แบบห้องนอนสีขาว

เลือกผ้าปูที่นอนอย่างไรไม่ให้พลาด!

แบบห้องนอนสีขาว
แบบห้องนอนสีขาว

“ผ้าปูที่นอน” หนึ่งในชุดเครื่องนอนที่ขาดไม่ได้ และยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรานอนหลับสบายมากขึ้น หลายคนอาจจะเลือกผ้าปูที่นอนจากลวดลาย ความสวยงาม หรือความนุ่ม แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยสำหรับการเลือกผ้าปูที่นอน

วันนี้ my home จึงได้รวบรวมปัจจัยที่ช่วยให้คุณเลือก ผ้าปูที่นอน ได้สบายกายสบายใจ แถมยังมีวิธีทำความสะอาดผ้าปูที่นอนแต่ละชนิดให้หอมสดชื่น ทำให้นอนหลับฝันดีมาฝากกันค่ะ

 

ขนาด

ผ้าปูที่นอน
Credit : https://www.sleepadvisor.org/mattress-size-chart/

สิ่งสำคัญแรกที่ไม่ควรมองข้ามคือ “ขนาด” เราควรสำรวจขนาดของฟูกและเตียงก่อนที่เราจะซื้อผ้าปูที่นอน เพื่อให้ได้ ผ้าปูที่นอน ที่มีขนาดพอดี ปูออกมาแล้วเรียบเนียนสวยงามน่านอนค่ะ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วขนาดของเตียงมีค่อนข้างหลากหลาย แต่ที่นิยมใช้กันเป็นส่วนมาก คือ

  • Single fitted sheet : ผ้าปูที่ใช้ได้กับที่นอนขนาด 5 X 6.5 ฟุต (42X78 นิ้ว)
  • Queen fitted sheet : ผ้าปูที่ใช้ได้กับที่นอนขนาด 5 X 6.5 ฟุต (60X78 นิ้ว)
  • King fitted sheet : ผ้าปูที่ใช้ได้กับที่นอนขนาด 5 X 6.5 ฟุต (60X78 นิ้ว)

นอกจากนี้ ความสูงของฟูกก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน โดยความสูงมาตรฐานจะอยู่ที่ 8 – 10 นิ้ว ส่วนผ้าปูที่นอนจะมีความสูงประมาณ 12 นิ้ว
Tips หากฟูกมีขนาดหรือความสูงแบบพิเศษ ควรแจ้งข้อมูลกับผู้ผลิตให้ครบถ้วนก่อนการสั่งซื้อนะคะ

 

 

เนื้อผ้า

1. ผ้าฝ้าย

ผ้าปูที่นอน
Credit : https://www.theland.com.au/story/4798315

มาเริ่มกันที่เนื้อผ้าชนิดแรก ผ้าฝ้ายเป็นเนื้อผ้าที่ได้รับความนิยมสูงมาก เนื่องจากเส้นใยฝ้ายมีความเหนียวแน่น ถ่ายเทอากาศได้ดี และมีสัมผัสนุ่มนิ่มเหมือนปุยเมฆ ทำให้รู้สึกเย็นสบายขณะนอนหลับ ซึ่งผ้าฝ้ายที่เชื่อว่ามีคุณภาพดีที่สุดคือ Egyptian cotton และ Pima cotton

  • การทำความสะอาด : นำผ้าปูที่นอนไปซักด้วยเครื่องซักผ้า จากนั้นนำไปตากแดดหรือใส่ในเครื่องอบผ้าที่อุณหภูมิต่ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อผ้าแข็งหรือหดตัว

Tip : อาจใส่น้ำยาปรับผ้านุ่ม เพื่อช่วยรักษาเนื้อผ้าให้นุ่มน่าสัมผัส และไม่แข็งกระด้าง

 

2. ผ้าฝ้ายผสมใยสังเคราะห์

ผ้าปูที่นอน
Credit : https://www.superiorthreads.com

ผ้าฝ้ายผสมใยสังเคราะห์เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับผ้าฝ้ายแท้โดยมีความนุ่มลื่น เหนียวแน่น ยับยาก แต่มีข้อเสียคือเนื้อผ้ามีความละเอียดน้อยกว่า ทำให้มีการระบายอากาศไม่ดีเท่าผ้าฝ้ายแท้และราคาถูกกว่า จึงเหมาะสำหรับคนที่ชอบเปลี่ยนผ้าปูที่นอนเป็นประจำ หรืออยากมีลายใหม่ๆ อยู่เสมอค่ะ

  • การทำความสะอาด : ผ้าฝ้ายผสมใยสังเคราะห์เป็นผ้าที่ทำความสะอาดง่าย สามารถซักด้วยเครื่องซักผ้าและปั่นแห้งได้เลยค่ะ

 

3. ผ้าซาติน

ผ้าปูที่นอน
Credit : https://www.zsfabrics.com/store

ผ้าซาตินเป็นเนื้อผ้าที่มีส่วนผสมของเส้นใยโพลีเอสเตอร์ 100% ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องความนุ่มลื่น มีน้ำหนัก และผิวมัน เมื่อนำผ้าซาตินไปคลุมเตียงจะให้ความรู้สึกหรูหราและเย็นสบายผิว โดยเฉพาะยามค่ำคืนเมื่อแสงไฟตกกระทบกับเนื้อผ้าจะเกิดความมันวาวที่สวยงามมาก โรแมนติกสุดๆ

  • การทำความสะอาด : การทำความสะอาดผ้าซาตินต้องใช้ความละเอียดอ่อน เพื่อถนอมเนื้อผ้าให้ใช้ได้นานที่สุด จึงนิยมซักด้วยมือโดยใช้น้ำเย็นผสมผงซักฟอกสูตรอ่อนโยนต่อเนื้อผ้า จากนั้นจึงนำไปอบในอุณหภูมิต่ำหรือตากในที่ร่ม

 

4. ผ้าไหม

ผ้าปูที่นอน
Credit : https://jp.123rf.com/photo_21746736

ผ้าไหมเป็นมรดกทางภูมิปัญญาไทยที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยเป็นการนำรังไหมมาคลี่ออก ทำให้เส้นใยมีความยาวเป็นพิเศษถึง 1,600 ฟุต แล้วนำไปถักทอกลายเป็นผืนผ้าที่มีความเงางาม นุ่มนวล ยืดหยุ่นสูง และถ่ายเทอากาศได้สะดวก จึงนิยมนำมาใช้ทำเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย รวมถึงผ้าปูที่นอน ที่ทำให้รู้สึกสบายเวลานอนหลับ อีกทั้งยังมีการออกแบบที่หรูหราและมีรสนิยมที่โดดเด่น แต่ข้อเสียคือไม่ทนทานเท่าผ้าชนิดอื่น และมีราคาสูงมาก จึงนิยมมอบเป็นของขวัญในโอกาสพิเศษอย่าง ขึ้นบ้านใหม่ หรือให้คู่แต่งงานใหม่

  • การทำความสะอาด : นำผ้าไหมใส่ลงเครื่องซักผ้า แล้วกดเลือกโปรแกรมการซักแบบผ้าเนื้อบาง(Delicate wash) หลังจากซักเสร็จแล้ว ให้นำผ้าออกไปพาดไว้ที่ราวเพื่อตากแดดให้แห้ง แต่อย่าใช้ไม้หนีบเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ผ้าไหมเป็นรอยได้ค่ะ

 

5. ผ้าสักหลาด

ผ้าปูที่นอน
Credit : https://propercloth.com/reference/flannel-shirt-fabrics

ตอนนี้เราก็มาถึงเนื้อผ้าชนิดสุดท้ายกันแล้วนะคะ นั่นก็คือผ้าสักหลาด ซึ่งเป็นเนื้อผ้าที่มีส่วนผสมระหว่างผ้าฝ้าย 50% และเส้นใยโพลีเอสเตอร์ 50% ทำให้ผ้าปูที่นอนชนิดนี้มีความนุ่ม ทนทานมากกว่าผ้าซาติน และช่วยให้ความอบอุ่นได้ดีกว่าผ้าฝ้าย ส่วนใหญ่จึงนิยมใช้ในฤดูหนาวและใช้เป็นผ้าปูที่นอนสำหรับเด็กค่ะ

  • การทำความสะอาด : เริ่มจากนำผ้าปูที่นอนแช่ลงไปในน้ำร้อนจัดโดยไม่ต้องขยี้ พอแช่จนน้ำเริ่มอุ่นก็ให้นำผ้าขึ้นมาบิดหมาดๆ จากนั้นนำไปตากแดด และหมั่นสะบัดบ่อยๆ จนผ้าแห้ง เท่านี้ก็เสร็จแล้วค่ะ

 

ไปดูปัจจัยอื่นๆกันต่อเลยค่ะ