บ้านและสวน แมกกาซีน
ไขปัญหาบ้านมือสอง
โปรแกรมคำนวณค่าไฟฟ้า

ไขข้อข้องใจ...เรื่องในสวน

28 ก.พ. 2554 | 37893 views

สำหรับคนรักการจัดสวน หากได้ลงมือทำสวนด้วยตัวเอง เชื่อว่าต้องประสบปัญหาหรือมีข้อสงสัยกันอย่างแน่นอน คอลัมน์ “เรื่องพิเศษ” จึงเชิญ “มืออาชีพ” ซึ่งคลุกคลีกับการจัดสวน เรียกว่าอาบน้ำร้อนมาก่อน จะมาช่วยไขข้อข้องใจยอดฮิตต่างๆนานาเกี่ยวกับสวนและต้นไม้ ส่วนจะมีคำถามอะไรและมีใครมาตอบบ้างนั้น ขอเชิญพลิกอ่านหน้าต่อได้เลย...

คุณจักษ์ ลัดพลี
สถาปนิกอิสระผู้รักต้นไม้และธรรมชาติ เริ่มต้นจากการจัดสวนรอบๆบ้านในสไตล์ของตัวเอง จนมีผลงานผ่านตาในนิตยสารหลายฉบับ ก่อนจะเริ่มหันมารับงานจัดสวนบ้าง ด้วยไอเดียแปลกใหม่ที่ชอบนำของใกล้ตัวมาประยุกต์เข้ากับการตกแต่งที่เขาเรียกว่า “Chiconomy” หรือที่บางคนก็เรียกด้วยความชื่นชอบว่า “Junk Garden” นั่นเอง

Q : อยากออกจากบ้านมานั่งเล่นในสวน แต่รู้สึกว่าไม่มีความเป็นส่วนตัว ควรแก้ปัญหาอย่างไร
A : วิธีง่ายๆที่ผมอยากแนะนำก็คือ ปลูกต้นไม้ช่วยพรางตา นอกจากได้ความเป็นส่วนตัวแล้ว ยังให้ความรู้สึกสบายตา สบายใจ เลือกปลูกได้ทั้งแบบแน่นๆและแบบไม่ทึบเกินไปนัก ต้นไม้ที่เหมาะจะปลูกเป็นกำแพงต้นไม้ทึบๆหน่อยก็พวกโมกซ้อน โมกพวง ไทรเกาหลี ไทรอินโด คริสตินา ซึ่งก็เป็นไม้ยอดฮิตทั้งนั้น หาซื้อง่าย หรือหากชอบแบบโปร่งๆ อาจเลือกใช้ไม้เมืองร้อนอย่างจั๋งจีน เฮลิโคเนีย หรือจะปลูกไม้เลื้อยพวกสายน้ำผึ้ง ศรีมาลา ให้เลื้อยบังสายตาก็ได้ครับ บางพันธุ์ยังออกดอกสวยๆให้เชยชมและให้กลิ่นหอมด้วย
สถานที่ : โครงการ blocs 77 สุขุมวิท 77


Q: เมื่อต้องแบ่งพื้นที่ของสวนด้วยกำแพงหรือผนังควรเลือกแบบไหนดี
A : หน้าที่ของกำแพงหรือผนังคือแบ่งพื้นที่ แต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้นเราต้องพิจารณารูปแบบของสวนเสียก่อนว่า สวนของเราเป็นสวนแนวไหน สวนยุโรป สวนฟอร์มัล สวนไทย หรือสวนบาหลี ต่อมาสิ่งที่ควรคำนึงถึงคือระดับความสูงของกำแพงหรือผนังที่ควรเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการและขนาดของพื้นที่ เพราะมีผลโดยตรงกับความรู้สึกของผู้ใช้งาน ขอยกตัวอย่างให้พอเข้าใจได้ง่ายๆ ดังนี้
“ป้านิ้งมีที่ว่างอยู่ 200 ตารางวา อยากจัดสวน แต่ยังลังเลระหว่างสวนสไตล์ยุโรปกับสวนบาหลี จึงไปปรึกษานักออกแบบสวน และได้รับคำแนะนำว่า ให้แบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน ส่วนที่เป็นสวนยุโรปให้ปลูกไทรอินโดเพื่อเป็นกำแพงสูงระดับเหนือสายตา ช่วยบังสายตาของคนภายนอก ส่วนผนังที่แบ่งพื้นที่ด้านในของสวนทั้งสองรูปแบบใช้การเรียงอิฐดินเผาแบบบาหลี สูง 1 เมตร (ลองดูภาพประกอบตามด้วยนะครับ) ทั้งนี้กำแพงหรือผนังแบ่งพื้นที่อาจเลือกใช้ได้ทั้งงานโครงสร้างและต้นไม้ ขึ้นอยู่กับว่าสวนของคุณเป็นสไตล์ไหน ลองเลือกให้เหมาะสมกับสไตล์และรูปแบบการใช้งาน”


Q : สนามหญ้าที่บ้านโทรมมาก มีวัชพืชขึ้นเต็ม อยากปรับปรุงใหม่ ควรเตรียมพื้นที่หรือดินอย่างไร
A : การเตรียมพื้นที่และดินสำหรับปลูกหญ้าควรยึดหลักเดียวกับการปลูกต้นไม้โดยทั่วไป กล่าวคือต้องเตรียมดินให้โปร่ง มีการระบายน้ำดี อย่าให้มีแอ่งน้ำ อากาศถ่ายเทได้สะดวก ขุดเก็บต้น หัว เหง้า และรากของวัชพืชออกให้หมด (โดยเฉพาะหญ้าแห้วหมูซึ่งกำจัดยากมาก) เติมปุ๋ยอินทรีย์ในปริมาณที่เพียงพอ ผสมรวมไปกับดิน ปรับพื้น หรือเนินตามต้องการ แต่ต้องคำนึงถึงการระบายน้ำที่ผิวดินว่าควรไหลลงในตำแหน่งที่มีท่อระบายน้ำ เพื่อป้องกันการท่วมขังซึ่งจะเป็นสาเหตุทำให้สนามหญ้าตาย จากนั้นเททรายขี้เป็ดที่ผิวหน้าดิน วางหญ้าแผ่นเพื่อปลูกและบดอัดให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม ก็น่าจะได้สนามหญ้าใหม่ที่ดูเขียวสดแล้วครับ
สถานที่ : บ้านครอบครัวโอสถาพันธ์

Q : การเลือกซื้อหญ้าแผ่นมาปลูกมีข้อสังเกตอะไรบ้าง
A : แผ่นหญ้าที่สุขภาพดีต้องมีสีเขียวสด ไม่เหลือง แห้ง และไม่มีวัชพืชติดมาด้วย ให้สังเกตที่ใบว่าไม่มีแมลงมารบกวน ควรพลิกดูด้านล่างด้วยว่า ระบบรากเดินดี คือมีรากเดินแล้ว และดินที่ติดมากับแผ่นหญ้าไม่แห้งกรอบ

Q: ต้องตัดหญ้าบ่อยแค่ไหน
A : หลายคนอาจเคยประสบปัญหาเมื่อตัดหญ้าเสร็จใหม่ ๆ สนามหญ้ากลายเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล ไม่เขียวเหมือนก่อนตัด นั่นอาจเป็นเพราะว่าคุณทิ้งช่วงการตัดหญ้านานเกินไป อย่างเช่นเดือนละครั้ง เมื่อตัดแล้วสนามหญ้าจะดูกระดำกระด่าง มองแล้วไม่เจริญหูเจริญตา เพราะหญ้าที่ยาวเกินไปเมื่อถูกตัดส่วนที่เป็นใบอ่อนสีเขียวๆไปแล้ว จะเหลือแต่กิ่งก้านสีน้ำตาล เมื่อมองโดยรวมจึงเห็นสนามเป็นสีเหลืองหรือสีน้ำตาลเป็นหย่อมๆ ผมขอบอกเลยว่าหญ้ายิ่งตัดบ่อยยิ่งดีครับ อย่างน้อยไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เกิน 2 สัปดาห์ สนามหญ้าที่ตัดบ่อยจะมีสีเขียวสด เพราะหญ้าแตกใบอ่อนอยู่เรื่อยๆ กล่าวคือหญ้าจะเจริญเติบโตออกด้านข้างแทนด้านสูง หญ้าจึงแน่นแต่ไม่ยาว

ชนิดของหญ้าที่ต่างกัน ความสูงและระยะเวลาในการตัดก็จะแตกต่างกันด้วย เช่น
- หญ้าญี่ปุ่นและหญ้าเบอร์มิวดาทิฟกรีน จะตัดสูงประมาณ 0.2 - 0.5 นิ้ว และตัดทุก 7-10 วัน
- หญ้านวลน้อย จะตัดสูงประมาณ 0.5 -1 นิ้ว และตัดทุก 7-14 วัน
- หญ้ามาเลเซีย จะตัดสูงประมาณ 1 - 2 นิ้ว และตัดทุก 7-14 วัน


คุณวรวิทย์ อังสุหัตถ์
สถาปนิกและอดีตที่ปรึกษาแผนกไม้ประดับและการจัดสวนของนิตยสารบ้านและสวน ผู้ผันตัวเองมาเป็นนักออกแบบจัดสวน ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทกรีนสเกล จำกัด ด้วยความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการค้นคว้าเพื่อหาทางแก้ปัญหาให้ผู้อ่าน “บ้านและสวน” จึงเกิดเป็นความชำนาญและรู้ซึ้งถึงความต้องการของเจ้าของบ้าน โดยมีแนวคิดสำคัญว่า “นอกเหนือจากความสวยงามแล้ว การออกแบบที่ดีต้องช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากสภาพพื้นที่ด้วย”

Q : การเตรียมพื้นแข็งสำหรับทำกิจกรรมต้องเตรียมการอย่างไรบ้าง
A : พื้นแข็งสำหรับทำกิจกรรมในสวนควรมีขนาดตั้งแต่ 9 ตารางเมตร (ขนาด 3x3 เมตร) เพื่อใช้ตั้งโต๊ะสนาม ม้านั่ง หรือทำเป็นลานเอนกประสงค์ ซึ่งการเตรียมพื้นที่ก็มีดังนี้

- ลานขนาดเล็ก หมายถึง พื้นที่โล่งที่มีขนาดตั้งแต่ 9 - 36 ตารางเมตรขึ้นไป เพียงบดอัดดินบริเวณที่จะทำลานหรือใช้ทรายผสมดินและบดอัดให้แน่น เททับด้วยทรายถมบดอีกครั้งหรือใช้หินกรวด (หินก่อสร้างที่ใช้ผสมปูนแต่มีขนาดเล็ก) เททับแล้วบดอัดลงไป จากนั้นจึงทำพื้นผิวได้ 2 วิธี คือ

1.1 เทคอนกรีตหยามเสริมเหล็กหนา 10 เซนติเมตร แล้วขัดหยาบหรือขัดมัน หรือปูวัสดุปูพื้นบนผิวหน้า
1.2 วางวัสดุปูพื้นลงไปเลย เช่น แผ่นหินธรรมชาติกะเทาะหรือตัดขอบเป็นรูปเหลี่ยมหรือรูปกลม วัสดุปูพื้นที่ผลิตจากคอนกรีตในรูปแบบต่างๆ หรือไม้หมอนรถไฟก็สามารถนำมาวางฝังดินเรียงเป็นพื้นไม้ต่อเนื่องกันเป็นลาน ปัจจุบันมีการทำไม้หมอนรถไฟเทียมซึ่งทำจากซีเมนต์ ใช้ทดแทนของจริงทำจากไม้ซึ่งหายาก

- ลานขนาดใหญ่ กรณีที่เราจะต้องทำโครงสร้างรับพื้นเพื่อป้องกันการแตกร้าว ก็ควรตอกเสาเข็มไม้หรือเสาเข็มคอนกรีตแบบกลวงหน้าตัดหกเหลี่ยม ยาว 2-3 เมตร กระจายเต็มพื้นที่ทำลาน ซึ่งคนสามารตอกได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องตอก ให้ตอกเสาเข็มกระจายห่างกัน 50 เซนติเมตรต่อต้น เพื่อให้เสาเข็มทำหน้าที่รับน้ำหนักเฉลี่ยของพื้นได้อย่างทั่วถึง หากไม่ทำเช่นนี้ดินที่เราบดอัดไว้เป็นบริเวณกว้าง บางแห่งอาจมีการทรุดตัวตามธรรมชาติได้แตกต่างกัน ทำให้พื้นผิวลานทรุดตัวตามและเกิดแตกร้าวได้ขนาดตามความยาวเข็มที่ว่ามานี้ ซึ่งในเชิงปฏิบัติหากมีการคำนวณ โดยวิศวกร มักระบุให้ใช้เสาเข็มยาว 4-6 เมตร ซึ่งจะต้องใช้เครื่องตอก ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุ
ภาพที่ 5 สถานที่ : บ้านคุณอัญชัน ตันฑ์อำไพ และคุณชาลี แซนด์

Q : ลักษณะของทางเดินในสวนที่นิยมทำกันมีอะไรบ้าง
A : เราแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
1. ทางเดินถาวรที่ก่อสร้างหรือจัดทำขึ้น ส่วนใหญ่มักเป็นพื้นคอนกรีตกรุวัสดุปูพื้นชนิดต่างๆ คล้ายกับลานกิจกรรมตามที่กล่าวมาแล้ว
2. ทางเดินปูแผ่นสำเร็จรูป ซึ่งนิยมใช้กันมาก เพราะหาซื้อและติดตั้งง่าย ควบคุมและกำหนดงบประมาณได้ ส่วนใหญ่จะเป็นแผ่นนำมาปูเรียงกันไปตามทิศทางที่ต้องการ มีทั้งวัสดุที่ผลิตขึ้น เช่น ซีเมนต์แผ่น และวัสดุธรรมชาติ เช่น หินทรายธรรมชาติ หินแกรนิต หินอ่อน และอิฐดินเผา

การเลือกซื้อแผ่นทางเดินสำเร็จรูป
ดูความแข็งแรง โดยเฉพาะงานหล่อซีเมนต์ หากผู้ผลิตไม่ใส่เหล็กตะแกรงเสริมความแข็งแรง แผ่นทางเดินมักจะเปราะและแตกหักง่าย ถ้าเป็นหินธรรมชาติให้ดูที่ความหนา หากหนาน้อยกว่า 1 นิ้ว ก็ไม่ควรเลือกใช้ สำหรับความหนาที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 1.5 นิ้ว – 2.5 นิ้ว ขึ้นอยู่กับความกว้างและความยาวของแผ่นหินนั้นๆ ซึ่งมีตั้งแต่ขนาด 20x40 เซนติเมตร 30x30 เซนติเมตร 40x40 เซนติเมตร 30x60 เซนติเมตร และ 40x80 เซนติเมตร
สถานที่ : บ้านคุณศิริรัตน์ ทองมีศรี


Q : หลักการเลือกใช้ไฟในสวนมีอะไรบ้าง
A : ควรเลือกใช้ไฟในสวนให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ ซึ่งมีอยู่แค่ 2 กรณีเท่านั้น คือ

1. ไฟส่องสว่างในเวลากลางคืน แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
- ไฟติดผนังอาคารภายนอก มีสองแบบ คือ ไฟที่มีดวงโคมติดกับผนัง และไฟที่มีดวงโคมยื่นจากผนัง
- ไฟติดตั้งบนพื้นดิน (สนามและทางเดินต่างๆ) มีสามประเภท คือ ไฟส่องสว่างให้พื้นที่ พวกไฟเสาสูงหรือเตี้ย เพื่อส่องพื้น ในระยะต่างๆ ไฟส่องต้นไม้เพื่อให้สวนมีมิติในเวลากลางคืน และไฟฝังพื้น เพื่อสร้างความปลอดภัยในสวนในระดับที่แตกต่างกัน หรือไฟที่ฝังส่องขึ้นบนหรือส่องเพดาน ส่องไม้พุ่มไม้ยืนต้นโดยเฉพาะ
- ไฟติดตั้งในน้ำ จุดประสงค์ก็เพื่อให้เห็นน้ำและสิ่งที่อยู่ในน้ำในเวลากลางคืน ไม่ว่าเป็นสระว่ายน้ำ บ่อปลา บ่อน้ำ หรือน้ำตก ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างบรรยากาศและความสวยงามเป็นหลัก มี 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ ตัวไฟฝังอยู่ในโครงสร้างพื้นและผนังบ่อและตัวไฟติดตั้ง หรือวางที่ผนังหรือก้นบ่อโดยมีก้านสำหรับยึดติดและปรับมุมแสงได้

2. ไฟส่องตกแต่งต้นไม้เพื่อสร้างมิติและบรรยากาศของสวน เช่น ไฟที่ส่องให้เห็นรูปทรงของวัตถุ (Silhouette Lighting) ควรติดตั้งไว้ด้านหลังของวัตถุ หรือไฟที่ทำให้เกิดแสงเงา (Shadow Lighting) ควรติดตั้งไว้ด้านหน้าของวัตถุ หรือไฟที่ทำให้เกิดแสงเงาของกิ่ง ก้าน ใบต้นไม้บนพื้น จะติดตั้งบนต้นไม้เพื่อส่องลงด้านล่าง (Down Lighting) ส่วนไฟที่ทำให้เกิดแสงสว่างตามจุดที่ต้องการบนต้นไม้ จะติดตั้งไว้บริเวณด้านล่างโดยส่องขึ้นด้านบน (Up Lighting)
สถานที่ : Bensley Design Studios

Q : จะโรยกรวดในสวน หรือจะจัดสวนกรวด ควรเริ่มต้นจากอะไร
A : การจัดสวนกรวดอาจทำได้สองวิธี คือ โรยเพื่อแก้ปัญหาการปลูกหญ้าไม่ขึ้น หรือไม่ต้องการหญ้าในสวน เพื่อให้ดูแลรักษาง่าย และการตั้งใจจัดสวนกรวดโดยเฉพาะประเภทสวนเซ็นสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสวนที่กรวดและต้นไม้อยู่ด้วยกัน การเตรียมพื้นที่สำหรับจัดสวนรูปแบบนี้ ควรต้องเตรียมการเพื่อแก้ปัญหาอยู่ 2 ข้อ คือ กรวดจมและหญ้าขึ้นแทรกในพื้นกรวด

ดังนั้นก่อนจะโรยกรวดควรต้องวางตะแกรงพีวีซีตาถี่ขนาดต่อช่องมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ½ เซนติเมตร มาปูทับเพื่อกันหญ้าโผล่แทรกกรวดขึ้นมาและป้องกันปัญหากรวดจมลงในดินด้วย จากนั้นจึงโรยกรวดลงไป และมีอีกหนึ่งวิธีแต่ต้องลงทุนมากกว่า คือ ถากดินออกตามพื้นที่ที่ต้องการ แล้วเทคอนกรีตหยาบลงไปเป็นพื้นรองรับกรวด จะทำให้กรวดไม่จมหายและไม่มีหญ้าแทรกขึ้นมาแน่นอน

กรวดที่ใช้โดยทั่วไปจะเเยกเป็นเบอร์ ตั้งเเต่เบอร์ 0-5 เบอร์ 0 จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-1.2 เซนติเมตร ถ้าเล็กกว่านั้นจะเรียกว่า “กรวดฝอย” และหากได้จากชายฝั่งเเม่น้ำโขง จะเรียกว่า “กรวดโขงฝอย” เบอร์ 1-5 ก็จะใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ เบอร์ละ 1 เซนติเมตร ดังนั้นกรวดเบอร์ 5 ก็มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 เซนติเมตร ขนาดที่ใหญ่กว่านั้น มักจะเป็นกรวดเเบน ว่ากันมาจากเเม่น้ำโขงเช่นกัน เเละถ้าเป็นก้อนกลมรีจะเรียกเป็นหินก้อน ใช้ตกเเต่งสวนได้ดี ขนาดที่ใช้กันอยู่มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งเเต่ 7- 20 เซนติเมตร มักใช้เป็นองค์ประกอบกับหินก้อนใหญ่หรือกับหินกรวดที่เราโรยตกเเต่งพื้นที่ไปแล้ว เพื่อให้ได้จุดเด่นเเละเน้นให้ดูเป็นธรรมชาติสวยงามขึ้น
สถานที่ : บ้านคุณวิฑูรย์-สุกัญญา นิยมธรรมกิจ


คุณสุวรรณา อริยพัฒนกุล
ผู้บริหาร In & Out Landscape บริษัทรับจัดและออกแบบภูมิทัศน์ซึ่งมีประสบการณ์มานานกว่า 28 ปี สร้างชื่อจากผลงานระดับประเทศมากมาย อาทิ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงการประชุม APEC 2003 บ้านพิษณุโลก สถานพักผ่อนเพื่อสุขภาพ ชีวาศรม ฯลฯ

Q : อยากซื้อต้นไม้มาจัดสวนที่บ้าน จะมีวิธีเลือกอย่างไรบ้าง
A : ก่อนอื่นควรหาข้อมูลหรือปรึกษาผู้มีความรู้เรื่องต้นไม้ จากนั้นก็พิจารณาเรื่องสถานที่จัดสวน เช่น หากเป็นพื้นที่ที่ได้รับแสงไม่มากนัก ควรเลือกพันธุ์ไม้ทนร่ม หากเป็นพื้นที่กลางแจ้ง ได้รับแสงแดดตลอดวัน ก็สามารถปลูกไม้ดอกได้ดี เลือกต้นไม้ที่ทนแดด สำหรับการเลือกซื้อต้นไม้ โดยทั่วไปควรพิจารณาถึงความสมบูรณ์ของต้นไม้เป็นหลัก เลือกต้นที่ไม่มีร่องรอยของโรคแมลง ถ้ามีดอกให้เห็น จะทำให้แน่ใจได้ว่าเป็นชนิดที่ต้องการ เพราะบางต้นมีลักษณะของใบและลำต้นคล้ายกันมาก

อย่างไม้คลุมดิน โดยทั่วไปมักจะขายโดยบรรจุในถุงดำ ต้นไม้ชนิดนั้นๆจะต้องอยู่ในสภาพดี ไม่เหี่ยวแห้ง ลองดึงเบาๆแล้วลำต้นไม่หลุดจากถุง แสดงว่ามีรากเจริญเติบโตดี ควรเลือกต้นที่มีจำนวนกิ่งมาก ทรงพุ่มดูแน่น สวย มีใบแน่น หากมีดอก ให้เลือกถุงที่มีจำนวนดอกตูมมาก ไม้พุ่ม ต้องมีทรงพุ่มสวย แน่น สภาพสมบูรณ์ ไม่เหี่ยวแห้ง หากเป็นไม้พุ่มที่มีดอก ควรเลือกต้นที่มีดอกตูมเต็มต้น จะได้ชมดอกบานหลังจากที่ซื้อไปปลูกแล้ว ไม่มีรากโผล่จากก้นกระถางมากนัก เพราะแปลว่าต้นไม้ต้นนั้นมีขนาดโตเกินกระถาง ถึงเวลาที่ต้องย้ายกระถางแล้ว หากเป็นไม้หัวหรือมีลำต้นใต้ดิน ต้องเลือกที่กอใหญ่ มีจำนวนหัวมาก ลำต้นใหญ่ สมบูรณ์ แทงช่อดอกให้เห็น ไม้ยืนต้น ต้องมีระบบรากดี เมื่อเปิดตุ้มดินต้องพบรากแขนงยาวตรง ไม่ขดงอ หากแกะดูแล้วไม่พบรากเลย แปลว่าต้นไม้นั้นยังไม่ได้อนุบาลรากเลย ก็เปรียบเหมือนคนที่ถูกผ่าตัดแล้วยังไม่ได้เย็บแผล โอกาสที่เลือดจะไหลไม่หยุดก็มีมาก นอกจากนี้ควรเป็นต้นที่ผ่านการพักฟื้นอย่างน้อยเป็นระยะเวลา 60-180 วัน มีใบแตกใหม่แล้วพอสมควร (ต้นไม้บางชนิดใช้ระยะเวลาพักพื้นเป็นปี) หากไม่แน่ใจ อาจขอให้ผู้ขายช่วยแกะวัสดุห่อตุ้มดิน เพื่อขอดูสภาพรากว่าสมบูรณ์ดีหรือไม่

-ไม้ยืนต้นควรมาจากการเพาะเมล็ด เพราะจะได้ระบบรากที่สมบูรณ์และแข็งแรง
-หลังจากขุดล้อมมาแล้ว จะนำต้นไม้มาพักในเรือนเพาะอีก 90 วันถึง 2 ปี แล้วจึงนำไปปลูกในพื้นที่ที่กำหนด
-ควรนำต้นไม้ที่จะใช้งานไปพักไว้บริเวณที่จะจัดสวนก่อน เพื่อให้ต้นไม้ได้ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่
-ลดการคายน้ำของต้นไม้ใหญ่โดยใช้เพียงซาแรนห่อทรงพุ่ม วิธีนี้จะสามารถรักษาคุณภาพของทรงพุ่มเอาไว้ได้
-บำรุงด้วยฮอร์โมนเร่งราก เพื่อช่วยให้ต้นไม้แตกรากได้ดียิ่งขึ้น


Q : อยู่หมู่บ้านจัดสรร ดินที่ถมก็คุณภาพไม่ดีเลย ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น จะทำอย่างไรดี
A : ดินเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินผสมที่อุดมด้วยธาตุอาหาร ประกอบด้วยหน้าดินและวัสดุปรุงดิน เช่น ขี้เถ้าแกลบ ขุยมะพร้าว ปุ๋ยอินทรีย์ ใบไม้แห้ง เพื่อทำให้ดินมีความร่วนซุย อย่าคิดไปเปลี่ยนดิน แต่ควรเลือกปลูกต้นไม้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นดิน ยกตัวอย่างเช่น
• ดินทราย หรือดินร่วนปนทราย ควรเลือกพรรณไม้ที่สามารถทนแล้งได้ดี ต้องการน้ำน้อย เช่น กระพี้จั่น แก้ว ชงโค จิกทะเล ชัยพฤกษ์ ไผ่ต่าง ๆ ปีบ พญาสัตบรรณ พะยอม มะขาม ลั่นทม ทองกวาว ทองหลางด่าง สารภี หูกระจง องุ่นทะเล เหลืองอินเดีย ขี้เหล็ก สนทะเล สนประดิพัทธ์ มะพร้าว และปาล์มชนิดต่าง ๆ
• ดินลูกรัง ควรเลือกพรรณไม้ที่ทนทาน เช่น กระถินณรงค์ ราชพฤกษ์ กาฬพฤกษ์ ชมพูพันธุ์ทิพย์ ประดู่ สะเดาบ้าน มะฮอกกานี และหางนกยูงฝรั่ง
• ดินเหนียว ดินเลน ควรเลือกพรรณไม้ที่ทนน้ำท่วมขังหรือชอบความชื้น เช่น กระทิง กุ่มน้ำ จิกน้ำ โสกน้ำ ตีนเป็ดฝรั่ง ขนุน สาเก หมากแดง และหลิว



Q : เพิ่งจัดสวนเสร็จ แต่ต้นไม้โทรมมาก บางต้นดูแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต เป็นเพราะอะไร
A : สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากระบบรากที่ไม่แข็งแรง โดยเฉพาะไม้ใหญ่ที่ขุดล้อมมานั้น ระบบรากจะถูกตัดรากแก้วและรากแขนงออก เหลือแต่รากฝอยเป็นส่วนใหญ่ หากมีการขนย้ายที่ไม่ดี จะทำให้รากได้รับความกระทบกระเทือน ส่งผลให้การเจริญเติบโตของต้นไม้ต้องชะงัก นอกจากนี้อาจเป็นกล้าไม้หรือไม้ที่ขุดล้อมมาแล้วรากแก้วเกิดการงอพับ ฉะนั้นควรจัดรากแก้วก่อนปลูก โดยการตัดรากที่ขดงออยู่ด้านล่างออกไป สำหรับข้อควรคำนึงถึงเบื้องต้นในการดูแลต้นไม้หลังจัดสวน ได้แก่

ไม่ควรปลูกต้นไม้ใหญ่ก่อนการปรับระดับดิน เพราะจะประสบปัญหาดินผสมยุบตัว ทำให้เกิดปัญหาน้ำขังรากเน่าตามมา ควรกดดินให้แน่นและปลูกให้สูงกว่าระดับดิน

ควรขุดหลุมปลูกต้นไม้ให้ใหญ่และกว้างกว่าตุ้มดินเดิม เพื่อใส่ดินผสมและปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไปในหลุม

ควรปลูกต้นไม้ให้ถูกที่ จัดต้นไม้ที่มีนิสัยเหมือนกันอยู่ด้วยกัน เช่น เดหลีและฟิโลเดนดรอน ชอบปริมาณแสงน้อยและความชื้นมากเหมือนกัน สามารถนำมาปลูกในบริเวณเดียวกันได้

ต้องใช้อุปกรณ์สำหรับค้ำยันหรือโยงยึด เช่น ท่อนไม้ยูคาลิปตัส ไม้สน เพื่อเสริมความแข็งแรงให้ไม้ต้นหรือไม้พุ่มขนาดใหญ่ หากเป็นไม้เลื้อย สิ่งสำคัญ คือ ซุ้ม รั้ว ผนัง หรือตาข่ายที่ต้องการใช้ยึดเกาะ ควรแข็งแรงพอกับการเจริญเติบโตของไม้นั้นๆ
• การรดน้ำต้นไม้ใหญ่ในระยะแรกควรรดอย่างสม่ำเสมอ ช่วงเช้าและเย็น เมื่อต้นไม้ตั้งตัวได้ แตกใบใหม่แล้ว จึงเปลี่ยนมารดนาน ๆ ครั้ง แต่ละครั้งต้องใช้เวลารดน้ำให้นาน เพื่อให้น้ำซึมผ่านลงไปถึงดินชั้นล่าง ๆ
• ควรรดน้ำตั้งแต่ยอดถึงโคน ต้นไม้จะได้รับความชุ่มชื้นอย่างทั่วถึง ให้เพียงพอกับความต้องการของต้นไม้แต่ละชนิด แต่ต้องไม่แฉะเกินไป

ให้ปุ๋ยโดยพิจารณาสภาพและลักษณะนิสัยดิน ถ้าดินขาดธาตุอาหาร แต่มีความโปร่ง ร่วนซุยดี ควรใช้ปุ๋ยเคมีเสริมเพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดินอย่างรวดเร็ว ถ้าดินขาดธาตุอาหาร แต่ดินแน่น ระบายน้ำไม่ดี ควรให้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างดินควบคู่กับการให้ปุ๋ยเคมีไปด้วย
• การให้ปุ๋ยเคมีควรให้ตรงกับความต้องการของต้นไม้ ในปริมาณที่เพียงพอ โดยโรยรอบ ๆ โคนต้นหรือแนวชายพุ่ม ให้ห่างจากโคนต้น 10-20 เซนติเมตร ซึ่งเป็นบริเวณที่ใกล้กลุ่มรากมากที่สุด

หมั่นดูแลเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืช

-การขุดล้อมต้นไม้ของ In & Out Landscape จะใช้เทคโนโลยีวัสดุล้อมตุ้มดินชนิดพิเศษที่เรียกว่า “spring ring” ผลิตจาก พอลิเอทิลีน ล้อมตุ้มดินอีกชั้น วัสดุนี้มีคุณสมบัติในการระบายอากาศ ทำให้เกิดรากตรงงอกใหม่ออกมามาก เมื่อนำไปปลูกจึงแตกแขนงออกมาได้มากขึ้น รากมีความแข็งแรง

Q : อยากให้แนะนำพรรณไม้น่าปลูกในบ้าน
A :
• พรรณไม้ที่เหมาะกับการปลูกไว้ใกล้กำแพงบ้าน ให้ทั้งความสวยงามและความปลอดภัย ได้แก่ เสลา ตะแบก แปรงล้างขวด หลิวทอง ปีบ คอร์เดีย รัตมา
• พรรณไม้ที่เหมาะกับการปลูกในมุมนั่งเล่นเพื่อชมสวนควรมีกลิ่นหอม ได้แก่ แก้ว ตันหยง บุนนาค บุหงาส่าหรี จำปี จำปา
• พรรณไม้ที่เหมาะกับปลูกในบ้านที่มีพื้นที่ไม่มากนัก ควรเลือกชนิดที่มีทรงพุ่มขนาดเล็ก ได้แก่ ลั่นทม คอร์เดีย แปรงล้างขวด ราชาวดี ยี่โถ วาสนา จันทน์ผา จันทน์หอม โกสน พุดซ้อน
• พรรณไม้ที่ให้ร่มเงาและบังแดดได้ ควรเป็นต้นไม้ที่มีใบแน่น ใบไม่ร่วงมาก มีทรงพุ่มกว้าง ลำต้นสูง
หากมีเนื้อที่มากหรืออยู่ในพื้นที่โล่ง ไม้ต้นที่เหมาะสม ได้แก่ ประดู่ นนทรี จามจุรี หูกวาง กัลปพฤกษ์ มะฮอกกานี
หากอยู่ในเขตบ้านพักอาศัยหรือมีเนื้อที่ไม่มาก ไม้ต้นที่เหมาะสม ได้แก่ เสี้ยว ชงโค โมกมัน จิกน้ำ พี้จั่น สำโรง
• พรรณไม้ที่เหมาะจะปลูกเพื่อบังกำแพงแนวรั้วและทัศนียภาพที่ไม่สวยงาม เป็นการพรางสายตา ให้ความเป็นส่วนตัว ได้แก่ โมก เฮลิโคเนีย เอื้องหมายนา จั๋ง ไทรเกาหลี
• พรรณไม้ที่มีสีสันสวยงามสามารถปลูกแทนไม้ดอก ได้แก่ โกสน ดอนญ่า หมากผู้หมากเมีย สาวสันทราย เข็มสามสี เตยด่าง สับปะรดสี กล้วยแดง พลับพลึงทอง
• พรรณไม้ที่เหมาะกับผู้คนมีพื้นที่อยู่อาศัยอย่างจำกัดและมีเวลาในการดูแลรักษาน้อย สามารถนำไม้แขวนและไม้กระถางมาจัดร่วมกันเป็นสวนแนวตั้งได้ โดยทำเป็นแผงปลูกต้นไม้หรือทำโครงสำหรับวางไม้กระถาง ควรเลือกพรรณไม้ที่มีความคงทน ดูแลง่าย เช่น เดป กล้วยไม้ เคราฤๅษี พลู เฟินสไบนาง และริปซาลิส

เรื่อง : “อรรถ”, “ธิวลักษณ์”
ภาพ : สิทธิศักดิ์ น้ำคำ, คลังภาพนิตยสารบ้านและสวน
ภาพประกอบ : ปัณณวัจน์ ฤทธิเดช

ความรู้เกี่ยวกับพรรณไม้
ศัพท์ช่าง
ปรึกษาหารือ