ฝุ่น PM 2.5 วายร้ายขนาดจิ๋ว ที่มีผลกระทบและอันตรายต่อสัตว์เลี้ยง

ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีรายงานว่าในหลายๆ ที่พื้นที่ของประเทศไทย มีความหนาแน่นของฝุ่นละอองขนาดเล็ก (particulate matter) เพิ่มสูงขึ้นในอากาศและสภาพแวดล้อม จนถึงระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของประชาชนที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ (และหนึ่งในพื้นที่เหล่านั้นก็คือ กรุงเทพเมืองฟ้าอมรฯ ของพวกเรานี่เอง)

โดยเจ้าฝุ่นละอองขนาดเล็กที่กล่าวถึงอยู่นี้ เป็นที่รู้จักกันดีในนามของ “ PM 2.5 ” ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดคุณภาพมาตรฐานคุณภาพอากาศที่สำคัญในปัจจุบัน วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบของเจ้าวายร้ายขนาดจิ๋วนี้กันครับ

 

PM2.5 คืออะไร? มาจากไหน?

PM2.5 (particulate matter with diameter of less than 2.5 micron) หรือ fine particulate matter ตามคำนิยามของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (U.S. Enviromental Protection Agency หรือ U.S. EPA) หมายถึง ฝุ่นละเอียด (fine particles) ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของอนุภาคไม่เกินกว่า 2.5 ไมครอน ซึ่งจัดว่ามีขนาดที่เล็กจิ๋วมาก จนไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ฝุ่น PM 2.5
แสดงขนาดเปรียบเทียบของ PM2.5 กับเส้นผมของมนุษย์ (human hair) เม็ดทรายละเอียด (fine beach sand) และ PM10 (ที่มา : https://www.epa.gov จัดทำโดย U.S. Environmental Protection Agency)

จากการศึกษา พบว่า PM2.5 อาจเกิดได้จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงแล้วเกิดเป็นฝุ่นควันออกมาจากแหล่งกำเนิดโดยตรง หรือเกิดจากก๊าซที่มีการกลั่นตัวเป็นเม็ดฝุ่นเริ่มต้น ก่อนจะรวมตัวกันจนเกิดเป็นเม็ดฝุ่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้น (ซึ่งจัดว่าเป็นฝุ่นทุติยภูมิ หรือ secondary particle) ซึ่งองค์ประกอบของ PM2.5 ก็จะแตกต่างกันออกไป ขึ้นกับชนิดและลักษณะของเชื้อเพลิงที่เป็นต้นกำเนิด รวมทั้งกระบวนการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงเหล่านั้นอีกด้วย โดยการเผาไหม้ที่ว่านี้ อาจเกี่ยวข้องกับการจราจรหรือการคมนาคมขนส่ง กระบวนการทางอุตสาหกรรม กิจกรรมจากแหล่งที่อยู่อาศัย รวมทั้งการเผาไหม้ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่โล่ง เช่นการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ของภาคการเกษตร การเผาป่า การเผาขยะ ฯลฯ

 

PM2.5 น่ากลัวอย่างไร?

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า PM2.5 นั้นมีขนาดที่เล็กมาก (ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน) ซึ่งถ้าหากท่านผู้อ่านท่านใดจินตนาการภาพไม่ออกว่าเล็กขนาดไหน ให้ลองดูขนาดเปรียบเทียบของ PM2.5 กับขนาดเส้นผมของมนุษย์และเม็ดทรายละเอียด ซึ่งจะเห็นว่าได้ว่า PM2.5 มีขนาดอนุภาคที่เล็กกว่าเส้นผมของมนุษย์ (เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 50-70 ไมครอน) และเม็ดทรายละเอียด (ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 90 ไมครอน) หลายเท่าตัวเหลือเกิน และด้วยความเล็กของมันนี่เอง ที่ทำให้ PM2.5 สามารถก่อปัญหาทางสุขภาพได้อย่างที่ใครหลายๆ คนอาจจะคาดไม่ถึง ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อ PM2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กจิ๋วนี้ถูกสูดดมเข้าไปแล้ว ก็จะสามารถหลุดลอดผ่านจากการดักกรองของขนจมูกและแผงกระดูกเทอร์บิเนต (terbinate bone) ภายในโพรงจมูก แล้วล่องลอยล่วงเลยผ่านลงไปสู่ท่อทางเดินหายใจส่วนล่าง จนไปถึงท่อหลอดลมฝอยที่มีขนาดเล็ก และถุงลมปอด (alveolar) ซึ่งจัดว่าเป็นเนื้อเยื่อชั้นในสุดของปอด และตกค้างอยู่ภายในปอด จนทำให้เกิดผลเสียทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่อเนื้อเยื่อปอด เป็นเหตุให้สมรรถภาพของปอดลดลง นอกจากนี้ยังสามารถที่จะแพร่ผ่านจากถุงลมปอดเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตและระบบน้ำเหลืองของร่างกาย และแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้อีกด้วย ซึ่งก็ทำให้มีผลเสียต่อโครงสร้างหรือการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด ผลเสียต่อการทำงานหรือการพัฒนาของสมองและระบบประสาท รวมทั้งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย (immune system) อีกด้วย

นอกจากคุณสมบัติทางกายภาพของเจ้า PM2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กจิ๋ว ที่เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการก่อปัญหาสุขภาพแล้ว จากการศึกษาเพิ่มเติม ยังพบว่าเจ้า PM2.5 นี้ มักจะมีสารพิษหรือละอองลอยต่างๆ เคลือบอยู่ที่ผิวด้านนอก ซึ่งสารพิษเหล่านี้มักมีส่วนประกอบของสารเคมีหลายชนิดทั้งที่เป็นสารระคายเคืองไปจนถึงสารก่อมะเร็ง โดยตัวอย่างของสารพิษที่มีการตรวจพบ ก็ได้แก่ สารประเภทโลหะหนัก (เช่น ตะกั่ว แคดเมียม สังกะสี ฯลฯ) และสาร PAHs (polycyclic aromatic hydrocarbons) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ฯลฯ ซึ่งเมื่อเจ้า PM2.5 มีการตกค้างหรือแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ก็จะมีการปลดปล่อยสารพิษเหล่านี้เข้าสู่เนื้อเยื่อหรือเซลล์ในบริเวณนั้นๆ แล้วทำให้เกิดผลกระทบทางด้านลบต่อสุขภาพร่างกายตามมาได้ เช่น ทำให้มีระดับของอนุมูลอิสระ (free radicals) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน (oxidative stress) ของเซลล์ต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการทำลายหรือการตายของเซลล์ การอักเสบของเนื้อเยื่อ ฯลฯ ซึ่งก็จะส่งผลให้อวัยวะที่เกี่ยวข้องเกิดการเสียหายหรือมีการทำงานที่ผิดปกติไปได้ในที่สุด รวมทั้งยังเป็นปัจจัยร่วมอย่างหนึ่งที่สำคัญที่ส่งเสริมให้เกิดมะเร็งขึ้นได้อีกด้วย โดยหน่วยงาน The International Agency for Research on Cancer (IARC) ได้จัดฝุ่น PM2.5 นี้ เข้าอยู่ในประเภทของสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 ทั้งนี้เนื่องจากพบความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับ PM2.5 กับอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งปอด