ความสำคัญของการตรวจปัสสาวะ สำหรับการวินิจฉัยและการรักษาโรคไต

เจ้าของสัตว์หลายๆ ท่านอาจเคยมีประสบการณ์สัตว์เลี้ยงมีค่าเลือดที่แสดงค่าการทำงานของไตสูงกว่าปกติ หรือ แม้แต่มีสัตว์เลี้ยงป่วยเป็นโรคไต จะพอทราบว่าสัตว์ป่วยโรคไตจะมีค่าครีเอตินิน (creatinine) จากการตรวจเลือดสูงกว่าค่าปกติ คือ มากกว่า 1.4 ในสุนัข และ มากกว่า1.6 ในแมว (อ้างอิงจากโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน) แต่ทราบหรือไม่ครับว่าแท้จริงแล้วเราสามารถรู้ได้ว่าไตเริ่มมีการทำงานผิดปกติได้จากการตรวจปัสสาวะก่อนที่ค่าเลือดที่แสดงถึงการทำงานของไตจะสูงขึ้นเสียอีก

เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ผมขออธิบายดังนี้ครับ สัตว์เลี้ยงที่มีสุขภาพแข็งแรงเปรียบได้กับมีระดับการทำงานของไต 100% หากไตเกิดความเสื่อมและเหลือการทำงานเพียง 33% เราจะสามารถพบความผิดปกติได้จาก การตรวจปัสสาวะ โดยสัตวแพทย์มักเรียกภาวะดังกล่าวนี้ว่า “ภาวะไตทำงานบกพร่อง”ซึ่งถือเป็นความผิดปกติระยะเริ่มต้นของภาวะไตวาย และหากไตเหลือการทำงานน้อยกว่า 25% เราถึงสามารถพบความผิดปกติได้จากการตรวจเลือดและเรียกภาวะดังกล่าวนี้ว่า “ภาวะไตวาย” ครับ เห็นไหมครับว่ากรณีที่ต้องการตรวจคัดกรองภาวะโรคไตในสัตว์เลี้ยงนั้น เราสามารถตรวจพบความผิดปกติจากปัสสาวะได้ก่อน เมื่อการตรวจปัสสาวะสำคัญขนาดนี้แล้ว เรามาทำความรู้จักกับการตรวจปัสสาวะในสัตว์เลี้ยงกันเถอะครับ

 

น้ำปัสสาวะเกิดขึ้นได้อย่างไร และน้ำปัสสาวะปกติควรมีลักษณะอย่างไร

ระบบขับถ่ายปัสสาวะ ประกอบด้วยไตและกระเพาะปัสสาวะ ไตทั้งสองข้างจะทำหน้าที่ร่วมกันในการกรองของเสียออกจากเลือด การผลิตปัสสาวะเริ่มจากน้ำเลือดในระบบไหลเวียนโลหิตไหลผ่านไตและถูกกรองผ่านหน่วยไตเป็นน้ำปัสสาวะ โดยมีการดูดซับน้ำ ไอออน และสารอื่นๆ ที่ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายกลับเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนสารและไอออนต่างๆที่มีปริมาณมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการจะถูกขับออกนอกร่างกายในรูปของปัสสาวะเพื่อช่วยปรับสมดุลความเป็นกรด-ด่างของร่างกายใน 1 วัน ร่างกายของสัตว์เลี้ยงจะผลิตปัสสาวะประมาณ 24-48 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กก. คิดง่ายๆแบบนี้ครับ สุนัขที่มีน้ำหนัก 10 กก.ในหนึ่งวันจะมีปัสสาวะปริมาณ 240-480 มิลลิลิตร. ซึ่งหากเราวัดปริมาณปัสสาวะได้มากกว่าปริมาณปกติเกือบ 2 เท่า หรือปัสสาวะมากผิดปกติ ก็อาจเป็นอาการบ่งชี้ได้ถึงหลายโรคเลยทีเดียว การตรวจปัสสาวะจึงถือเป็นการตรวจพื้นฐานทางห้องปฏิบัติการที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการตรวจเลือด อีกทั้งขั้นตอนการตรวจยังสามารถทำได้ง่ายอีกด้วยครับ

 

การเก็บปัสสาวะเพื่อส่งตรวจ

วิธีการเก็บปัสสาวะที่ดี จะต้องสอดคล้องกับความต้องการในการวิเคราะห์ปัสสาวะ ผลการวิเคราะห์ปัสสาวะจึงจะมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ ปัจจัยที่ส่งผลให้ผลตรวจปัสสาวะไม่แม่นยำมีหลายปัจจัย เช่น การดื่มน้ำปริมาณมากก่อนเก็บปัสสาวะ การทานยาบางประเภท เช่น ยาลดอักเสบกลุ่มสเตียรอยด์ (glucocorticoid) ยาขับปัสสาวะ (diuretic)  เป็นต้น โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการเก็บปัสสาวะทั้งในสุนัขและแมวมาตรวจนั้นขึ้นอยู่กับโรคที่ต้องการวินิจฉัย เช่น หากสงสัยว่าสัตว์เลี้ยงมีภาวะโรคไตหรือไม่  ควรเก็บปัสสาวะช่วงเช้า หรือตอนที่สัตว์ยังไม่ได้ดื่มน้ำเพื่อวิเคราะห์ว่า หากสัตว์เลี้ยงของเราไม่ได้ดื่มน้ำตลอดทั้งคืนและอยู่ในภาวะที่ร่างกายขาดน้ำ (dehydration) สัตว์เลี้ยงของเราจะมีปัสสาวะที่เข้มข้นหรือไม่ หรือให้ลองนึกภาพตามแบบนี้ครับว่า ถ้าตัวเราไม่ได้ดื่มน้ำเลยตลอดทั้งวันและเมื่อเราปัสสาวะในตอนเย็น น้ำปัสสาวะของเราจะมีปริมาณน้อย ดูเข้มข้นรวมถึงมีสีเข้มกว่าปกติ ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกในเบื้องต้นว่าการทำงานของไตมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่หากเรามีภาวะไตทำงานบกพร่อง น้ำปัสสาวะของเราจะสีใสและดูเจือจางครับ ส่วนในสัตว์เลี้ยงนั้นการเก็บปัสสาวะสามารถทำได้ทั้งหมด 3 วิธีครับ ได้แก่

1.การรองเก็บปัสสาวะ (midstream voided sample) การเก็บปัสสาวะด้วยวิธีนี้สามารถทำได้ทั้งเจ้าของสัตว์และสัตวแพทย์ โดยการใช้ภาชนะที่สะอาดรองเก็บน้ำปัสสาวะโดยตรง ซึ่งมักเป็นกระปุกเก็บปัสสาวะที่ได้รับมาครับ  การเก็บปัสสาวะวิธีนี้จะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยากครับ เพราะสัตว์เลี้ยงหลายๆตัวมักไม่ยอมปัสสาวะหรือปัสสาวะด้วยท่าทางที่แปลกไปเมื่อมีใครมายืนใกล้ๆครับ สำหรับสัตว์เลี้ยงที่ไม่เขินอายเราสามารถนำกระปุกเก็บปัสสาวะรองเก็บในขณะที่กำลังปัสสาวะได้ทันที โดยแนะนำให้เก็บน้ำปัสสาวะในช่วงกลางของการปัสสาวะมากกว่าน้ำปัสสาวะในช่วงต้น เพื่อลดการได้น้ำปัสสาวะที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียและเซลล์ต่างๆที่ลอกหลุดจากผิวอวัยวะเพศ และผิวหนังโดยรอบ ซึ่งจะทำให้การวิเคราะห์ผลมีความแม่นยำมากขึ้นครับ หากกรณีที่สัตว์เลี้ยงไม่ชอบให้เรามายืนใกล้ๆหรือเดินหนีขณะที่เราจะเข้าไปรองเก็บปัสสาวะ ลองใช้ไม้ยาวต่อกับช้อนหรือกระบวยที่สะอาดยื่นเข้าไปรองเก็บน้ำปัสสาวะก็อาจทำให้เราได้ตัวอย่างปัสสาวะง่ายขึ้นครับ

2.การสวนเก็บปัสสาวะ (catheterization) เป็นวิธีเก็บปัสสาวะที่ลดการปนเปื้อนได้ดีกว่าวิธีรองเก็บ แต่เนื่องจากวิธีการนี้ต้องใช้อุปกรณ์หลายชนิดรวมถึงความชำนาญและการทำให้ปลอดเชื้อในขณะสวนเก็บปัสสาวะ จึงเป็นวิธีที่ต้องดำเนินการโดยสัตวแพทย์ในสถานพยาบาลสัตว์ครับ

3.การเจาะเก็บปัสสาวะผ่านทางหน้าท้อง (cystocentesis) วิธีการนี้ทำได้โดยใช้เข็มฉีดยาเจาะเก็บปัสสาวะจากกระเพาะปัสสาวะผ่านหน้าท้องครับ ชื่อและวิธีการอาจฟังดูน่ากลัว แต่การเก็บปัสสาวะโดยวิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีการที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังใช้เวลาทำหัตถการต่อตัวสัตว์เลี้ยงไม่นาน ทำให้สัตวแพทย์มักใช้วิธีการเจาะเก็บปัสสาวะผ่านหน้าท้องเพื่อตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะครับ ซึ่งปัสสาวะที่ได้จากการเจาะเก็บนั้นจะต้องใส่ในภาชนะปลอดเชื้อ แล้วทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการณ์ภายใน 60 นาที