จากโรงม้าเป็นบ้าน

จากโรงม้าเป็นบ้าน
          เวลากว่า 33 ปีอาจไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมดของชีวิต แต่ก็เป็นระยะเวลายาวนานพอที่จะบอกเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตของ คุณน้ำเพชร วินเซนธ์ ภายในบ้านหลังนี้ได้เป็นอย่างดี บ้านที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม และบางครั้งก็มีหยาดน้ำตา
          บ้านและสวน มีโอกาสมาเยือนบ้านของคุณน้ำเพชรในเช้าของวันที่อากาศสดใสในช่วงฤดูร้อน บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนเดลแฮมการ์เด้นอยู่ห่างจากย่านกลางเมืองลอนดอนไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ที่นี่ถือเป็นเขตเก่าแก่ สังเกตได้จากบ้านในแถบนี้เป็นบ้านรุ่นเก่าทั้งสิ้น โดยส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายห้องแถว แต่สำหรับบ้านหลังที่เราจะมาเยี่ยมชมนี้เป็นบ้านที่มีบริเวณมีรั้วรอบขอบชิด
          จากประตูโรงรถมีประตูไม้บานเล็กที่แยกเป็นทางเดินสั้นๆ นำไปสู่ตัวบ้าน ในวันที่อากาศดี หากเดินไปตามทางเดินนี้ก็จะพบสวนขนาดเล็กซึ่งเต็มไปด้วยไม้ดอกไม้ประดับกระถางเล็กกระถางน้อยตั้งเรียงกันเป็นแถวๆหนึ่งในจำนวนนั้นมีต้นเล็กๆ รูปทรงไม่ต่างจากไม้บอนไซสีสวยพันธุ์แปลก พอก้มลงไปมองใกล้ๆ ก็คิดว่าเป็นหลิวไต้หวัน เพราะทั้งใบและดอกมีขนาดเล็กใกล้ๆ กัน คุณน้ำเพชรเฉลยให้ฟังว่า
          “ต้นฟูเชีย (Fuchia) ค่ะ เป็นพันธุ์ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก เพื่อนบ้านให้มาสองกิ่ง นำมาชำจนได้เป็นต้นขนาดนี้”
          จากมุมไม้กระถางด้านหน้าของบ้าน ถัดเข้าไปด้านข้างเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเหมือนสามเหลี่ยมขนาดไม่เกิน 20 ตารางเมตร คุณน้ำเพชรจัดเป็นสวนป่าขนาดย่อม บรรยากาศภายในนี้ดูสงบเงียบแตกต่างจากภายนอกบ้านอย่างสิ้นเชิง และหนึ่งในบรรดาไม้ยืนต้นก็มีต้นซิลเวอร์บีช (Silver Beech)แผ่กิ่งก้านที่มีใบดกหนา ทำให้ส่วนนี้ร่มครึ้ม บริเวณรั้วกำแพงสูงก็มีไม้เลื้อย เฟิน ไม้พุ่มขนาดเล็ก เช่นสนและเมเปิ้ลสีสวยแบบเตี้ย ขึ้นปกคลุม โดยแต่ละต้นต่างแย่งกันยื่นกิ่งออกมารับแสงแดด
          หลังจากแวะชมสวนจนเพลิดเพลินแล้ว เราเดินต่อไปยังทางเข้าบ้านซึ่งออกแบบเป็นห้องกระจกใสคลุมประตูทางเข้าบ้าน บ้านหลังนี้สร้างเป็นสองชั้น แต่ละชั้นมีระดับความสูงของเพดานไม่มากนัก จากการสังเกตก็รู้สึกได้ว่าบ้านมีการปรับเปลี่ยนอะไรมาแล้วหลายอย่าง คุณน้ำเพชรเล่าว่า
          “บ้านนี้เคยเป็นโรงเก็บม้า หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าตรงจั่วด้านหน้าบ้านมีตะขอเหล็กแขวนอยู่ เดิมเขาไว้เกี่ยวรอกสำหรับดึงมัดหญ้าที่เอาไว้เลี้ยงม้าขึ้นไปเก็บยังชั้นบน ก่อนที่เราจะเข้ามาอยู่ก็มีการปรับปรุงมาบ้างแล้วพอเรามาอยู่ก็ปรับอีก โดยปรับให้หน้าต่างของห้องนั่งเล่น – รับแขกมีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเปิดรับแสงสว่าง
          “สำหรับการตกแต่งยังคงตามแบบเดิมไว้ ดูจากเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดในบ้านนี้ก็คงพอจะบ่งบอกได้ถึงการใช้งานที่ยาวนาน ดิฉันเป็นคนชอบเก็บสะสมของสวยงามทุกประเภท แล้วนำมาไว้ตามมุมต่างๆ ของบ้าน แต่หลังจากที่สามีเสียชีวิต ดิฉันก็อยู่คนเดียว และไม่ได้ทำอะไรกับบ้านอีกเลยนอกจากปลูกต้นไม้ ดูแลต้นไม้ จะเห็นว่ารอบบ้านมีแต่ต้นไม้ ด้านหลังบ้านก็มีกุหลาบหลายชนิด
          “ข้อดีของบ้านหลังนี้คือตั้งอยู่ในองศาตามแสงอาทิตย์ มีแสงแดดเป็นแนวเฉียง และแสงแดดจะส่องลงที่บริเวณสวน ขณะที่ช่องแสงในห้องนั่งเล่น – รับแขก แม้จะมีขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่มีแสงแดดส่องมาโดนโดยตรงห้องจึงสว่าง แต่ไม่ร้อน”
          บ้านหลังนี้สร้างเกือบเต็มพื้นที่ ชั้นล่างประกอบด้วยห้องนั่งเล่น-รับแขกอยู่ทางด้านหน้า เป็นห้องโล่ง แนวเพดานก็ไม่สูงนัก และเอียงตามรูปหลังคา ในห้องนี้จัดวางโซฟา อาร์มแชร์หนังสีน้ำตาลอมส้ม สะท้อนรูปแบบการตกแต่งจากยุค 1960 – 1970 มีห้องน้ำอยู่ในตำแหน่งกลางบ้าน เยื้องๆ กับประตูทางเข้า (พื้นที่ว่างของโถงทางเข้าเป็นโถงหน้าบันไดด้วย) ต่อด้วยห้องทำงานซึ่งมีชั้นหนังสือเต็มผนังด้านหนึ่ง โต๊ะทำงานตัวใหญ่ตั้งชิดกับเบย์วินโดว์ พื้นที่หักศอกกลางบ้านช่วยแยกพื้นที่ใช้สอย เคาน์เตอร์บาร์กับแพนทรี่อยู่ติดกับบันได ถัดไปเป็นห้องรับประทานอาหาร จัดวางเฟอร์นิเจอร์ไม้ซึ่งดูจากรูปทรงและไม้ก็บอกถึงความเก่าแก่ได้เป็นอย่างดี หลังห้องรับประทานอาหารและแพนทรี่เป็นเรือนกระจก ซึ่งเป็นมุมนั่งเล่นตกแต่งด้วยไม้กระถาง ถือเป็นอีกหนึ่งมุมสวยของบ้าน
          ชั้นบนประกอบด้วยห้องนอนและห้องน้ำอย่างละสองห้อง ด้วยลักษณะของโครงสร้างเดิมทำให้ชั้นบนมีเพดานเตี้ย สภาพของทุกห้องจึงมองคล้ายห้องใต้หลังคา แต่ละห้องมีช่องแสงวางอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะเจาะ ประกอบกับการเลือกสีขาวทาผนังและเพดาน ทำให้ห้องดูไม่อึดอัด ห้องนอนใหญ่มีประตูเข้าไปยังห้องน้ำที่แต่งให้กลืนกับผนัง ถ้าไม่สังเกตก็จะไม่เห็น ห้องแต่งตัวก็แยกส่วนไปต่างหาก จึงช่วยทำให้ห้องนอนใหญ่ดูเรียบโล่ง
          สังเกตได้ว่าทุกห้องของบ้านมีภาพวาดแขวนบนผนังเกือบเต็มพื้นที่ ซึ่งถือเป็นของสะสมอีกอย่างของเจ้าของบ้าน หลายภาพเป็นผลงานของคุณน้ำเพชรเอง เธอเล่าให้ฟังในตอนท้ายว่า
          “ดิฉันชอบงานศิลปะจนได้ไปเรียนการวาดเส้นกับการเขียนภาพซึ่งเป็นคอร์สพิเศษสำหรับผู้ใหญ่ แล้วก็ยังชอบพวกเซรามิกด้วย ทั้งบ้านจะมีแต่ของสะสมพวกนี้วางเป็นกลุ่มๆ เนื่องจากบ้านนี้เป็นบ้านอยู่อาศัยจริงไม่ใช่บ้านโชว์ ทุกอย่างจึงเป็นไปตามที่เจ้าของบ้านชอบใจค่ะ”

จัตตริน
ฤทธิรงค์, อภิรักษ์, อัฏฐพร

keyboard_arrow_up