“ทอผ้า” ในบ้านที่เวลาหยุดเดิน

“ทอผ้า” ในบ้านที่เวลาหยุดเดิน
09.00 น.
          เสียงชัตเตอร์แรกของวันนี้ดังขึ้น หลังจากที่เราเดินสำรวจดูรอบบริเวณบ้านภายในตัวเมืองเวียงจันทน์หลังนี้อยู่พักใหญ่ เริ่มแรกเราถ่ายภาพจากระเบียงไม้ของบ้านก่อน บริเวณนี้จัดให้เป็นพื้นที่นั่งเล่น?พักผ่อน และมีโต๊ะรับประทานอาหารอยู่อีกด้านหนึ่งของระเบียง ในวันที่แสงแดดอ่อนละมุนส่องถึง ชานไม้แห่งนี้ก็จะเป็นที่นั่งพักผ่อนของ ครอบครัวศรีสาน อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
          คุณหาญชนะ และ คุณบัวสนคำ ศรีสาน เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้และ “Lao Textile Museum” ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ทั้งคู่เป็นคนลาวโดยกำเนิดทางบ้านของคุณหาญชนะทำธุรกิจเกี่ยวกับการทอผ้า ในอดีตทำเพื่อจำหน่ายเพียงอย่างเดียว ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติทางแถบยุโรป ต่อมาจึงเริ่มมี
ความคิดว่า จริงๆ แล้วผ้าเหล่านี้เป็นศิลปะที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ของประเทศลาว น่าจะมีการจัดแสดงไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม จึงคิดก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้น ภายใต้การสนับสนุนของประเทศญี่ปุ่น บ้านหลังนี้จึงเปรียบเสมือนโชว์รูมเล็กๆ ที่เจ้าของสามารถตกแต่งบ้านด้วยผ้าทอที่ทำเอง ไม่ว่าจะเป็นผ้าแขวนผนังหรือผ้าปูโต๊ะได้ตามต้องการ
          “ที่ดินตรงนี้ประมาณ 4 ไร่เศษ ประกอบด้วยส่วนที่เป็นบ้านไม้เก่าหลังนี้หนึ่งหลัง และอาคารใหม่ที่สร้างพร้อมกับพิพิธภัณฑ์อีก 4 หลัง แต่ก่อนมีเพียงบ้านไม้หลังนี้ รอบๆ บ้านจะเต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ พอถึงคราวที่ต้องสร้างส่วนเพิ่มเติม จึงเลือกที่จะสร้างให้ห่างออกไปจากบ้านไม้ เพื่อให้ไม่รู้สึกอึดอัดและยังคงความรู้สึกว่ามีต้นไม้ขึ้นอยู่รายรอบบ้านเช่นเดิม บ้านหลังนี้เป็นบ้านเก่าของคุณปู่คุณย่า ลักษณะเป็นบ้านทรงไทยพวนที่นิยมปลูกกันในสมัยนั้น รวมอายุคงสัก 90 ปีได้” คุณหาญชนะเล่าความเป็นมาของบ้านหลังนี้ให้ฟัง
12.30 น.
          ได้เวลาพักเที่ยงแล้ว คุณหาญชนะไม่รีรอที่จะชักชวนให้เราร่วมรับประทานอาหารพื้นเมืองของลาว อาหารรสชาติไม่คุ้นลิ้นนัก?แต่กลับอร่อยจนลืมไม่ลง ระหว่างนั้นบทสนทนาจากคนสองท้องถิ่นก็ดำเนินไป แม้บางช่วงจะฟังเข้าใจ บางช่วงต้องเดาเอาเอง แต่กลับรู้สึกผ่อนคลายและเป็นกันเองอย่างบอกไม่ถูก
13.45 น.
          เราเริ่มถ่ายรูปกันต่อในห้องนอน การตกแต่งยังคงสภาพเดิมของบ้านไว้ให้มากที่สุด อุปกรณ์เครื่องใช้บางชิ้นแม้ไม่สามารถใช้การได้แล้ว คุณบัวสนคำก็ตั้งใจเก็บไว้ รวมถึงห้องครัวที่ยังคงรูปแบบของครัวในอดีตไว้ได้อย่างสมบูรณ์ “เมื่อทำห้องครัวใหม่แล้ว ครัวแบบดั้งเดิมนี้ก็ไม่ได้ใช้งานจริง แต่อยากเก็บความทรงจำที่อยู่ในครัวเก่าๆ นี้ไว้มากกว่า” คุณบัวสนคำกล่าวกับเราเช่นนั้น
15.10 น.
          เมื่อเก็บภาพบรรยากาศภายในบ้านจนพอใจแล้ว เราก็ถอยออกมาถ่ายรูปบริเวณภายนอกบ้าน รวมไปถึงส่วนของพิพิธภัณฑ์ เรือนทอผ้าและย้อมผ้า ทั้งหมดสร้างด้วยไม้และมีรูปแบบคล้ายกับบ้านหลังแรกที่เราชม ซึ่งเกิดจากความต้องการของเจ้าของบ้านที่อยากให้สิ่งก่อสร้างทั้งหมดดูกลมกลืนกันมากที่สุด ผมคงไม่สามารถนึกภาพจินตนาการของบ้านหลังนี้เมื่อครั้งอดีตได้ชัดเจนนัก แต่สิ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนคือ ความสงบนิ่งและความขลังที่แผ่คลุมไปทั่วทุกมุมของบ้านทุกองค์ประกอบของบ้านหลังนี้ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์คงไว้ด้วยวัสดุและรายละเอียดแบบเดิมๆ ส่วนอีก 10 เปอร์เซ็นต์เป็นการซ่อมแซมด้วยวัสดุสมัยใหม่รวมถึงการต่อเติมบางส่วนเพื่อการใช้งานจริง เช่น ห้องน้ำ
16.45 น.
          แสงแดดยามบ่ายเริ่มทอดตัวต่ำลง ภาพบรรยากาศของบ้านไม้และเครื่องทอผ้าแบบโบราณฉาบทาด้วยแสงสีทอง กลายเป็นภาพอันงดงามที่ยากจะลืมเลือนเจ้าของบ้านยังคงพาเราเดินทั่วบริเวณ พร้อมทั้งอธิบายขั้นตอนการทอและการย้อมสีผ้าไหมให้พวกเราฟัง “ผมว่าการทอผ้าไหมกับการตกแต่งบ้านมีส่วนที่คล้ายกัน คือ ต้องมีใจรักที่จะทำ หากอยากได้ลวดลายของผ้าแบบใหม่ๆ ก็ต้องลองผิดลองถูก เหมือนการตกแต่งบ้านนั่นแหละ”
          บ่อยครั้งที่เราพูดถึง “เวลา” และชีวิตของเราก็มักมีเวลามาเป็นตัวกำหนดในหลายๆ เรื่อง นั่นเป็นเพราะ “เวลา” มีความสำคัญกับชีวิตเรา “ของเก่า” ก็เช่นกัน เพราะการเดินทางผ่านกาลเวลาที่ยาวนานทำให้สิ่งเหล่านี้มีคุณค่า มีความหมาย ต่างจาก “ของใหม่” ที่บางครั้งก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ เพราะไม่มีไออุ่นของเรื่องราวที่ผ่านมาและไม่มีความน่าตื่นเต้นเท่า “ของเก่า” นั่นเอง

เรื่องโดย : เอกราช ลักษณสัมฤทธิ์
ภาพโดย : ฤทธิรงค์ จันทองสุข

keyboard_arrow_up