Chelsea Flower Show 2011 สวนเพื่อโลกที่ยั่งยืน

สมกับที่รอคอยจริง ๆค่ะ สำหรับงาน Chelsea Flower Show ปีนี้   แค่วันแรกก็ได้รับความสนใจจากสื่อชั้นนำมากมายทุกแขนง ทั้งสำนักข่าวบีบีซีที่เข้าไปเก็บภาพแบบเจาะลึก รวมทั้งหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆทั่วโลก นิตยสารบ้านและสวนของเราก็ไม่พลาดที่จะไปร่วมงานนี้ด้วย เพราะความสำคัญของงานนี้ไม่ใช่แค่งานแสดงสวนและพรรณไม้ที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงเท่านั้น แต่เรียกว่าเป็นงานที่บ่งบอกถึงทิศทางของเทรนด์การออกแบบสวน ซึ่งจะนำเราก้าวต่อไปในอนาคตได้อย่างสร้างสรรค์ งานนี้จัดเป็นประจำทุกปีโดยสมาคมพืชสวน (the Royal Horticultural Society : RHS) ณ The Royal Hospital เขตเชลซี มหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งตรงกับช่วงฤดูร้อนของที่นั่น (แต่อากาศเย็นสบายกำลังดีสำหรับเรา) และต้นไม้กำลังออกดอกสวยสะพรั่งเหมาะที่จะเดินชมสวนเป็นอย่างยิ่ง

 

เรามาถึงที่นี่ตั้งแต่เช้าตรู่ แดดสวยอากาศเย็นนิดๆและไม่มีฝนตก นับว่าโชคดีมากทำให้เก็บภาพสวนสวยๆได้เต็มที่ ระบบจัดการเรื่องตั๋วเข้างานก็สะดวกแม้คนจะเข้าชมงานเยอะแต่ก็ไม่ต้องรอคิวยาว เพราะตั๋วส่วนใหญ่ได้ขายล่วงหน้าทางเว็บไซต์ก่อนงานเริ่มหลายเดือน ตั๋วบางรอบหมดเกลี้ยงตั้งแต่ขายบัตรได้ไม่นาน ดังนั้นใครวางแผนจะไปในปีต่อๆไปแนะนำว่าให้เข้าไปจองตั๋วล่วงหน้ากันก่อนค่ะ ขนาดพื้นที่จัดงานเราว่าไม่ใหญ่เกินไปหากเดินผ่าน ๆ วันเดียวก็สามารถชมได้ทั่วแบบไม่เหนื่อย แต่สำหรับทีมงาน “บ้านและสวน” บอกได้เลยว่าวันเดียวไม่พอเพราะเราต้องเก็บภาพและรายละเอียดมาฝากคุณผู้อ่านให้มากที่สุด งานปีนี้มีอะไรบ้าง เดินไปชมพร้อมกันค่ะ

พื้นที่แสดงงานหลักๆจะประกอบด้วยสวนโชว์ซึ่งเป็นไฮไลท์สำคัญของงานมี 4 รูปแบบด้วยกันคือ The Show Gardens ทั้งหมด 14 สวน เป็นสวนที่แสดงถึงแนวคิดใหม่ๆในการออกแบบ รวมทั้งสวนจากนานาชาติที่มาร่วมประชันกัน แต่ละประเทศไม่มีใครน้อยหน้าใคร ซึ่งสวนที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมไปก็คือ “The Daily Telegraph Garden” มาในสไตล์   โมเดิร์นคลาสสิก ผนังโทนสีเหลืองอ่อน ๆ ขับพรรณไม้พุ่มเล็กๆให้ดูสะดุดตาขึ้น และที่โดดเด่นที่สุดคือประติมากรรมเสาขนาดใหญ่ตกแต่งผิวให้ดูเหมือนเป็นหินเก่าที่ผ่านระยะเวลามายาวนาน สวนแบบที่สองคือ Urban Gardens ทั้งหมด 8 สวน เป็นรูปแบบสวนที่แสดงถึงความความทันสมัยและโดดเด่น มีไอเดียการจัดสวนในพื้นที่จำกัดได้อย่างน่าสนใจ โดยสวน “Winds of Change” ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมไปอย่างไม่มีข้อสงสัยเลยค่ะ นอกจากแนวคิดในการนำพลังงานลมมาใช้สร้างกระแสไฟฟ้าในสวนแล้ว ยังมีการออกแบบสวนที่สวยงามใช้งานได้จริงด้วยวัสดุแบบง่าย ๆ แต่ก็ให้กลิ่นอายโมเดิร์นเหมาะกับวิถีชีวิตคนเมืองสมัยใหม่ สวนแบบที่สาม คือ Artisan Gardens มี 8 สวนเช่นกัน สวนประเภทนี้มีจุดเด่นคือการเลือกใช้วัสดุตกแต่งแบบธรรมชาติและงานฝีมืออันละเอียดอ่อน จำลองภาพบรรยากาศความทรงจำหรือเรื่องราวถ่ายทอดออกมาเป็นสวนขนาดย่อม สำหรับสวนที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมก็คือ “Hae-woo-so (Emptying One’s Mind)” สวนที่จำลองภาพห้องสุขาแบบดั้งเดิมตามชนบทของประเทศเกาหลีใต้ แบบสุดท้าย คือ Generation Gardens มี 4 สวน จัดแสดงภายในพาวิลเลียนโดยมีเนิร์สเซอรี่และเด็กประถมถึงมัธยมส่งเข้าประกวด จำลองป็นพื้นที่หน้าบ้าน เน้นรูปแบบสวนขนาดเล็กที่ทำได้ง่ายๆภายในบ้าน

สำหรับสวนโชว์ทั้งหมดที่นำมาจัดแสดงนั้นทางผู้ออกแบบจะต้องส่งแบบร่างให้ผู้จัดงานพิจารณาก่อนล่วงหน้า หากได้รับคัดเลือกจึงจัดแสดงจริงในงาน ซึ่งผู้จัดงานจะให้เวลาเข้าเตรียมงาน 9 วันสำหรับสวนขนาดเล็ก และ 3 สัปดาห์สำหรับสวนขนาดใหญ่ การก่อสร้างที่ใช้วัสดุเหมือนจริง ความพิถีพิถันในการปลูกต้นไม้ ตลอดจนพรรณไม้ที่นำมาจัดแสดงมีการเตรียมการล่วงหน้ามาอย่างดี ทำให้ทั้งหมดดูเหมือนสวนจริงมากกว่าจะเป็นแค่สวนโชว์ที่ต้องรื้อทิ้งหลังเลิกงาน

การจัดวางผังบริเวณงานมีการออกแบบอย่างเป็นสัดส่วน ใกล้ๆกับสวนโชว์บางจุดจะมีร้านค้าจำหน่ายของแต่งสวนมาแทรกทำให้ดูไม่น่าเบื่อ แถมร้านเหล่านี้ยังมีการตกแต่งสวยงาม บางร้านทำเอาเราแทบแยกไม่ออกว่าเป็นสวนโชว์หรือร้านขายของกันแน่ นอกจากสวนโชว์ต่างๆ ที่เป็นไฮไลต์เด่นแล้ว ยังมีส่วนของ The Great Pavilion อาคารจัดแสดงดอกไม้และพรรณไม้จากเนิร์สเซอรี่ต้นไม้ชั้นนำของอังกฤษและทั่วโลก ต้องบอกว่าปีนี้สวนนงนุชตัวแทนประเทศไทยกลับมาจัดแสดงอีกครั้งและได้รับรางวัลเหรียญทองไปเหมือนเดิมตามความคาดหมายด้วยค่ะ

ส่วนแนวคิดการจัดสวนในปีนี้ภาพรวมยังคงให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ใกล้เคียงกับปีที่แล้วที่กระแสการออกแบบสวนแบบ Sustainable Garden เป็นที่นิยมมาก ปีนี้จะให้ความใส่ใจเรื่องพลังงานจากธรรมชาติ เช่น ลมและน้ำ โดยนำแนวคิดที่มีความเป็นไปได้มาออกแบบให้เชื่อมโยงกับสวน ตลอดจนเรื่องการใช้ต้นไม้ลดอุณหภูมิอากาศในเมือง การทำหลังคาเขียว (Green Roof) การจัดการน้ำ รวมถึงการนำวัสดุเหลือใช้มาออกแบบได้อย่างคุ้มค่า โดยไม่ละเลยเรื่องความสวยงามและฟังก์ชันการใช้ประโยชน์ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการออกแบบ

สำหรับโทนสีทั้งฮาร์ดสเคปและพรรณไม้เกือบทั้งหมดนิยมใช้สีอ่อน ๆโทนพาสเทล ดูนุ่มนวล อบอุ่น ผสมผสานวัสดุธรรมชาติเข้ากับวัสดุสมัยใหม่ที่มีความแข็งแรงทนทาน นอกจากนี้ยังเห็นได้ชัดว่าผู้ออกแบบนิยมเลือกใช้พรรณไม้ที่เป็นพืชพันธุ์ท้องถิ่น จัดวางอย่างเป็นธรรมชาติให้เหมือนขึ้นเองโดยไม่ตั้งใจ โดยนำมาผสมผสานกับวิถีชีวิต ภูมิประเทศ วัฒนธรรม ของแต่ละประเทศหรือเมืองนั้นๆ จัดแสดงผ่านงานออกแบบได้อย่างน่าสนใจ และก็มีบ้างเหมือนกันที่แสดงงานสวนออกมาแปลกแหวกแนวเรียกความสนใจจากผู้เข้าชมงาน เช่น สวน “Irish Sky Garden” ออกแบบโดย Diamuid Garvin ที่ทำห้องนั่งเล่นลอยได้ในสวน มีเครนยกตัวศาลาขึ้นไปแขวนกลางอากาศ จึงได้รับรางวัล People’s Choice ไปครองด้วย หรือสวน “British Heart Foundation Garden” โดยกองทุนหัวใจแห่งประเทศอังกฤษ ที่สื่อออกมาเป็นประติมากรรมท่อสีแดงแสดงถึงเส้นเลือดหล่อเลี้ยงหัวใจ เป็นต้น

แน่นอนว่าเทรนด์ปีนี้ยังคงพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับโลกและสิ่งแวดล้อม ไอเดียสวนต่าง ๆจึงมีการสอดแทรกเรื่องระบบนิเวศที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ไม่ยาก แนวคิดของสวนที่ไม่หยุดนิ่งเหล่านี้นี่เองคือสิ่งที่จะต่อยอดและพัฒนาวงการสวนให้เกิดไอเดียใหม่ ๆอยู่เสมอ สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมลองเข้าไปที่

 

เรื่อง : “วรัปศร”

ภาพ : สิทธิศักดิ์ น้ำคำ

keyboard_arrow_up