DANIEL LIBESKIND สถาปนิกผู้ใช้สถาปัตยกรรมส่งผ่านอารมณ์

daniel libeskind
daniel libeskind

ถ้าคุณคือนักเรียนสถาปัตยกรรม ไม่มีใครไม่รู้จัก Jewish Museum พิพิธภัณฑ์ที่ใช้งานสถาปัตยกรรมส่งต่อแรงกระแทกจากเนื้อความขมขื่นของชาวยิวสู่ความรู้สึกของผู้ชมงาน ผ่านบรรยากาศและโสตสัมผัสซึ่งแทบไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำบรรยายใดๆ แต่หากนี่คือครั้งแรกที่คุณเพิ่งเคยได้ยินชื่อพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เราขอพาคุณเดินทางไปทำความรู้จักสถานที่นี้ให้ลึกซึ้ง ถึงความรู้สึกนึกคิด และที่มาที่ไปของ แดเนียล ลิเบสกินด์ (Daniel Libeskind) ผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมแห่งอารมณ์แห่งนี้

Jewish Museum
Jewish Museum อาคารที่ระลึกถึงความทุกข์ทรมานของชาวยิวในเบอร์ลินช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ภาพจาก archdaily)
การใช้พื้นที่สร้างประสบการณ์ซึ่งทำให้เกิดอารมณ์ร่วมระหว่างผู้เป็นเนื้อความหลักของพิพิธภัณฑ์และผู้เข้าชมงาน (ภาพจาก archdaily)

แดเนียล ลิเบสกินด์ เกิดที่ประเทศโปแลนด์ในปีค.ศ.1946 เพียงปีเดียวหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด โดยมีพ่อแม่เป็นชาวยิวที่ลี้ภัยไปยังโปแลนด์ ตัวเขามีความสามารถด้านดนตรีมาตั้งแต่ยังเด็ก จนมีโอกาสได้ไปเล่นแอคคอร์เดียนแบบสด ๆ ในรายการโทรทัศน์ตั้งแต่อายุเพียง 9 ขวบ กระทั่งได้เข้าศึกษาต่อด้านดนตรีอย่างจริงจังที่ ŁódźConservatory ประเทศโปแลนด์ แต่แทนที่จะได้โลดแล่นในเส้นทางสายดนตรี กลับได้เกิดจุดเปลี่ยนขึ้นกับเขาในช่วงที่เป็นวัยรุ่น

เมื่อลิเบสกินด์ได้รับทุนการศึกษาจาก America-Israel Cultural Foundation ทำให้ต้องย้ายถิ่นฐานในฐานะผู้อพยพไปอยู่ที่กรุงนิวยอร์ก พร้อมกับเบนเข็มชีวิตตัวเองไปสู่การเรียนด้านสถาปัตยกรรม ซึ่งความสนใจของเขาในทางสถาปัตยกรรมนั้นจะอยู่ในแง่ทฤษฎีเสียมากกว่าการออกแบบอาคาร โดยหลังจากที่เรียนจบเขาได้เข้าทำงานในออฟฟิศสถาปนิกแห่งหนึ่ง แต่สถานการณ์ระหว่างการทำงานกลับทำให้เขารู้สึกเฟลกับการที่จะต้องหาแรงบันดาลใจจากงานของคนอื่น ๆ จนเป็นที่มาให้ตัดสินใจไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านประวัติศาสตร์และทฤษฎีสถาปัตยกรรมเพิ่มเติม ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นอาจารย์สอนประจำอยู่ที่ Cranbrook Academy of Art เพราะอยากสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้คิดและมองหาสิ่งใหม่ๆ จากความคิดของตัวเอง 

“ผมไปถึงนิวยอร์กโดยทางเรือสมัยวัยรุ่นในฐานะผู้อพยพ ก็เหมือนกับหลายล้านคนที่ไปถึงก่อนผม ภาพแรกที่เห็นคือเทพีเสรีภาพ และอาคารสูงระฟ้าทั้งหลายในแมนฮัตตัน ผมไม่เคยลืมภาพเหล่านั้นได้เลย”

ภาพโชว์แอคคอร์เดียนของ Libeskind ผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์ในวัยเพียง 9  ขวบ (ภาพจาก wsimag.com)
ชายผมสั้นกับแว่นเหลี่ยม ลุคที่เราคุ้นเคยของ Libeskind (ภาพจาก Lufthansa magazin)

จุดหักเหในชีวิตของลิเบสกินด์อยู่ที่การชนะงานประกวดแบบการต่อเติม Berlin Museum เมื่อปีค.ศ.1989 ซึ่งนั่นเกิดขึ้นหลังจากการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยถึง 20 ปี แต่ก็ยังเหมือนมีแรงขับในใจลึกๆ บวกกับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีเจตนารมณ์ในการบอกเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดของชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกับความเจ็บปวดของครอบครัวของเขาด้วย โดยตัวอาคารสร้างเสร็จในปีค.ศ.1999 และเปิดให้เข้าชมในปีค.ศ.2001

ความพิเศษของอาคารแห่งนี้ อย่างแรกคือความต้องการเชื่อมต่อสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมของ Berlin Museum เข้ากับผลงานที่จะต้องสร้างใหม่ เขาเลือกที่จะใช้สีสันและวัสดุที่ต่างออกจากอาคารส่วนแรกโดยสิ้นเชิง เพื่อสร้างพื้นที่ภายในที่บรรจุบรรยากาศและความรู้สึกที่ขมขื่นของชาวยิว ให้ผู้เยี่ยมชมซึบซัมเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านั้นได้อย่างสมบูรณ์ โดยเลือกสร้างสเปซที่มีทั้งการขาดออกจากกัน แพตเทิร์นแบบซิกแซก หรือผังชั้นล่างที่เป็นรูปดาวหกแฉกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาวยิว ช่องเปิดทางยาวที่ว่างเปล่าเปรียบเสมือนความรู้สึกที่เวิ้งว้าง หน้าต่างรูปสี่เหลี่ยมปาดมุมแหลมที่สร้างความรู้สึกอึดอัดในบางขณะ รวมทั้งประติมากรรมที่สร้างจิตใจที่สงบเยือกเย็น

มุมปะทะระหว่างสองฝั่งเป็นตัวอย่างการสร้างสเปซที่จำลองอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาไว้ในพื้นที่ (ภาพจาก archdaily)
ฟอร์มของช่องว่าง รูปทรงอาคารแบบซิกแซ็ก และช่องเปิดมุมแหลมที่เบียดคั้นและอึดอัดตั้งแต่แรกเห็น (ภาพจาก archdaily)

หลังจากนั้นเป็นต้นมาลิเบสกินด์ก็ได้รับหน้าที่สร้างสรรค์พิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์อีกหลายแห่งทั่วโลก เช่น Danish Jewish Museum ในกรุงโคเปนเฮเก้น ประเทศเดนมาร์ก, Imperial War Museum North ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ และผลงานอีกชิ้นสำคัญ คือ Ground Zero Master Plan ผังพื้นที่อนุสรณ์เหตุการณ์ 9/11 ที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

แดเนียล ลิเบสกินด์ ให้นิยามกับโปรเจ็กต์นี้ว่า “เป็นที่เยียวยาจิตใจของนิวยอร์ก ที่ตั้งแห่งความทรงจำ และพื้นที่ซึ่งเป็นประจักษ์พยานการฟื้นคืนของอเมริกา” โดยแนวคิดของเขาเกิดจากการเชื่อมโยงแลนด์มาร์กทั้งหลายของนิวยอร์กเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นแสงสว่างเรืองรองจากเทพีเสรีภาพ สู่ปลายยอดแหลมของอาคาร แปลออกมาเป็นสโคปของงานที่จำเป็นต้องควบคุมภายในพื้นที่ทั้งในเรื่องการจัดวางแปลน ระดับความสูง และขนาดของอาคารให้สัมพันธ์กันทั้งหมด จนเกิดเป็นอาคาร 4 หลัง ที่ประกอบด้วยศูนย์กลางการเดินทาง อาคารนักท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์ และพื้นที่อนุสรณ์รำลึกเหตุการณ์

สเก็ตช์มือของ Ground Zero Master Plan  (ภาพจาก archdaily)
จากงานสเก็ตช์ไอเดียแปลความสู่ผังบริเวณ Ground Zero Master Plan (ภาพจาก archdaily)

ปัจจุบันลิเบสกินด์ในวัย 72 ปี ยังคงคงควบทั้งงานสอนหนังสือ แต่เน้นไปทางการเป็นวิทยากรเสียส่วนใหญ่ ควบคู่ไปกับการเปิด Studio Libeskind ที่นิวยอร์กร่วมกับภรรยาและหุ้นส่วน Nina Libeskind ซึ่งในปีค.ศ.2012 ทั้งคู่ได้ขยายสาขาไปเปิดสตูดิโอที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี โดยไม่ได้จำกัดการทำงานออกแบบแค่กับพิพิธภัณฑ์หรือพื้นที่ทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังผนวกรวมทฤษฎี และแนวคิดแบบนามธรรม เพื่อสร้างสรรค์ผลงานสถาปัตยกรรมที่เป็นรูปธรรม มีฟังก์ชันทุกรูปแบบตั้งแต่ศูนย์การค้า งานด้านพาณิชย์ ไปจนถึงงานออกแบบอุตสาหกรรม งานออกแบบผลิตภัณฑ์ และงานอินทีเรียดีไซน์

“อาจจะฟังดูแปลก แต่จริง ๆ แล้วงานสถาปัตยกรรมคือสิ่งของที่ยังสร้างไม่เสร็จ เพราะถึงแม้ว่าตัวอาคารจะสร้างเสร็จแล้ว ซึ่งเปรียบเหมือนการเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่มันก็ยังคงต้องการแรงขับเคลื่อนแบบใหม่ๆ นั่นคือผู้คนจะอยู่อย่างไร ใช้อย่างไร และคิดกันมันอย่างไร”

เพียงประโยคนี้ก็น่าจะแทนความคิดเรื่องการใช้อารมณ์เพื่อสร้างพื้นที่ และพื้นที่มีส่วนช่วยสร้างอารมณ์ให้แก่ผู้ใช้งานภายในอาคาร เพื่อให้งานออกแบบสถาปัตยกรรมของเขามีความสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง

อาคาร Crystals at Citycenter ลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา (ภาพจาก libeskind.com)
อาคาร The Wohl Centre ประเทศอิสราเอล (ภาพจาก libeskind.com)
Swarovski Star and Kiosk ที่นิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา (ภาพจาก libeskind.com)
Daniel Libeskind
Daniel Libeskind ภาพจาก designatlast.it

เรื่อง : Skiixy

อ่านต่อ

BIG

BJARKE INGELS พ่อมดสถาปนิกผู้คิดต่างและสรรสร้างให้เป็นจริง