ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ บ้านและสวน
1234
บ้านและน้ำ
          เราอยู่กับน้ำมานาน นานจนบางครั้งก็ลืมไปว่า การอยู่ร่วมกับน้ำเป็นอย่างไร เหตุการณ์อุทกภัยใหญ่ที่เกิดขึ้นในปีนี้ คงทำให้เราได้รับบทเรียนมากมายว่า นอกจากการรู้จักใช้ประโยชน์จากน้ำแล้ว ต่อจากนี้ไปเราควรต้องหันมามองว่าจะใช้ชีวิตกันอย่างไรในเวลาที่น้ำมีปริมาณมากเกินกว่าจะใช้ประโยชน์
           คอลัมน์ "สถาปัตยกรรม" ฉบับนี้ ขอนำเสนอข้อมูลที่จะช่วยให้เจ้าของบ้านทุกท่านได้ดูแลบ้านของคุณให้กลับมาอยู่ในสภาพที่ดีดังเดิมหลังจากที่ถูกน้ำท่วม รวมถึงแนะนำการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์น้ำท่วมซึ่งอาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต เราเลือกที่จะมาตั้งรกรากกันในพื้นที่ราบลุ่มน้ำ และสร้างบ้านกันบนทางน้ำหลาก เรื่องแบบนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง เราจึงควรจะรับมือกับธรรมชาติของน้ำได้อย่างดีขึ้น หวังว่าข้อมูลที่พวกเรารวบรวมจะมีประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย

1. น้ำไม่ได้เข้ามาทางหน้าบ้านเท่านั้น
           เมื่อน้ำมา ระดับน้ำรอบบ้านจะสูงขึ้น น้ำที่จะเข้ามาภายในบ้านจึงไม่ได้เข้ามาทางประตูและหน้าต่างของบ้านเท่านั้น ยังมีจุดเสี่ยงอีกหลายจุดที่เราต้องคอยระวัง เช่น
ท่อน้ำทิ้ง เป็นท่อที่มีการเชื่อมต่อกับท่อภายนอกโดยตรง เมื่อระดับน้ำในท่อระบายน้ำสูงขึ้น จึงมีโอกาสที่น้ำจะถูกดันขึ้นมาสู่ภายในบ้านเช่นกัน
ห้องน้ำ เป็นห้องที่มีการต่อท่อทั้งท่อน้ำและท่อน้ำทิ้งกับภายนอกมากที่สุด หากระดับน้ำภายนอกไม่มาก ปัญหาอาจเป็นเพียงการราดน้ำหรือกดชัดโครกไม่ลง แต่ถ้ามากกว่านั้นน้ำก็อาจล้นขึ้นมาจากจุดนี้ได้
ผนังบ้าน บ้านที่มีอายุนับสิบๆปี ส่วนเชื่อมต่อของพื้นและผนังอาจมีรอยร้าวเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ สิ่งที่ทำได้คือหมั่นตรวจสอบผนังรอบบ้าน หากเห็นรอยร้าวที่เป็นจุดเสี่ยงก็หาซิลิโคน อะคริลิก หรือพอลิยูริเทน อุดรอยรั่วนั้น แนะนำให้อุดจากภายในบ้านจะได้มีส่วนที่สัมผัสน้ำน้อยที่สุด

2. ทางออกของบ้านที่อยู่ต่ำกว่าถนนหน้าบ้าน
            สำหรับบ้านที่อยู่ต่ำกว่าพื้นถนนหน้าบ้าน สิ่งที่ต้องทำเมื่อน้ำจากถนนท่วมเข้ามาภายในพื้นที่รอบบ้านก็คือการป้องกันไม่ให้น้ำเข้ามาในบ้านด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกำแพงกระสอบทรายหรือการก่ออิฐเป็นขอบแบบถาวร และอุดช่องทางที่น้ำจะเข้ามาได้จากภายในบ้าน เช่น ท่อระบายน้ำทั้งหมด แต่หากยังมีน้ำเล็ดลอดเข้ามาอยู่ ต้องจัดการสูบน้ำออกไปโดยการใช้ปั๊มน้ำสูบน้ำออกไปยังนอกบ้าน สำรวจพื้นที่ลาดเอียงรอบบ้านเพื่อเป็นตำแหน่งของปั๊มน้ำ วางปั๊มน้ำสูบน้ำออกโดยควรพักระยะการทำงาน 5 นาที ทุก 3 ชั่วโมง หากมีปั๊ม 2 ตัว ก็จะช่วยให้การระบายน้ำในบ้านดีขึ้น

3. อุดท่อระบายน้ำอย่างไรดี
          ปกติน้ำใช้แล้วในบ้านเราจะไหลลงท่อระบายน้ำทิ้ง ซึ่งจะไหลไปรวมกันที่บ่อพักรอบบ้าน ก่อนจะระบายลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะที่ถนนหน้าบ้าน หรือระบายลงแม่น้ำลำคลองในกรณีที่บ้านคุณอยู่ใกล้ทางระบายน้ำ ปัญหาในช่วงเวลาน้ำท่วมคือ ระดับน้ำในคลองจะอยู่สูงกว่าปากท่อระบายที่พื้นบ้านคุณ จึงมีการไหลย้อนขึ้นมาได้ สำหรับปากท่อด้านนอกบ้าน อาจมีการนำถุงทรายมาวางทับเพื่ออุดไม่ให้น้ำซึมเข้ามา แต่ก็มักเอาไม่ค่อยอยู่ เพราะเป็นการอุดแบบฝืนธรรมชาติ 
          สำหรับปากท่อในบ้านที่ควรมีการอุด เช่น ท่อระบายในห้องน้ำชั้นล่าง และในบางพื้นที่ที่ระดับน้ำในคลองขึ้นสูง อาจต้องอุดที่อ่างล้างหน้าและอ่านล้างจานด้วย โดยใช้ “ดินเหนียวหรือดินน้ำมันที่อยู่ในถุงพลาสติก” อุดให้แน่น แล้วหาของหนักๆมาวางทับอีกที ถุงพลาสติกจะช่วยไม่ให้มีอะไรหลุดร่วงไปในท่อน้ำ อย่าใช้ปูนอุดท่อเด็ดขาด เพราะจะต้องมาซ่อมท่อน้ำกันใหญ่โตเกินจำเป็นในภายหลัง
อีกวิธีต่อกรกับน้ำที่เข้ามาตามท่อคือใช้หลักวิทยาศาสตร์ที่เราเรียนกันตอนประถม คือน้ำจะพยายามปรับระดับตัวเองให้เท่าๆกัน น้ำที่มีระดับสูงก็จะไหลไปอีกที่ที่มีระดับต่ำกว่าและหยุดไหลเมื่อถึงระดับที่เท่ากัน วิธีที่แนะนำคือตัดท่อพีวีซี ขนาด 4 นิ้ว วางครอบไว้ที่ปากท่อระบายน้ำ แล้วยาขอบด้วยดินน้ำมัน ยางมะตอย หรือซิลิโคน แค่พอไม่ให้น้ำซึมออกมาได้ เวลาน้ำจะขึ้นก็ปล่อยให้ขึ้นจนถึงระดับที่เขาต้องการ พูดง่ายๆคือยอมให้เกินพื้นที่น้ำท่วมจิ๋วๆในห้องน้ำ จากนั้นก็ลุ้นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำจะลดระดับน้ำในคลองให้คุณได้ในเร็ววัน ระหว่างนี้ก็ใช้ห้องน้ำบนชั้นสอง

4. มีวาล์วสำหรับป้องกันน้ำไหลย้อนเข้ามาในบ้านไหม
          บ้านในประเทศไทยเกือบทั้งหมดไม่มีการติด “วาล์วหรือประตูน้ำ” ที่ท่อระบายน้ำของตัวเอง ในต่างประเทศจะมีกฎหมายให้บ้านที่สร้างใหม่ทุกหลังติดตั้งประตูน้ำที่ท่อน้ำทิ้งหรือ “แบ๊กโฟลว์วาล์ว” (Backflow Valve) ในเขตบ้านตัวเอง ก่อนจะไปเชื่อมต่อกับท่อระบายสาธารณะ (Sewer Main) ซึ่งจะช่วยป้องกันการไหลย้อนของน้ำทิ้ง ในกรณีระบบระบายน้ำของเมืองอุดตันหรือในกรณีน้ำท่วม ถ้าเรามีการติดตั้งวาล์วนี้ ก็ไม่ต้องวิ่งอุดท่ออย่างที่ทำกัน
          แบ๊กโฟลว์วาล์วที่ใช้กันทุกบ้านในต่างประเทศจะทำจากเหล็กหล่อ ข้างในจะมีลิ้นเหวี่ยงที่ปล่อยให้น้ำ ไหลออกทางเดียว และจะปิดทันทีที่มีกระแสน้ำไหลย้อนเข้ามา ทางเลือกที่เป็นไปได้ (หาซื้อง่ายกว่าในเมืองไทย)คือการติดตั้ง “ประตูน้ำมือหมุน” ทำจากเหล็กหล่อเช่นเดียวกัน ช่างประปาที่มีประสบการณ์หรือร้านวัสดุก่อสร้างใหญ่ๆจะรู้จักวาล์วนี้ ต่อได้กับท่อขนาดตั้งแต่ 6 -12 นิ้ว มีวงล้อหมุนเพื่อเปิดหรือปิดประตูน้ำด้วยมือ แต่ต้องไม่ลืมว่าเวลาปิดแล้วจะไม่สามารถระบายน้ำออกได้ ถ้าจะให้ดีควรติดตั้งแยกเป็นส่วนๆ เช่น ประตูสำหรับห้องน้ำชั้นบนและชั้นล่าง

5. ต่อไปนี้ทุกบ้านควรมีเครื่องสูบน้ำ
          ช่วงน้ำท่วมหลายคนมีโอกาสได้เป็นเจ้าของเครื่องสูบน้ำหรือปั๊มเป็นครั้งแรก บางคนได้ใช้ บางคนแค่มีไว้ก็อุ่นใจ ตอนนี้บ้านไหนยังไม่มีก็อยากแนะนำให้มีติดบ้านไว้บ้าง ซึ่งที่นิยมใช้กันนั้นมี 3 ชนิด ดังนี้
1. ปั๊มไดโว่ หรือ ปั๊มจุ่ม (Submersible Water Pump) ปั๊มน้ำหนักเบา ราคาประหยัด แต่ไม่ทนทานเท่าไร ถ้านานๆใช้ทีก็พอไหว ตัวปั๊มมีขนาดเล็กและใช้ไฟฟ้าเป็นส่วนใหญ่ การทำงานของปั๊มชนิดนี้ต้องให้ตัวเครื่องจมอยู่ในน้ำ ไม่เช่นนั้นเครื่องจะร้อนเกินไป เหมาะจะใช้กับบ้านที่ยังไม่โดนตัดไฟ ใช้สูบน้ำที่ไหลผ่านแนวกำแพงกั้นน้ำได้
2. ปั๊มหอยโข่ง (Centrifugal Pump) ปั๊มชนิดนี้สามารถสูบน้ำได้ไวและแรงที่สุด อัตราการสูบน้ำขึ้นอยู่กับแรงดัน สามารถต่อท่อเพื่อสูบน้ำออกจากพื้นที่ได้โดยไม่ติดปัญหาเมื่อน้ำตื้นแล้วจะดูดไม่ขึ้น ปั๊มหอยโข่งเหมาะกับงานที่ต้องการแรงดันน้ำในการส่งผ่านมวลน้ำไป จึงอาจไม่เกินไปสำหรับการสูบน้ำท่วมขังภายในบ้าน แต่เหมาะกับการใช้งานที่เกี่ยวกับแรงดัน เช่น สูบน้ำขึ้นที่สูง
3. ปั๊มพญานาค (Propeller Pump) ปั๊มชนิดนี้ราคาแพงกว่าปั๊มไดโว่ แต่ทนกว่าเยอะ อัตราการสูบน้ำขึ้นอยู่กับความเร็วของใบพัด สามารถสูบน้ำได้ปริมาณมาก แต่ไม่สามารถสูบน้ำในที่ตื้นได้ เนื่องจากลักษณะของหัวสูบที่ใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบปริมาณน้ำที่สูบได้ต่อวินาที ปั๊มพญานาคนับว่ามีความคุ้มค่าที่สุดในบรรดาปั๊มที่นิยมใช้กัน ที่สำคัญยังผลิตในประเทศ เหมาะสมกับการสูบน้ำออกจากพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น ไร่นา เขตโรงงาน เป็นต้น

6. บ้านต้องสูงเท่าไรถึงจะพ้นน้ำท่วม
          ปัญหาน้ำท่วมเป็นปัญหาของส่วนรวมที่แก้ไขคนเดียวไม่ได้ แต่บ้านพังเพราะน้ำท่วมเป็นปัญหาของคุณคนเดียว (น่าเศร้า) หลายคนจึงอยากถมที่บ้านให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ คืออย่างน้อยถ้าบ้านฉันรอดก็ยังดี แต่ไม่รู้จะต้องถมกันสูงขนาดไหนถึงจะพ้น
          อย่างแรกต้องบอกก่อนว่า เมืองหลวงและหลายๆเมืองในประเทศไทยสร้างอยู่บนที่ราบลุ่มน้ำซึ่งมีหลายจุดที่อยู่สูงกว่าระดับทะเลไม่มาก บางจุดต่ำกว่าด้วยซ้ำ สมัยก่อนคนไทยจึงสร้างบ้านยกใต้ถุนสูงและเก็บ ของมีค่าไว้บนชั้นสอง ปัจจุบันเราเอาดินไปถมให้สูง ทับทางระบายน้ำหรือทำให้การระบายยากขึ้น ระดับน้ำที่ท่วมก็จะสูงขึ้นทุกปี แล้วเราก็มาคิดเรื่องถมกันให้สูงขึ้นไปอีก 
          สำหรับบ้านในต่างจังหวัดเราแนะนำบ้านสองชั้นยกใต้ถุนแทนการถมสูง แต่บ้านในกรุงเทพฯยังจำเป็นจะต้องถม เพราะถนนสาธารณะที่ราชการสร้างให้ก็ถมจนสูงหมดแล้ว ถ้าต่ำไปจะระบายน้ำลำบาก แต่บ้านจะต้องสูงขนาดไหนล่ะ ก่อนอื่นคุณจะต้องทราบว่าพื้นที่อาศัยของคุณอยู่สูงกว่าระดับทะเลปานกลางเท่าไร อยู่ด้านในหรือด้านนอกของแนวคันกั้นน้ำ ตลิ่งของคลองหรือแม่น้ำใกล้บ้านคุณสูงเท่าไร ถ้าอยากให้รอดพ้นจากน้ำท่วม พื้นชั้นล่างสุดของบ้านคุณอาจต้องสูงกว่าระดับดังกล่าวทั้งหมดอย่างน้อยหนึ่งเมตร ทั้งนี้บอกไม่ได้ว่าจะอยู่สูงกว่าถนนหน้าบ้านเท่าไร เพราะแล้วแต่พื้นที่ ที่น่าเสียดายคือข้อมูลเหล่านี้หายากเหลือเกิน แต่ละหน่วยงานที่เราโทร.ไปสอบถามไม่มีใครช่วยได้ มีแต่จะโยนไปโยนมา จนไปจบที่ “กรมแผนที่ทหาร” ซึ่งมีข้อมูลภูมิศาสตร์เปรียบเทียบระดับทะเล แต่เราก็ไม่แน่ใจว่าถ้าทุกคนโทร.ไปถามแล้ว หน่วยงานนี้จะมีบุคคลากรคอยให้บริการได้เต็มที่หรือไม่ เพราะเขาเป็นทหาร ทั้งที่ความจริงแล้วควรเป็นหน้าที่ของเขตหรือกรมที่ดินมากกว่านะ

7. ดีดบ้านหนีน้ำท่วมดีไหม
          เชื่อว่าหลังน้ำท่วมใหญ่จะมีหลายคนต้องการยกบ้านให้สูงขึ้น ภาษาช่างเขาเรียกว่า “การดีดบ้าน” ซึ่งสามารถทำได้หลายแบบ คือ ขุดดินใต้บ้าน สกัดต่อม่อเดิมเพื่อแยกบ้านออกจากฐาน แล้วยกทั้งหลังขึ้นจนถึงความสูงที่ต้องการ จากนั้นก็ทำเสาตอม่อใหม่มารองรับ หรือจะเป็นการยกเฉพาะชั้นสองขึ้น ทั้งสองแบบไม่จำเป็นต้องทำรากฐานบ้านใหม่เพราะเป็นการยกขึ้นตรงๆ ไม่มีการย้ายซ้ายขวา
ราคาค่าบริการขึ้นอยู่กับจำนวนเสา ความยากง่าย และชนิดของบ้าน ราคากลางๆจะอยู่ที่สามถึงสี่หมื่นบาทต่อเสา เช่น บ้านที่มีเสา 12 ต้น ก็ควรจะมีงบประมาณสักสี่แสนบาท
          บ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนทำไม่ยาก น้ำหนักเบา สามารถทำเสร็จได้ในเวลาหนึ่งเดือน บ้านปูนหนักที่สุด ราคาก็จะสูงขึ้นและใช้เวลาหลายเดือน ส่วนบ้านเหล็กจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าปูนและน้ำหนักเบากว่า อย่างไรก็ดีควรเลือกบริษัทรับดีดบ้านที่ชำนาญเฉพาะทาง เพราะบ้านแต่ละแบบใช้เครื่องมือต่างกัน

8. วิธีเตรียมระบบไฟฟ้าสำหรับบ้านที่น้ำท่วม
          ระบบไฟฟ้าเป็นสิ่งที่มีอันตรายมาก สำหรับบ้านที่น้ำท่วมถึงควรเตรียมระบบไฟฟ้าใหม่ ดังนี้
- ตัดระบบไฟฟ้าของปลั๊กเดิมทิ้ง ย้ายให้สูงขึ้นมาจากระดับพื้นประมาณ 1 เมตร เพื่อให้พ้นระดับน้ำ ส่วนชั้นบนของบ้านไม่จำเป็นต้องย้าย เพราะระดับน้ำ (อาจ) ท่วมไม่ถึง
- แยกระบบไฟฟ้าในส่วนที่น้ำท่วมบ่อยๆ ออกเป็นอีกวงจรหนึ่ง เพื่อความสะดวกในการเปิด – ปิดโดยเฉพาะส่วนปลั๊กที่อยู่ชั้นล่าง
ถ้าที่สะพานไฟของท่านไม่ได้เขียนไว้ว่าสวิตช์ใดทำหน้าที่ควบคุมไฟฟ้าในส่วนใดบ้าง ก็เริ่มสำรวจเองได้ไม่ยาก เริ่มจากแสงสว่างก่อนเลย ด้วยการเปิดไฟทั้งหมดแล้วทยอยปิดสะพานไฟทีละตัว ดูว่าไฟบริเวณไหนดับบ้างแล้วจดไว้ ทำแบบนี้ไปจนครบสะพานไฟทุกตัว เมื่อครบแล้วก็สำรวจปลั๊กกันบ้าง วิธีการคล้ายกัน โดยใช้ "ไขควงวัดไฟ" วัดกระแสไฟฟ้า หาซื้อได้ตามแหล่งขายวัสดุก่อสร้างทั่วไป ถ้าท่านรู้ตัวว่าบ้านของท่านอยู่ในบริเวณที่น้ำท่วมบ่อย เวลาออกแบบหรือซ่อมแซมบ้านก็ควรให้วิศวกรและช่างแยกระบบไฟฟ้าตั้งแต่แรก ก็จะช่วยประหยัดงบและดูสวยงามกว่าที่จะมารื้อและแก้ไขในภายหลัง ที่สำคัญคือปลอดภัยกว่าแน่นอน

9. ตรวจสอบถังน้ำบนดินและถังน้ำใต้ดิน
           บ้านใครมีถังน้ำบนดินให้ตรวจสอบว่าภายในมีการรั่วของน้ำที่ท่วมเข้ามาหรือไม่ ส่วนใต้ดินต้องตรวจสอบ “ฝา” ของถังน้ำให้ถี่ถ้วน เพราะเวลาน้ำท่วมถังน้ำจะอยู่ใต้น้ำ หากฝาของถังน้ำมีระบบป้องกันน้ำเข้าไม่ดีหรือชำรุด น้ำสกปรกก็จะปะปนกับน้ำสะอาดในถัง ปัญหาเรื่องโรคภัยต่างๆก็จะเกิดขึ้นหากเราใช้น้ำที่อยู่ภายในถังนั้น
          สำหรับการแก้ไขปัญหา หากเป็นถังน้ำบนดิน ถังสเตนเลสจะมีปัญหาเรื่องสนิม วิธีการอุดรอยรั่วอาจพอทำได้ในระยะสั้นและมีความเสี่ยงในการรั่วซึมของน้ำได้อีก แนะนำให้เปลี่ยนเป็นถังแบบไฟเบอร์กลาส เพราะทนทานและไม่เป็นสนิม
หากเราไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องน้ำเล็ดลอดเข้ามาในถังได้ ก็ขอให้ต่อท่อน้ำตรงจากท่อประปาหน้าบ้านเข้ามาที่ตัวบ้านของเราเลย (โดยปกติแล้ว บ้านที่มีถังน้ำใต้ดินจะมีวาล์วหมุนเปิดทางให้น้ำประปาจากหน้าบ้านวิ่งผ่านตรงเข้ามาในบ้านโดยไม่ลงไปที่ถังน้ำใต้ดินได้ ต้องหาวาล์วตัวนี้ให้เจอ แล้วต่อตรงเข้ามาเลยดีกว่า น้ำจะเบาลงหน่อย แต่ก็ยังเป็นน้ำสะอาด)

10. แก้ไขปัญหาน้ำท่วมบ่อปลา
          ปลาที่เลี้ยงหากเป็นปลาเล็กอาจต้องตัดใจให้น้ำท่วม แต่ถ้าเป็นปลาใหญ่ที่ต้องการเก็บไว้ ก็มีวิธีป้องกันไม่ให้ปลาว่ายหลุดไป รวมถึงการเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัย โดยให้ซื้อบ่อผ้าใบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.50 เมตรขึ้นไป ย้ายปลาลงไปอยู่ในบ่อนี้ชั่วคราว และติดตั้งถังกรองขนาดเล็กไว้ด้วย แต่วิธีนี้ต้องแน่ใจว่าไฟที่บ้านจะไม่ถูกตัด หรือกรณีที่ไม่ได้ย้ายปลาก็ให้ติดตั้งตาข่ายที่มีขนาดตาเล็กกว่าตัวปลา ล้อมขอบบ่อไว้ในระดับความสูงที่คิดว่าสูงกว่าระดับน้ำประมาณ 20 เซนติเมตร ไม่ให้ปลานั้นหลุดออกไปจากบ้าน แต่วิธีนี้ก็เสี่ยงเพราะน้ำที่ท่วมอาจไม่สะอาดนัก ทำให้ปลาติดเชื้อหรือตายได้
          ถ้าไม่มีทางเลือกอื่นและเหลือเวลาน้อย น้ำท่วมสูงเกินบ่อแน่ ให้แพ็กปลาใส่ถุงพลาสติกไว้ แล้วอัดด้วยออกซิเจนเพื่อย้ายปลาไปยังจุดอื่น ออกซิเจนที่อัดลงไปในถุงพลาสติกจะอยู่ได้ประมาณ 5-6 ชั่วโมง หากถุงเริ่มแฟบให้อัดออกซิเจนลงในถุงใหม่ และข้อสำคัญในทุกวิธีข้างต้นต้องงดการให้อาหารปลาอย่างน้อย 3 วัน ส่วนวิธีสุดท้าย นำปลาที่เลี้ยงไปปล่อยในสระน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ เมื่อน้ำลดแล้วค่อยซื้อมาเลี้ยงใหม่ วิธีนี้เป็นการยอมเสียเงินซื้อปลาใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงในการดูแลไม่ดีจนอาจทำให้ปลาที่เราเลี้ยงตาย

11. หลังน้ำลดอย่าเพิ่งรีบทาสีใหม่
          การแช่น้ำนานๆอาจทำให้สีทาบ้านเสื่อมสภาพลง มีคราบสกปรก และเกิดการหลุดล่อนได้ บริเวณบ้านที่แช่น้ำนานๆจนเกิดคราบที่ผนังต้องขัดลอกสีเดิมออกให้มากที่สุด หลังจากน้ำลดให้ล้างคราบเกลือออกให้หมด กรณีที่แช่อยู่นานมากจนเกิดเชื้อรา ให้ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อราด้วย ถ้าแช่เป็นเดือนๆจนผนังปูนร่วนเป็นผง แนะนำให้สกัดปูนฉาบออกจนถึงอิฐก่อ หลังจากนั้นให้ฉาบใหม่โดยใช้น้ำยาประสานคอนกรีตผสมด้วยเพื่อเพิ่มการยึดเกาะ
           เมื่อซ่อมผนังเสร็จแล้วควรปล่อยให้แห้งสนิทอย่างน้อย 3 เดือนก่อนจะเริ่มทาสีใหม่ สิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกคือทา “น้ำยารองพื้น” ชนิดพิเศษที่ช่วยป้องกันความชื้น จากนั้นก็ทา “สีรองพื้น” ที่ป้องกันคราบเกลือและความเป็นด่างจากผิวปูนใหม่และปูนเก่าที่แช่น้ำมานาน จากนั้นก็ทาสีให้เข้ากับผนังส่วนอื่นๆของบ้านได้ ผลิตภัณฑ์ที่กล่าวมาทั้งหมดสอบถามได้ที่ร้านขายสีชั้นนำทั่วไป

12. ซ่อมแซมผนังบ้าน หลังน้ำท่วม
           วัสดุต่างๆที่ใช้ทำผนังบ้าน เมื่อเวลาถูกน้ำท่วมนานๆ ก็จะเกิดความเสียหายแน่นอน วิธีแก้ไข คือ
1. ถ้าเป็นผนังไม้ เช็ดทำความสะอาด เพื่อให้ผิวสามารถระเหยความชื้นได้ง่าย เมื่อแห้งดีแล้วใช้น้ำยารักษาเนื้อไม้ชโลมที่ผิว หรือทาสีต่อไป วิธีที่ดีควรทาสีด้านในบ้านก่อน ทิ้งไว้ 5-6 เดือน จึงทาสีด้านนอก
2. ถ้าเป็นผนังก่ออิฐฉาบปูน ก็ใช้วิธีเดียวกับผนังไม้ แต่ต้องทิ้งให้ระเหยความชื้นนานกว่าผนังไม้ เพราะมีความหนามากกว่า
3. ถ้าเป็นผนังยิบซั่มบอร์ด ก็เลาะเอาแผ่นที่เสียออก ถ้าโครงเคร่าเป็นโลหะก็สามารถติดแผ่นใหม่ได้เลย แต่ถ้าโครงเคร่าเป็นไม้ ต้องทิ้งให้ความชื้นในไม้ระเหยหมดก่อน จึงจะติดแผ่นใหม่ได้

13. ซ่อมแซมฝ้าเพดานบ้าน หลังน้ำท่วม
           การซ่อมแซมฝ้าเพดานจะมีลักษณะคล้ายๆ การซ่อมผนังและพื้นปนกัน คือ ถ้าเป็นฝ้าเพดานยิปซั่มบอร์ด หรือกระดาษอัด ถ้าเปื่อยยุ่ยมากเพราะอมน้ำ ก็ควรเลาะออกแล้วจึงเปลี่ยนแผ่นใหม่เลย ทิ้งให้ทั้งหมดแห้งสนิทจริงๆ แล้วจึงทาสีทับ
- ถ้าเป็นฝ้าโลหะ ให้เช็ดทำความสะอาดให้แห้ง ถ้าเป็นสนิม ก็ใช้กระดาษทรายขัดออกให้เรียบร้อย แล้วจึงทาสีทับเข้าไปใหม่
- ระบบสายไฟส่วนใหญ่จะเดินในฝ้า เวลาเปิดฝ้าเข้าไปต้องตรวจดูว่าความเรียบร้อยว่า มีส่วนใดชำรุดด้วยหรือเปล่า
- ถ้าโครงฝ้าเพดานที่เป็นไม้เกิดการแอ่นหรือทรุดตัว ต้องแก้ไขให้ได้ระดับก่อนการติดตั้งแผ่นฝ้าใหม่

14. ซ่อมประตูบ้าน หลังน้ำท่วม
          ประตูที่จะเกิดปัญหามากคือประตูไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้จริงหรือไม้อัด ส่วนประตูที่ทำจากวัสดุอื่นๆ เช่น พีวีซี มักไม่ค่อยเป็นอะไร ยกเว้นส่วนที่เป็นโลหะ เช่น บานพับและลูกบิดที่อาจเกิดสนิม
          ประตูไม้ที่แช่น้ำนานๆจะมีการบวมโก่ง ซึ่งจะทำให้เปิด -ปิดลำบาก ควรถอดออกมาผึ่งลมให้แห้งอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ จากนั้นก็นำไปขัดสีเก่าออก อุดโป๊รอยแยกรอยแตกให้ดี ก่อนทำสีใหม่ บานที่เป็นไม้อัดถ้าบวมโก่งมากหรือผุอาจต้องเปลี่ยนใหม่ หรือถ้าเป็นไปได้แนะนำให้ปิดผิวด้วยไม้วีเนียร์ใหม่เลย
          บานพับและลูกปิดก็ต้องเป่าลมให้แห้ง ใช้กระดาษทรายขัดสนิมออก หยอดน้ำมันหล่อลื่น ถ้ายังใช้การได้ดีอยู่ก็ใช้ของเดิมได้
ส่วนวงกบไม้อาจมีการบวมโก่ง ถ้าแห้งแล้วยังปิดประตูไม่เข้า อาจต้องนำบานประตูมาไสออกบ้าง

15. พื้นไม้เปียกๆ นำไปตากแห้งแล้วใช้ต่อได้ไหม
          พื้นไม้จริง เช่น ไม้ปาร์เกต์ หรือไม้กระดาน สามารถรื้อออกไปตากลมให้แห้ง อย่าตากแดดแรงๆ เพราะจะทำให้ไม้หดตัวเร็วไปและปริแตกได้ ไม้หนาๆอาจต้องผึ่งลมเป็นเดือนๆกว่าจะแห้ง จากนั้นก็นำไปซ่อมผิวแต่งสีก่อนจะติดตั้ง กรณีไม้ปาร์เกต์ซึ่งเป็นการติดกาวลงกับพื้นคอนกรีต ต้องทำให้พื้นแห้งก่อน จากนั้นก็ลงน้ำยากันความชื้นด้วย
          พื้นไม้เทียมอย่างไม้ลามิเนต ไม้เอ็นจิเนียร์ มีความเสี่ยงที่จะต้องเปลี่ยนใหม่หมด ไม่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ถ้ามีการบิดโก่งหรือบวม แม้จะแห้งแล้วก็ตาม เพราะไม่สามารถแต่งขัดพื้นให้เรียบได้เหมือนไม้จริงร้อยเปอร์เซ็นต์
เดี๋ยวนี้มีพื้นไม้ที่ไม่ได้เป็นไม้เลย เช่น แผ่นกระเบื้องไวนิล หรือกระเบื้องลายไม้ ซ่อมง่ายกว่ามากคือถ้าไม่หลุดล่อนออกมาก็ใช้ต่อได้ ถ้าหลุดก็ติดใหม่เป็นแผ่นๆ ไม่ต้องขัดไม่ต้องทาสีใหม่

16.น้ำท่วมนอกบ้าน วอลล์เปเปอร์ในบ้านจะเป็นอะไรไหม
           น้ำท่วมข้างนอกแม้จะไม่ได้เข้ามาในตัวบ้านก็ทำให้ผนังชื้น บ้านที่ติดวอลล์เปเปอร์อาจมองไม่เห็นว่ามีคราบน้ำและความชื้นอยู่ที่ผนัง ในกรณีนี้อาจไม่จำเป็นต้องลอกวอลล์เปเปอร์ออก เมื่อน้ำลดให้ใช้พัดลมเป่าให้ทั่วผนัง เป่าทิ้งไว้เป็นระยะเวลา 1-2 วัน แต่ต้องเป็นกรณีที่น้ำท่วมแค่ภายนอก น้ำไม่โดนวอลล์เปเปอร์โดยตรง และต้องเป็นน้ำขังภายนอกแค่ไม่เกิน 2-3 วันเท่านั้น เพราะถ้าเกินกว่านั้นผนังจะรับความชื้นเอาไว้สูงมาก และเกิดเป็นเชื้อราสะสมภายใน ส่งผลให้วอลล์เปเปอร์เสื่อมสภาพเร็วและต้องลอกออกอยู่ดี
          สำหรับกรณีที่น้ำท่วมขังอยู่ภายในบ้านและน้ำโดนวอลล์เปเปอร์โดยตรงเป็นเวลานานๆก็จำเป็นต้องลอกออกสถานเดียว แล้วปล่อยให้ผนังแห้งเองโดยจะใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน ซอกมุมต่างๆที่ดูท่าว่าจะมีความชื้นสะสมอยู่มากสามารถใช้พัดลมหรือไดร์เป่าผมช่วยเป่าได้ ที่สำคัญหากผนังปูนมีลักษณะหลุดล่อนก็ควรกะเทาะออกแล้วฉาบปูนใหม่ให้เรียบร้อยก่อนจะติดวอลล์เปเปอร์
          หลายคนยังเสียดายวอลล์เปเปอร์ลายเก่า อาจเพราะสวยถูกใจและหาซื้อไม่ได้อีกแล้ว กรณีนี้สามารถใช้วอลล์เปเปอร์เดิมติดได้เมื่อผนังบ้านแห้งดีแล้ว แต่ทางที่ดีควรเปลี่ยนไปใช้วอลล์เปเปอร์ใหม่เลย เพราะวอลล์เปเปอร์ทำจากกระดาษเป็นหลัก เมื่อโดนความชื้นนานๆทั้งสภาพของกระดาษ สีสัน ลวดลายก็จะเสื่อมได้ง่าย เมื่อจะเลือกซื้อวอลล์เปอร์ใหม่ควรเลือกแบบที่เป็นไวนิล เพราะเคลือบพลาสติกจะทนทานกว่าแบบอื่นๆ หรือเปลี่ยนไปใช้วอลล์คัฟเวอร์ริ่ง (Wall Covering) ซึ่งส่วนมากจะทำจากผ้าและไวนิล มีความทนทานมากกว่าวอลล์เปเปอร์ที่เป็นกระดาษ ส่วนมากใช้ในอาคารสำนักงาน โรงแรม หรือร้านอาหาร ราคาอาจค่อนข้างสูง แต่ถ้าคุณใช้ในพื้นที่ไม่มากก็คุ้มค่าน่าลงทุน

17. ซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์ หลังน้ำท่วม
            การซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์ก็คล้ายๆกับการซ่อมแซมพวกประตู หน้าต่าง พื้น หรือฝ้า เพดาน มีวิธีดังนี้
- พยายามเอาความชื้นออกจากเฟอร์นิเจอร์ให้มากที่สุด
- เฟอร์นิเจอร์หุ้มผ้าที่มีส่วนประกอบของโครงไม้และผ้าหุ้มฟองน้ำต่างๆ หากโครงสร้างไม้ยังใช้ได้ ถอดเฉพาะโครงไปตากแดดแล้วเก็บไปหุ้มนวมใหม่ ส่วนฟองน้ำและผ้าหุ้ม ถ้าเป็นไปได้ควรเปลี่ยนใหม่เลย เพราะน้ำจะพาเอาเชื้อโรคมาติดอยู่ ถึงจะตากแดดให้แห้ง เชื้อโรคก็ยังมีอยู่
- เฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน ต้องตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้าง หากเป็นโครงไม้จริงต้องดูแลเป็นส่วนๆไป เช่น โครงไม้ด้านในหากไม่ผุกร่อน ให้ทิ้งไว้จนแห้งสนิทแล้วทำสีใหม่ ส่วนหน้าบานตู้หากเป็นไม้อัดอาจต้องทำใจเพราะจะเกิดการบวมน้ำ การนำกลับมาใช้ใหม่อาจเป็นเรื่องยาก แนะนำให้เปลี่ยนหน้าบานใหม่ ทำความสะอาดรูกุญแจและลูกบิด รวมถึงอย่าลืมตรวจสอบระบบไฟต่างๆที่อยู่ภายในตู้บิลท์อินด้วย
- เฟอร์นิเจอร์ไม้ ไม่ควรนำไปตากแดด เพราะจะทำให้บิดงอได้ และถ้าจะทาสีใหม่ ควรรอให้แห้งสนิทก่อน มิฉะนั้นจะลอกได้
- เฟอร์นิเจอร์ที่มีส่วนประกอบของเหล็ก อย่างขาตู้ที่ต้องถูกแช่น้ำแบบเต็มๆจนเกิดสนิม ให้นำชิ้นส่วนนั้นออกไปตากแดดจัดได้ จากนั้นเมื่อแห้งดีให้ใช้น้ำยาขัดสนิมขัดคราบออกแล้วเคลือบผิวด้วยน้ำยากันสนิมและพ่นสีใหม่ก็จะกลับคืนสภาพเดิม

18. รั้วบ้านยังดูดีอยู่ ต้องซ่อมไหม
           วิธีตรวจสอบสภาพกำแพงรั้วต้องดูด้วยตาเท่านั้น สังเกตดีๆว่ามีรอยร้าวใหม่เกิดขึ้นไหม เอียงหรือทรุดตัวเป็นคลื่นบ้างไหม ถ้ามีเพียงเล็กน้อยก็ควรหาไม้มาค้ำยันและเรียกช่างมาซ่อม อีกอย่างที่ต้องสังเกตคือดินใต้แนวกำแพงรั้วอาจโดนน้ำชะไปจนเกิดเป็นโพรง ควรเร่งทำแนวอิฐบล็อกกั้นไว้แล้วอัดดินเข้าไปเสริม และอัดดินให้แน่น ป้องกันดินในบ้านคุณไหลออกไปมากกว่านั้นซึ่งจะมีผลต่อรากฐาน ของรั้วได้
ในเขตที่น้ำท่วมสูงรั้วบ้านถูกใช้เป็นแนวป้องกันน้ำ รอยร้าวอาจจะมองเห็นได้ไม่ชัด กรณีน้ำท่วมสูงเป็นเวลานานๆแบบนี้ ควรเรียกวิศวกรมาตรวจสอบ เพราะอยู่ดีๆรั้วอาจทรุดตัวและล้มลงมาได้ 
           วิธีซ่อมมีหลายวิธี ถ้าเสาและคานปูนยังอยู่ในสภาพดีอาจแก้ไขโดยการทุปอิฐบล็อกและก่อใหม่เป็นจุดๆ แต่ถ้าเสียหายหลายจุดอาจจำเป็นต้องก่อใหม่ด้วยวัสดุที่เบากว่า เช่น อิฐมวลเบา หรือทำเป็นระแนงรั้วไม้หรือไม้เทียม ทั้งนี้เพื่อให้น้ำหนักเบาลง ในกรณีที่ทรุดหรือเอียง ต้องรื้อทำใหม่เท่านั้น

19. ทำความสะอาดผ้าม่านอย่างไรดี
            ก่อนการซักม่านควรนำวัสดุอื่นๆที่ไม่ใช่ผ้าออกให้หมด ได้แก่ ตะขอม่าน ห่วงตาไก่ และโซ่ถ่วงบริเวณชายม่าน อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือคุณต้องทราบว่าเนื้อผ้าของม่านเป็นผ้าประเภทใด เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าใยสังเคราะห์ หรือผ้าไหม เพราะม่านมีการผลิตจากเส้นใยที่ไม่เหมือนกัน การดูแลรักษาจึงต้องเหมาะสมกับชนิดเส้นใยที่ผลิต
- ผ้าฝ้าย ควรซักด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ ปั่นแห้งด้วยความแรงระดับต่ำสุด และผึ่งให้แห้งในที่ร่ม ไม่ควรให้โดนแดดจัด เพราะสีผ้าจะซีดเร็วมาก ควรรีดที่อุณหภูมิปานกลาง อย่างไรก็ตามการซักด้วยน้ำอาจมีผลทำให้ม่านหดและสั้นลงประมาณ 3 -10 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับความแน่นของเนื้อผ้า ดังนั้นหากนำไปแขวนแล้วม่านดูลอย อาจแก้ไขโดยเลาะชายผ้าลงหรือเย็บต่อชายผ้า เพื่อเพิ่มความสูง นอกจากนี้หากเป็นผ้าพิมพ์ลาย ต้องระวังเรื่องสีตกด้วย ทดลองง่ายๆโดยการแช่น้ำ แล้วสังเกตดูก่อนว่าสีของผ้าตกหรือไม่
- ผ้าใยสังเคราะห์ สามารถซักในน้ำอุณหภูมิปกติ ปั่นแห้งด้วยความแรงระดับต่ำสุด ตากให้แห้ง แล้วรีดที่อุณหภูมิต่ำ-ปานกลาง ผ้าใยสังเคราะห์บางประเภทจะหดตัวได้หากรีดที่อุณหภูมิสูง
- ผ้าไหม แนะนำให้ส่งซักแห้งกับผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด
           ทั้งนี้อยากให้เข้าใจธรรมชาติของม่านที่ผ่านการซักมาแล้วว่า ความสวยงามและคุณสมบัติพิเศษของผ้านั้นๆอาจไม่เหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น ความเงา ความยืดหยุ่น และคุณสมบัติการกันน้ำ ทั้งนี้เพราะสารที่เคลือบ finishing ผ้าได้ถูกซักล้างออกไปแล้วนั่นเอง

20. หลังน้ำท่วม ทำไมส้วมราดไม่ลง
           เกิดได้หลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเพราะท่อตัน ส้วมเต็ม ท่อหายใจอุดตัน น้ำท่วม ฯลฯ การแก้ปัญหาก็ต้องแก้ให้ตรงจุด ถ้าใช้อยู่คนเดียวก็อาจเดาได้ไม่ยาก คงมาจากการใช้งานของเราเอง หรือถ้าไม่ใช่ก็ต้องสังเกตเหตุการณ์แวดล้อม ดังนี้
ท่อตัน
สาเหตุ
: ส่วนมากมาจากการทิ้งของที่ไม่ใช่ของเสียลงในส้วม ไม่ว่าจะเป็นเศษผม เศษอาหาร หรือแม้แต่ทิชชู ซึ่งอาจไปกระจุกอยู่ทำให้เกิดการอุดตันได้
วิธีแก้ไข : เฉพาะหน้าที่สุดก็ใช้ไม้ที่ปลายเป็นจุกยาง (คงคุ้นภาพกันดี) กระทุ้งลงไป โชคดีอาจแรงพอให้ขยะพวกนั้นหลุดออกไปได้ แต่อย่าเพิ่งวางใจ อาจไปติดอยู่ที่ส่วนอื่นของท่อแทน บางคนเลยเลือกใช้ "โซดาไฟ" (NaOH / Sodium Hydroxide) ซึ่งหาซื้อไม่ยาก ใส่ลงไปในโถเพื่อช่วยย่อยสิ่งปฏิกูลที่ติดอยู่ แต่ก็ไม่สามารถจัดการกับ "สารอนินทรีย์" ได้อยู่ดี... สุดท้ายถ้าไม่ไหว คงต้องเรียกผู้ให้บริการด้านนี้เพื่อใช้เครื่องมือเฉพาะมาจัดการปัญหาให้สิ้นซากไป
ส้วมเต็ม
สาเหตุ
: ใช้งานมาเป็นเวลานาน หรือถังบำบัดมีขนาดเล็กเกินไป
วิธีแก้ไข : เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่ใช่เพราะสาเหตุอื่น เช่น ท่อตัน หรือน้ำท่วม รวมทั้งถ้าลองนึกดูแล้วจำไม่ได้ว่าสูบส้วมไปครั้งสุดท้ายเมื่อไร ก็เรียกรถสูบส้วมมาได้เลย แต่ถ้าพิจารณาแล้วมันเต็มบ๊อยบ่อย ก็ต้องเช็กที่ถังบำบัดว่าเล็กไปหรือเปล่า หรือว่าทำงานผิดพลาดตรงไหน เช่น เชื้อจุลินทรีย์ที่มีหน้าที่ย่อยสลายสิ่งปฏิกูลในถังนั้นอาจตายไปเยอะ ก็ซื้อมาเติมกันได้
ท่อหายใจอุดตัน
สาเหตุ
: อย่าเพิ่งงงว่าคือท่ออะไร ลองไปด้อมๆ มองๆ ดูแถวๆ บ่อบำบัด จะมีท่อเล็กๆ โผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน นั่นคือท่อที่ไว้ระบายแก๊สออกจากระบบบำบัด ถ้าแก๊สระบายออกมาไม่ได้ ของใหม่ก็เข้าไปไม่ได้ เหมือนกับเราเป่าลมเข้าขวดแล้วมันไม่เข้านั่นเอง
วิธีแก้ไข : ถ้าอยู่ต่ำไปก็ต่อขึ้นมาให้สูง จะได้ไม่มีเศษอะไรเข้าไปอุดตันได้ง่ายๆ ถ้าจะให้ดีก็ควรหุ้มตาข่ายไว้ที่ปลายท่อด้วย
น้ำท่วม
สาเหตุ
: น้ำจากธรรมชาติเข้าไปอยู่ในระบบบำบัด ไม่ว่าจะจากทางไหนก็ตาม พอเต็มไปด้วยน้ำแล้ว ก็เลยไม่มีพื้นที่ให้ของเสียของเรานั่นเอง ปัญหานี้โดยมากจะเกิดกับบ่อบำบัดแบบเก่า ที่เห็นเป็นท่อปูนวางซ้อนๆ กันลงไปในดิน
วิธีแก้ไข : ถ้าเป็นบ่อปูนแบบที่บอก คงต้องรอให้น้ำลดมากพอที่จะไม่ทำให้น้ำดันเข้าไปในบ่อ จึงจะกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม ส่วนถังบำบัดสำเร็จรูป แค่ขอให้มั่นใจว่าปิดฝาสนิทดีแล้ว รวมถึงท่อหายใจอยู่สูงกว่าระดับน้ำ เท่านี้ก็ไม่มีปัญหาเวลาน้ำท่วมแล้ว
สำหรับบริการสูบส้วม สามารถสอบถามได้ที่หน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ค่าบริการคิดตามปริมาณลูกบาศก์เมตร

21. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จมน้ำ...ซ่อมใช้ต่อได้ไหม!
           เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องซักผ้า ตู้เย็น ปั๊มน้ำ รวมถึงคอนเดนซิ่งยูนิตหรือคอยล์ร้อนของเครื่องปรับอากาศที่ตั้งอยู่ภายนอกบ้าน ขอแนะนำว่าไม่ควรปล่อยให้จมน้ำอย่างเด็ดขาด! เพราะถ้าปล่อยให้ถูกน้ำท่วมขังก็แสดงว่ามีน้ำไหลเข้าไปในเครื่องเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้จะเจ็บป่วยหรือเสียหายมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของอุปกรณ์ไฟฟ้าก็ว่าได้ การนำไปตากแดดหรือผึ่งลมให้แห้งแล้วมาใช้งานต่อเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อชีวิตคุณอย่างมาก รวมถึงอาจเกิดอัคคีภัยในบ้านอันเนื่องมาจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจร ดังนั้นก่อนน้ำจะมาควรถอดปลั๊กและยกเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดขึ้นที่สูง
           หลังน้ำลด ถ้าอยากรู้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้ายังใช้งานได้อยู่ไหมควรทำให้แห้งสนิทก่อนที่จะเสียบปลั๊ก หากไม่แน่ใจควรให้ช่างผู้ชำนาญมาตรวจสอบหรือซ่อมแซมเสียก่อน โทร.ปรึกษาฝ่ายบริการหลังการขายของบริษัทผลิตภัณฑ์จะดีที่สุด เขาจะรู้ว่าต้องเปลี่ยนอะไรดีกว่าช่างทั่วไป แต่ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นดูจะเสียหายมากก็ไม่ควรเสี่ยงที่จะนำมาใช้งาน หาซื้อใหม่ดีกว่า
           หลายคนอาจคิดว่าปกติเครื่องคอมเพรสเซอร์เแอร์หรือเครื่องปั๊มน้ำก็อยู่ด้านนอกและโดนฝนมาตลอดไม่เห็นจะเสียหายเลย ก็ต้องบอกว่าตัวถังของเครื่องป้องกันน้ำฉีดน้ำกระเด็นใส่ได้ แต่ถ้าจมน้ำนานเกินหนึ่งชั่วโมงโอกาสรอดก็ริบหรี่ ดังนั้นต่อไปนี้เราควรติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้ให้สูงจากพื้นอย่างน้อยๆ 50 เซนติเมตร

22. ฟื้นฟูต้นไม้หลังโดนน้ำท่วม
1. ถ้าเป็นไปได้หากน้ำเพิ่งเริ่มท่วมให้รีบสูบออกทันที หากพื้นที่ที่คุณอยู่อาศัยเป็นเขตที่น้ำท่วมบ่อยครั้งอาจใช้วิธีฝังท่อพีวีซีในแนวตั้งขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว รอบแนวทรงพุ่มเพื่อดูระดับน้ำและสูบออกโดยทำบ่อรับน้ำที่จะสูบออกด้วย เมื่อน้ำท่วมขังใหม่ๆควรตัดแต่งกิ่งบางส่วนออกเพื่อลดการคายน้ำ
2. หากน้ำท่วมขังเป็นแบบไหลผ่าน ต้นไม้ก็มีโอกาสได้รับออกซิเจนให้รากนำไปใช้ได้ แต่หากเป็นน้ำนิ่งและเน่าจะทำให้การอยู่รอดของต้นไม้สั้นลง กรณีนี้แนะนำให้ใช้จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสียร่วมกับการเติมออกซิเจนในน้ำ
3. หลังน้ำลดไม่ควรเข้าไปใกล้ต้นไม้ทันทีเนื่องจากดินยังอ่อนตัวอยู่ น้ำหนักตัวเราจะไปกดดินทำให้รากขาด หรือดินเกิดการอัดแน่นจนมีผลกระทบต่อรากได้ ทางที่ดีควรรอให้ดินแห้งสนิทแล้วจึงเข้าไปสำรวจความเสียหาย จากนั้นพรวนดินเพื่อเพิ่มออกซิเจนแก่รากพืชและทำให้รากพืชแตกใหม่ได้ดีขึ้น
4. ระยะแรกหลังจากน้ำลดรากพืชยังไม่สามารถดูดธาตุอาหารและน้ำจากดินได้ตามปกติ ดังนั้นหากพืชมีอาการขาดน้ำ เช่น ใบเหลือง เหี่ยวเฉา ควรตัดแต่งกิ่งให้โปร่งเพื่อลดการคายน้ำ หากกำลังติดผลให้ปลิดผลออกและฉีดพ่นปุ๋ยทางใบให้แก่พืช
5. ในช่วงแรกไม่ควรให้น้ำ ปุ๋ย หรือสารเคมีต่าง ๆ เมื่อต้นไม้เริ่มฟื้นตัวแล้ว จึงให้น้ำเล็กน้อย เสริมปุ๋ยและฮอร์โมน เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของรากและกระตุ้นให้แตกใบใหม่ กรณีที่มีโรครากและโคนเน่าจากเชื้อราให้ใช้สารป้องกันราราดโคนต้นพืชหรือทาที่ผิวลำต้น

23. น้ำท่วมบ่อย ปลูกต้นอะไรดี
          หากพื้นที่ที่คุณอยู่มีน้ำท่วมบ่อยครั้ง อาจปรับเปลี่ยนมาปลูกพรรณไม้ที่ทนน้ำท่วมขังได้ดี มีข้อสังเกตว่าต้นไม้ที่ปลูกโดยวิธีเพาะเมล็ดสามารถทนน้ำได้ดีกว่าไม้ที่ได้จากกิ่งทาบ กิ่งตอน หรือขุดล้อมมาปลูก นอกจากนี้ต้นไม้ที่มีปลูกมายาวนานก็มีโอกาสอยู่รอดได้ดี (เปรียบเทียบพืชชนิดเดียวกัน) สำหรับพรรณไม้ทนน้ำท่วมมีให้เลือกใช้โดยแยกแต่ละประเภทดังนี้
- ไม้น้ำ ได้แก่ กกชนิดต่าง ๆ ลานไพลิน บัว คล้าน้ำ ผักตบไทย เหงือกปลาหมอ แว่นแก้ว อเมซอนใบพาย เป็นต้น
- ไม้พุ่มและไม้คลุมดินได้แก่ เฮลิโคเนีย กระดุมทองเลื้อย บอนกระดาด พลับพลึง พุทธรักษา เตยหอม เตยทะเล โคลงเคลง โมกซ้อน มือพระนารายณ์ เป็นต้น 
-ไม้ยืนต้น ได้แก่ จิกทะเล กุ่มน้ำ ขี้เหล็ก ข่อย ตีนเป็ดน้ำ ชมพู่ม่าเหมี่ยว ทองหลางน้ำ ปอทะเล ชมพูพันธ์ทิพย์ มะกอกน้ำ มะตาด มะพร้าว ลำพู อินทนิลน้ำ กระถินณรงค์ ไทรย้อยใบแหลม ตาล เป็นต้น

24. น้ำท่วมบ้านประกันจ่ายค่าซ่อมให้ไหม
            หลังจากเกิดเหตุน้ำท่วมและทรัพย์สินเสียหาย เจ้าของบ้านหลายคนถามถึงเรื่องของการประกันภัยทรัพย์สินซึ่งก็คือการประกันภัยที่มีทรัพย์เป็นวัตถุเอาประกัน รวมถึงความเสียหายในทางทรัพย์สินซึ่งหมายถึง สิทธิหรือประโยชน์ที่กฎหมายรับรอง เช่น สิทธิตามสัญญาเช่าหรือสิทธิครอบครองซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองการประกันภัยเกี่ยวกับทรัพย์และความเสียหายในทางทรัพย์สินนั้น เช่น ถ้าทรัพย์สินนั้นชำรุดเสียหาย ถ้าทรัพย์สินนั้นถูกน้ำท่วม ฯลฯ ค่าตอบแทนความเสียหายต่างๆ ก็จะขึ้นอยู่กับกรมธรรม์หรือข้อสัญญาประกันภัยนั้นๆ เช่น
- ความเสียหายที่มีต่อรถยนต์ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในข้อสัญญาประกันภัย เช่น รถยนต์ที่ทำประกันภัยประเภท 1 ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมจะได้รับความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด และถ้ารถยนต์เสียหายจนไม่สามารถซ่อมได้หรือประเมินมูลค่าความเสียหายตั้งแต่ร้อยละ 70 ของมูลค่ารถ บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ ส่วนกรณีที่รถเลื่อนไถลไปชนรถคันอื่นได้รับความเสียหาย กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจทุกประเภทจะให้ความคุ้มครองค่าเสียหายแก่คู่กรณี
- การประกันภัยทรัพย์สิน เช่น การทำประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัยซึ่งได้ซื้อความคุ้มครองภัยน้ำท่วมไว้ หรือการประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (IAR) ผู้เอาประกันภัยจะได้รับความคุ้มครองความเสียหายจากภัยน้ำท่วมด้วย
- การประกันทรัพย์สินในบ้าน ประกันทรัพย์สินในบ้านไม่ถือเป็นข้อบังคับ แต่แนะนำให้ทำไว้ เราควรทำประกันทรัพย์สินในบ้านไม่ว่าจะเป็นบ้านที่เรามีกรรมสิทธิ์ครอบครองหรือบ้านเช่าก็ตาม โดยประกันประเภทนี้จะครอบคลุมความเสียหายต่อเฟอร์นิเจอร์ วิทยุ โทรทัศน์ เครื่องเสียง เสื้อผ้า และรายการอื่น ๆ ในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้หรืออุทกภัย ประกันภัยยังครอบคลุมในกรณีที่ถูกโจรปล้น การทำประกันในลักษณะนี้ถือเป็นความรับผิดชอบส่วนตัว ทรัพย์สินในบ้านมีผลต่อรายการทั้งหมดภายในบ้าน ในกรณีที่เราซื้อประกันภัยทรัพย์สินในบ้าน ก็สามารถเลือกได้ว่าจะกำหนดอัตราประกันภัยไว้สูงสุดเท่าใด หากเลือกอัตราการประกันภัยในระดับสูง ค่าเบี้ยประกันก็จะสูงตามไปด้วย ทั้งนี้หากกำหนดอัตราการประกันภัยต่ำเกินไป คุณอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายมากในกรณีที่เกิดเหตุการณ์สูญเสียขึ้น

25.แท้จริงแล้ว บ้านที่ปลอดภัยจากน้ำท่วมควรเป็นอย่างไร
          “บ้านเรือนไทย” หรือบ้านที่มีใต้ถุนสูง เป็นภูมิปัญญาของคนไทยสมัยก่อนที่คิดถึงเรื่องการอยู่กับน้ำมาเนิ่นนานแล้ว แต่เป็นเพราะเหตุใดบ้านที่มีใต้ถุนสูงจึงหายไป กลายเป็นบ้านแบบฝรั่งที่มีความทึบตันและไม่ได้เผื่อพื้นที่สำหรับอยู่กับน้ำอีกต่อไป ทั้งที่มีบ้านอยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมเป็นประจำ
           การปลูกบ้านแบบฝรั่งหรือบ้านสมัยใหม่นั้นสามารถปลูกแบบยกพื้นสูงได้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นบ้านเรือนไทยทำด้วยไม้ทั้งหลัง วิธีแก้ปัญหาทุกวันนี้จึงเป็นเรื่องของการถมดินให้สูงขึ้น น้ำสูงเท่าไหนก็จะถมดินให้สูงขึ้นกว่าระดับนั้น แต่ปัญหาที่ตามมาคือ บ้านที่อยู่ใกล้เคียงก็เหมือนอยู่ในบ่อเช่นกัน น้ำไม่ท่วมบ้านเรา แต่จะไปท่วมบ้านที่ไม่ได้ถมดินเพิ่มแทน ฝนตกเล็กน้อยน้ำก็จะไปท่วมบ้านที่อยู่ต่ำกว่า
คงจะดีถ้ามีมาตรการเรื่องการถมที่ปลูกบ้าน โดยออกเป็นระเบียบให้ใครที่จะถมดินปลูกบ้าน ควรถมได้ไม่เกิน 50 เซนติเมตร หรือไม่เกิน 80 เซนติเมตรจากผิวถนน โดยคิดถึงเรื่องการปล่อยให้พื้นที่ชั้นล่างเป็นใต้ถุนบ้าน ก่อสร้างด้วยวัสดุที่ทนน้ำได้ เช่น คอนกรีต พื้นที่ใช้สอยอาจทำเป็นที่จอดรถ ห้องเก็บของ ที่ประกอบด้วยเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว สามารถเคลื่อนย้ายไปไว้ชั้นบนได้ง่าย นอกจากบ้านจะไม่กลัวน้ำท่วมแล้ว เรื่องการถ่ายเทอากาศก็ยังดีกว่าบ้านที่ไม่มีใต้ถุนให้ลมได้พัดผ่านเลย

26. ใครว่าอยู่คอนโดมิเนียมสูงๆไม่ต้องกังวล
           จริงอยู่ที่บนชั้นสูงๆน้ำจะท่วมไม่ถึง แต่คุณจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแน่นอน หลายตึกจะมีที่จอดรถใต้ดินซึ่งน้ำก็สามารถท่วมได้ ชั้นล่างสุดซึ่งมักทำเป็นล็อบบี้ก็สามารถท่วมถึงได้ นอกจากนั้นบริเวณชั้นล่างหรือชั้นใต้ดินของคอนโดมิเนียมยังเป็นที่อยู่ของศูนย์ควบคุมระบบต่างๆ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบไอที ระบบรักษาความปลอดภัย บางที่ก็ทำเป็นห้องเก็บของด้วย แล้วยังมีห้องเครื่องของลิฟต์ และอะไรอีกมากมายที่น้ำอาจท่วมถึง ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้คุณลำบาก ยิ่งสูงยิ่งลำบากถ้าไม่มีไฟฟ้า ปั๊มน้ำไม่ทำงาน ลิฟต์ใช้ไม่ได้ รถก็จมน้ำ…เครียดพอแล้ว เอาเป็นว่าคุณต้องลงมาช่วยกันก่อกำแพงกระสอบทรายกับเขาด้วย อย่านิ่งนอนใจอยู่บนที่สูง



Article by tag

Amarin Training