8 สิ่งต้องรู้ก่อนซื้อ เครื่องทำน้ำอุ่น

เครื่องทำน้ำอุ่น
เครื่องทำน้ำอุ่น

ปัจจุบัน เครื่องทำน้ำอุ่น ดูเหมือนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบ้านไปแล้ว (แม้อากาศจะไม่หนาวก็ตาม) เพราะหลายท่านเชื่อว่าการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดเมื่อย ลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อจากการทำงานหรือเล่นกีฬา และช่วยให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตในร่างกายทำงานได้คล่องตัวยิ่งขึ้น ทำให้เรารู้สึกสดชื่นและสบายตัว

เครื่องทำน้ำอุ่นมีให้เลือกใช้งานหลายรูปแบบ แต่ที่นิยมใช้กันตามบ้านทุกวันนี้คงหนีไม่พ้นระบบไฟฟ้าเพราะติดตั้งได้สะดวกและใช้งานง่าย อย่างไรก็ดีเครื่องทำน้ำอุ่นก็มีคุณสมบัติเด่นด้อยแตกต่างกันไป ดังนั้นการจะเลือกเครื่องชนิดใดมาใช้งาน เราก็ควรพิจารณาในหลายๆประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบทำความร้อน กำลังวัตต์ รวมถึงเรื่องความปลอดภัยที่ไม่ควรมองข้าม

1. ระบบทำความร้อน

เปรียบเสมือนหัวใจของเครื่องทำน้ำอุ่น แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือ

1. แบบน้ำผ่านร้อน น้ำจะไหลผ่านท่อหรือขดลวดทองแดงทำให้ได้น้ำร้อนเร็วทันใจและไหลแรงตัวเครื่องมีขนาดกะทัดรัด (ดูเพรียวบาง)แต่อาจมีปัญหาเรื่องความคงที่ของอุณหภูมิน้ำหากแรงดันน้ำอ่อนหรือไม่สม่ำเสมอและมีโอกาสเกิดการอุดตันภายในท่อได้ง่าย จากหินปูนที่มากับน้ำ

เครื่องทำน้ำอุ่น

2. แบบหม้อต้ม น้ำจะไหลผ่านหม้อทองแดงหรือวัสดุสังเคราะห์ แล้วทำให้น้ำร้อนด้วยขดลวดความร้อน  ก่อนจะปล่อยน้ำออกไปใช้งาน จึงต้องใช้เวลาสักครู่ก่อนที่น้ำจะอุ่น

ระบบทำความร้อนแบบหม้อต้มนี้ สามารถแบ่งย่อยได้อีก2 ชนิด ได้แก่

2.1 หม้อทำความร้อนจากทองแดง ทนความร้อนได้ดี มีอายุการใช้งานยาวนาน แต่มีโอกาสเกิดตะกรัน ถ้าใช้กับน้ำที่ไม่ผ่านระบบกรองที่ดี

2.2 หม้อทำความร้อนจากวัสดุสังเคราะห์ หรือพลาสติกคุณภาพสูงอย่าง “กริลลอน” (Grilon)ซึ่งเป็นวัสดุเดียวกับที่ใช้ทำหม้อน้ำในรถยนต์รุ่นใหม่ๆสามารถทนความร้อนได้สูงถึง 260 องศาเซลเซียส แต่ถ้าเป็นวัสดุเลียนแบบ ใช้พลาสติกคุณภาพต่ำ อาจรั่วซึมได้ง่าย ไม่สมราคากับการออกแบบหม้อต้มที่เป็นชิ้นเดียวแบบไร้รอยต่อ

2. ระบบป้องกันไฟดูดไฟรั่ว

ระบบป้องกันไฟดูดโดยการตัดไฟฟ้าอัตโนมัติภายในเครื่องทำน้ำอุ่นหากมีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลนั้น มี 2 ระบบ คือ

  • ELCB (Electronic Earth Leakage Circuit Breaker) หรือ ELB เป็นเบรกเกอร์กันไฟดูดที่มีหน้าตาคล้ายๆกับเซฟตี้เบรกเกอร์ของปั๊มน้ำ เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ ถ้ามีกระแสไฟฟ้ารั่วเบรกเกอร์ELCB จะตัดไฟฟ้าออกจากระบบภายในเสี้ยววินาที (0.01-0.1 วินาที) หากมีกระแสไฟรั่วเพียง 15 มิลลิแอมป์ จึงป้องกันไฟฟ้าดูดได้ทันท่วงที การทำงานเป็นระบบกลไก (Mechanic)ดังนั้นเราควรต้องหมั่นกดปุ่ม TEST บนแผงหน้าปัดอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อความมั่นใจว่าระบบตัดไฟยังทำงานดีอยู่
  • ELSD (Electronic Leakage Safety Device)หรือESDจริงๆแล้วก็คือ ELCB ที่พัฒนาให้เป็นแผงวงจรตัดไฟอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องทำน้ำอุ่นไปในตัว จึงทำให้ผู้ผลิตดีไซน์ตัวเครื่องทำน้ำอุ่นให้มีขนาดเล็กลงได้ สามารถตัดกระแสไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว หากมีไฟฟ้ารั่วไหลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

3. มิเตอร์ไฟฟ้า &ขนาดสายไฟ…สำคัญไฉน

ก่อนตัดสินใจเลือกเครื่องทำน้ำอุ่นมาใช้งานเราต้องรู้ว่ามิเตอร์ไฟฟ้าที่บ้านสามารถรองรับกระแสไฟฟ้าได้กี่แอมแปร์  (A)เพราะหากเราเลือกเครื่องทำน้ำอุ่นที่มีอัตราการกินไฟไม่สัมพันธ์กับมิเตอร์ไฟฟ้า อาจส่งผลให้เกิดไฟกระชาก ทำให้ตัวเครื่องได้รับความเสียหายและผู้ใช้อาจได้รับอันตรายอีกด้วย โดยมีข้อแนะนำง่ายๆดังนี้

  • มิเตอร์ไฟฟ้าขนาด 5 (15)A ควรเลือกเครื่องทำน้ำอุ่นที่กินไฟไม่เกิน 3,500วัตต์
  • มิเตอร์ไฟฟ้าขนาด 15(45) A สามารถเลือกใช้เครื่องทำน้ำอุ่นขนาด 4,500 วัตต์หรือ 6,000 วัตต์ก็ได้

นอกจากนี้การเลือกขนาดของสายไฟที่ใช้งานร่วมกับเครื่องทำน้ำอุ่นต้องได้มาตรฐาน (ขนาดสายไฟไม่เล็กเกินไป) เหมาะสมกับกำลังไฟของเครื่อง โดยมีสูตรคำนวณคร่าวๆดังนี้

หากเราเลือกเครื่องทำน้ำอุ่นที่มีกำลังไฟ 3,500 วัตต์ ให้หารด้วย 1,320 จะได้ผลลัพธ์2.65 หมายความว่าเราจะต้องเลือกใช้สายไฟที่มีหน้าตัดไม่น้อยกว่า 3 SQ.MMสูตรนี้สามารถนำไปคำนวณการเดินสายไฟของเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆได้อีกด้วย

4. เลือกกำลังวัตต์ให้เหมาะกับการใช้งาน

วัตต์ (Watt) ในที่นี้คือ ขนาดกำลังไฟฟ้าของเครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องที่มีกำลังวัตต์มาก ความสามารถในการทำความร้อนก็ยิ่งมากขึ้นนั่นเอง โดยเลือกให้เหมาะสมกับสภาพอากาศของสถานที่ที่นำไปใช้ อย่างกรุงเทพฯและปริมณฑลเลือกเครื่องทำน้ำอุ่นขนาด3,500 -4,500 วัตต์ก็เพียงพอแล้ว เพราะสภาพอากาศไม่ได้หนาวเย็นมากแถมยังประหยัดค่าไฟและประหยัดเงินในกระเป๋าอีกต่างหาก แต่สำหรับพื้นที่อย่างภาคเหนือตอนบนของไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว มีสภาพอากาศที่หนาวเย็นมากๆ ก็ควรเลือกเครื่องทำน้ำอุ่นที่มีกำลังวัตต์สูงหน่อยประมาณ 6,000 วัตต์

keyboard_arrow_up