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะเพาะพันธุ์สุนัขไว้เพื่อการแสดงโชว์ โดยสีเหล่านี้ประกอบไปด้วยสีขาว (white), ลายหินอ่อน (merle), fawnequin, merlequin, fawn mantle และอื่น ๆ ผู้เพาะพันธุ์บางคนอาจคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับลูกสุนัขที่มีสีหายากเหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตามการผสมพันธุ์ของเกรทเดนสีขาว (White) และลายหินอ่อน (Merle) นั้นเกิดการโต้แย้งกันเนื่องจากสีเหล่านี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับยีนที่ทำให้เกิดอาการหูหนวกแต่เกรทเดนสีขาวหรือลายหินอ่อนยังคงสามารถลงทะเบียนในประวัติพันธุ์สุนัขได้

อายุขัย

เกรทเดนมีอายุโดยเฉลี่ยประมาณ 6 ถึง 10 ปี พวกมันมีแนวโน้มที่จะมีอายุสั้นกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับสุนัขสายพันธุ์อื่นเนื่องจากขนาดตัวที่ใหญ่

 

ลักษณะนิสัย

ตามมาตรฐานอย่างเป็นทางการของ AKC เกรทเดนต้องมีความกล้าหาญ ร่างเริง เป็นมิตรและพึ่งพาได้เสมอ การผสมผสานกันระหว่างลักษณะภายนอกและนิสัยของพวกมันทำให้เกรทเดนแลดูสง่างามแบบที่สายพันธุ์อื่นไม่สามารถทำได้

เกรทเดนเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีความอ่อนโยน น่ารัก ขี้เล่นและฝึกได้ง่าย เกรทเดนรักเจ้าของของพวกมันและชอบที่จะอยู่รอบ ๆ เจ้าของ เกรทเดนบางตัวคิดว่าพวกมันเป็นสุนัขตัวเล็ก ๆ และพยายามที่จะนั่งบนโซฟากับคุณ พวกมันควรได้รับการเข้าสังคมตั้งแต่วัยเด็กเพื่อที่จะได้มีความสามารถในหลาย ๆ ด้าน

ให้พวกมันได้เข้าร่วมการฝึกในชั้นเรียนของลูกสุนัข พาพวกมันไปที่สวนและนำพวกมันไปยังร้านค้าที่อนุญาตให้นำสุนัขเข้าไปได้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้พวกมันรู้สึกดีกับสุนัขและผู้คนใหม่ ๆ  เกรทเดนมักจะมีความอ่อนโยนแต่พวกมันยังคงมีสัญชาตญาณการปกป้องและจะคุ้มครองคุณหากพวกมันรู้สึกว่าคุณตกอยู่ในอันตราย

การเข้ากับเด็ก

เนื่องจากเกรทเดนมีความอ่อนโยนมากพวกมันจึงเข้ากับเด็ก ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม อย่างไรก็ตามบางครั้งขนาดตัวที่ใหญ่ของพวกมันก็เป็นปัญหา เกรทเดนมักจะไม่รู้ตัวว่าพวกมันมีขนาดใหญ่และทรงพลังเมื่อเทียบกับเด็กเล็กและสามารถทำให้เด็ก ๆ ล้มได้  ดั้งนั้นจึงควรคอยดูแลเด็กเล็ก ๆ ที่เล่นกับสุนัขตัวใหญ่อย่างเกรทเดน

 

การดูแล

การออกกำลังกาย

เกรทเดนต้องการการออกกำลังกาย 30-60 นาที ในแต่ละวันและออกกำลังกายนานถึง 90 นาที ในขณะที่พวกมันยังเป็นเด็ก อย่าพาเกรทเดนไปวิ่งออกกำลังกายจนกว่าพวกมันจะมีอายุ 18 เดือน เนื่องจากกระดูกของพวกมันยังเจริญไม่สมบูรณ์ ถ้าหากพวกมันวิ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนากระดูกและข้อต่อได้

เมื่อเกรทเดนยังเป็นเด็กพวกมันมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมที่เรียกว่า “zoomies” สุนัขที่มีอาการ zoomies จะวิ่งอย่างรวดเร็ว วิ่งวนไปรอบ ๆ และกระโดดอย่างมีความสุข มันเป็นการออกกำลังกายที่ดีแต่เกรทเดนอาจชนสิ่งของหรือผู้คนได้ หากคุณมีสวนหลังบ้านให้เกรทเดนเล่นควรตรวจสอบให้มั่นใจว่ารั้วของคุณสูงอย่างน้อย 6 ฟุต เกรทเดนไม่ใช่สุนัขที่จะกระโดดเป็นประจำแต่อย่างไรก็ตามควรที่จะป้องกันไว้ก่อน

อาหาร

อาหารที่เกรทเดนจะได้รับขึ้นอยู่กับน้ำหนัก อายุและเพศของพวกมัน เกรทเดนเพศเมียอายุ 3-6 เดือน จะได้รับอาหาร 3-6 ถ้วย ส่วนเกรทเดนเพศผู้จะได้รับอาหาร 4-8 ถ้วย เมื่อเกรทเดนเพศเมียมีอายุ 6 เดือนถึงหนึ่งปี พวกมันจะได้รับอาหาร 5-8 ถ้วย ในขณะที่เกรทเดนเพศผู้จะได้รับอาหาร 6-10 ถ้วยต่อวัน เมื่อถึงวัยแรกรุ่นเกรทเดนเพศเมียควรได้รับอาหาร 8 ถ้วยในขณะที่เกรทเดนเพศผู้ควรได้รับอาหาร 9-15 ถ้วย

เมื่อโตเต็มที่เกรทเดนเพศเมียควรได้รับอาหาร 6-8 ถ้วย ส่วนเกรทเดนเพศผู้ควรได้รับอาหาร 8-10 ถ้วย ในลูกสุนัขเกรทเดนอาหารควรถูกแบ่งออกเป็น 3 มื้อ เมื่อพวกมันโตขึ้นให้ทำการแบ่งอาหารออกเป็น 2 มื้อ สุนัขสายพันธุ์นี้ไม่ควรให้อาหารเป็นมื้อใหญ่มื้อเดียว เนื่องจากสามารถทำให้เกิดโรคกระเพาะบิด (bloat) ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้

 

โรคประจำสายพันธุ์

ปัญหาสุขภาพที่พบได้ทั่วไปในเกรทเดน มีดังนี้

  • โรคระบบประสาท
    • โรควิตกกังวล (Anxiety)
    • โรควิตกกังวลต่อการแยกจาก หรือว่าเกิดจากบาดแผลทางใจ (Separation Anxiety)
  • โรคระบบหมุนเวียนโลหิตและหัวใจ
    • โรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมแบบพองโต (dilated cardiomyopathy)
  • โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
  • โรคระบบต่อมไร้ท่อ
    • ภาวะขาดไทรอยด์ (Hypothyroidism)
  • โรคระบบโครงกระดูก ข้อต่อ และโครงสร้าง
    • โรคกระดูกอักเสบ (Panosteitis)
    • โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ (Hip Dysplasia)
    • ข้ออักเสบ (Arthritis)
    • ภาวะผิวกระดูกอ่อนตายและแตกออกจากการขาดเลือดในชั้นใต้กระดูกอ่อน (Osteochondritis Dissecans (OCD))
    • โรคมะเร็งกระดูก (Osteosarcoma)

 

เรื่อง : ธันยพร แท่นนอก