อาหารสัตว์ป่วยโรคไต

การจัดการอาหารสำหรับสัตว์ป่วยโรคไตและสารอาหารสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

อาหารสัตว์ป่วยโรคไต
อาหารสัตว์ป่วยโรคไต

โรคไตเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากความเสื่อมของตัวไต สารพิษ นิ่วในไต หรือ การติดเชื้อ เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตามที่ทำให้ไตมีความเสียหายอย่างถาวร จะทำให้สัตว์เข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรัง ซึ่งจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่จะเป็นการรักษาแบบประคับประคอง

โดยวิธีการรักษาคือการควบคุมอาหารอย่างเหมาะสม การให้น้ำอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันการขาดน้ำ และ การควบคุมภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากภาวะไตวาย เช่นความดันโลหิตสูง หรือภาวะโปรตีนรั่วออกมากับปัสสาวะ สำหรับบทความนี้ จะมุ่งเน้นไปที่การจัดการอาหาร โดย การจัดการอาหารสำหรับสัตว์ป่วยโรคไต นั้น จะมีสารอาหารที่สำคัญที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ หรือ เรียกว่าเป็น Key nutritional factors ดังนี้

 

1.ปริมาณโปรตีน :

ในสัตว์ป่วยโรคไตต้องจำกัดปริมาณโปรตีน การจำกัดโปรตีนไม่ใช่ว่า ไม่ให้โปรตีนเลย แต่จะเป็นการให้โปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม ที่จะไม่ทำให้ไตทำงานหนัก ในขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้สัตว์ขาดสารอาหาร เท่าที่เคยพูดคุยกับเจ้าของสัตว์หลายท่าน มีความกังวลว่า สัตว์เลี้ยงของตนจะขาดสารอาหาร ไม่มีเรี่ยวแรง แต่จริงๆ แล้ว หากเราให้โปรตีนคุณภาพดีกับสัตว์ โปรตีนคุณภาพดีนั้นจะสามารถเป็นแหล่งของพลังงาน และกรดอมิโนจำเป็นสำหรับร่างกายได้ ถึงแม้ว่าจะให้ในปริมาณน้อยก็ตาม ดังนั้นร่างกายของสัตว์ก็จะไม่ขาดสารอาหาร หรือขาดโปรตีน ถามว่าทำไมโปรตีนถึงทำให้ไตทรุดลงเร็ว นั่นเป็นเพราะว่า ในภาวะที่ไตทำงานปกติ ไตมีหน้าที่กรองเลือดผ่านหน่วยเล็กๆ ของไต เรียกว่าหน่วยไต โดยปริมาณเลือดที่กรองผ่านหน่วยไตนั้นก็จะเป็นเลือดปริมาณหนึ่ง เมื่อไตเริ่มเสื่อม หมายความว่ามีหน่วยไตบางส่วนเริ่มเสียไป หน่วยไตเหล่านั้นทำหน้าที่กรองเลือดไม่ได้ ทำให้เลือดที่ควรจะกรองผ่านหน่วยไตที่เสียเหล่านั้น มาผ่านหน่วยไตที่ยังดีอยู่แทน ทำให้หน่วยไตที่ยังเหลืออยู่ ต้องรองรับเลือดมากกว่าปกติ ทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้น การบริโภคโปรตีนที่สูงจะส่งผลให้เลือดที่ไปกรองที่ไตเยอะขึ้นอีก ทำให้แรงดันเลือดในหน่วยไตที่ยังเหลือสูงขึ้น และเกิดการฉีกขาดของหลอดเลือดบริเวณหน่วยไต ส่งผลให้การดำเนินไปข้างหน้าของโรคไตเร็วขึ้น ดังนั้นนี่คือสาเหตุว่าทำไมจึงควรจำกัดปริมาณโปรตีนในโรคไต

พูดถึงปริมาณโปรตีนที่สุนัข หรือแมวกินได้ สุนัขต้องการโปรตีนน้อยกว่าแมว ในการคำนวณอย่างคร่าวๆ คือ สุนัขที่เป็นโรคไตกินโปรตีนได้อย่างมาก ประมาณ 2-3 กรัม ต่อน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม ต่อวัน ส่วนแมวจะกินโปรตีนได้ประมาณ 4-6 กรัม ต่อน้ำหนักตัวในหน่วยกิโลกรัม ต่อวัน แล้วจึงนำค่าโปรตีนที่สัตว์ควรได้รับมาคำนวณหาปริมาณเนื้อสัตว์อีกทีหนึ่ง โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลอาหาร เช่น สุนัขหนัก 10 กิโลกรัม ต้องการโปรตีนเท่ากับ 20-30 กรัมต่อวัน อยากรู้ว่ากินไก่ได้กี่กรัม ในอกไก่ 1 ชิ้นมีโปรตีน 30% ดังนั้นแปลว่าสุนัขตัวนี้สามารถกินอกไก่ได้ประมาณ 66-100 กรัมต่อวัน หลายคนอาจจะกังวลว่ากินโปรตีนน้อยมาก พลังงานที่สัตว์ได้รับจะเพียงพอหรือไม่ ถ้าอาศัยพลังงานจากการบริโภคโปรตีนอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอแน่นอน เราจำเป็นต้องใช้พลังงานจากแหล่งอื่นมาทดแทนด้วย เช่น คาร์โบไฮเดรต จากข้าว หรือไขมันจากสัตว์ หรือไขมันจากน้ำมันพืชร่วมด้วยก็ได้ค่ะ

 

2.ฟอสฟอรัส :

โดยปกติไตมีหน้าที่ขับฟอสฟอรัสทิ้ง แต่ถ้าไตพังก็จะทำให้ขับฟอสฟอรัสออกได้น้อยลง ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่ฟอสฟอรัสในเลือดจะเพิ่มขึ้น ฟอสฟอรัสที่เพิ่มขึ้นนี้จะรบกวนสมดุลของแคลเซียมในร่างกาย อีกทั้งระดับของฟอสฟอรัสที่เพิ่มขึ้นในกระแสเลือด ยังทำให้โรคไตดำเนินไปข้างหน้าเร็วขึ้นด้วย เราอาจจะสงสัยว่าฟอสฟอรัสนั้นมาจากแหล่งไหน ฟอสฟอรัสเป็นส่วนประกอบสำคัญของโปรตีน ดังนั้นการจำกัดโปรตีนจึงมีส่วนช่วยในการลดระดับฟอสฟอรัสในเลือดได้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อโรคไตดำเนินไปจนถึงระดับสูงๆ แล้ว ไตจะขับฟอสฟอรัสได้น้อย ส่งผลให้เกิดภาวะฟอสฟอรัสในเลือดสูง แม้ว่าจะมีการคุมระดับฟอสฟอรัสในอาหารแล้วก็ตาม เมื่อถึงระยะนั้น สัตวแพทย์จะให้ยาดักจับฟอสฟอรัสในอาหารมากินเพิ่ม ซึ่งจะช่วยลดระดับของฟอสฟอรัสได้ระดับหนึ่งค่ะ

 

3.โซเดียม หรือเกลือ :

ผู้อ่านหลายท่านอาจจะมีความกังวลมากว่าการบริโภคโซเดียมในระดับสูงจะทำให้สัตว์ไตวายได้ ซึ่งต้องบอกว่า สุนัขหรือแมวมีความไวต่อโซเดียมน้อยกว่าในคนมาก แต่การจำกัดปริมาณโซเดียมมีความสำคัญในการจัดการภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งมักจะเป็นสิ่งที่มาควบคู่กับโรคไตมากกว่า หลายครั้งที่ได้ยินเจ้าของบ่นว่าอาหารเม็ดยี่ห้อต่างๆ เค็ม โดยที่อาจจะยังไม่ได้ชิม แค่ได้กลิ่นเฉยๆ ต้องขอเรียนแจ้งไว้ตรงนี้ว่า บางครั้งเป็นแค่การใส่กลิ่นให้คาว เพื่อเพิ่มความน่ากินของอาหาร แต่ไม่ได้มีการเติมเกลือเข้าไปจริงๆ โดยเฉพาะถ้าสัตว์กินอาหารสำหรับโรคไตอยู่แล้ว จะมีการตรวจสอบระดับของโซเดียมในอาหารอย่างเข้มงวดก่อนจะจำหน่ายอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะมีปัญหาตรงนี้ค่ะ

 

4.กรดไขมันโอเมก้า 3 :

กรดไขมันโอเมก้า 3 เชื่อว่ามีความสามารถในการช่วยลดการอักเสบและช่วยชะลอการดำเนินไปของโรคไตได้ โดยกรมไขมันโอเมก้า 3 นี้ มีมากในน้ำมันปลา ซึ่งจะต้องเป็นน้ำปลาแบบที่ประกอบด้วยโอเมก้า 3 เยอะด้วย ในการไปซื้อเองนั้นต้องดูให้ดี เพราะบางทีเราจะได้น้ำมันปลาที่มีโอเมก้า 6 สูงมาแทนค่ะ และสุดท้ายคือ น้ำมันปลา ไม่ใช่น้ำมันตับปลานะคะ คุณสมบัติ และการใช้งานแตกต่างกันค่ะ

 

5.น้ำ :

น้ำเป็นสารอาหารที่สำคัญมาก ๆ อีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากเป็นส่วนประกอบหลักของเลือด และเนื้อเยื่อในร่างกาย ในสัตว์ปกติ ไตจะทำหน้าที่ในการดูดน้ำกลับเมื่อร่างกายมีภาวะขาดน้ำ แต่ในสัตว์ป่วยโรคไตจะทำให้ความสามารถในส่วนนี้หายไป ส่งผลให้สัตว์เสียน้ำไปกับปัสสาวะมากขึ้น ทำให้สัตว์เลี้ยงของเรามีอาการกินน้ำเยอะ และปัสสาวะเยอะกว่าปกติ และทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้ง่ายกว่าสัตว์ทั่วไป ดังนั้นการให้น้ำแก่สัตว์เลี้ยงของเราในปริมาณที่เพียงพอ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะถ้าสัตว์มีภาวะขาดน้ำเกิดขึ้น จะส่งผลให้เลือดที่ไปเลี้ยงไตไม่พอได้ และทำให้โรคไตดำเนินไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ดังนั้นมีหลากหลายวิธีในการเพิ่มปริมาณน้ำที่สัตว์กินได้ต่อวัน หรือในบางครั้ง สัตว์อาจมีความจำเป็นต้องได้รับน้ำจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากการกิน เช่นการให้สารน้ำเข้าทางใต้ผิวหนัง เป็นต้น

 

ไปดูวิธีการจัดการอาหารสำหรับสัตว์ป่วยโรคไตกันต่อเลยค่ะ