หากันจนเจอ …บ้านของเรา

หากันจนเจอ …บ้านของเรา
          หากใครเคยท่องโลกอินเทอร์เน็ตแล้วถามหาคำตอบจาก“พี่เกิ้ล” (Google) ถึงสิ่งที่อยากรู้ เรามักไม่ผิดหวังกับความรอบรู้ของพี่คนนี้ แต่มีบางเรื่องที่ไม่ว่าพี่เกิ้ลหรือใครก็ไม่สามารถช่วยหาคำตอบได้ นั่นคือการค้นหาคำว่า “ความพอดีในชีวิต” การพบกันของคนสองคน การใช้เวลาค้นหาตัวตนของกันและกัน และการค้นหาบทสรุปของบ้านหลังแรกในชีวิต ทุกสิ่งคงไม่สามารถหาเจอได้ภายในคลิกเดียวแน่นอน
          บ้านหลังนี้เกิดจากการตัดกันของเส้นทางชีวิตของคนสองคนไม่ว่าจะด้วยความบังเอิญหรือฟ้าเป็นคนเขียนบท คุณกวิน ว่อง-วิกย์การ และ คุณวิยะดา เจริญศุข ว่องวิกย์การ ก็ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันมานานกว่าเจ็ดปีแล้ว มีบางสิ่งเชื่อมโยงให้ทั้งคู่พบกันที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในหน้าที่ของการเป็นอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ แล้วผมก็ต้องแปลกใจเมื่อทราบว่าทั้งคู่ไม่ใช่คนเชียงใหม่แต่พอได้มาอยู่และทำงานที่นี่ ต่างก็หลงรักเสน่ห์ของเมืองแห่งนี้เข้าอย่างจัง
          ปัจจุบันคุณวิยะดาลาออกจากการเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยแล้ว มาเป็นสถาปนิกที่บริษัสถาปนิก 49 จำกัด สาขาเชียงใหม่ส่วนคุณกวินยังคงสอนหนังสืออยู่ “ตอนแรกไม่ได้คิดจะมาลงหลักปักฐานที่เชียงใหม่ คงเป็นเพราะเจอช่วงเวลาที่พอดี เจอคนและสถานที่ที่พอดี เลยเกิดความคิดอย่างนี้ขึ้น ซึ่งคุณพ่อของคุณกวินมีที่ดินตรงนี้อยู่แล้ว ประจวบกับมีคนรู้จักกำลังจะขายบ้านไม้เก่าเราไปเห็นเข้าก็สนใจ จึงขอซื้อมาทำเป็นโครงสร้างไม้ของบ้านชั้นบนสภาพไม้ยังดีอยู่ แค่นำมาทาสีเคลือบและปรับช่วงเสานิดหน่อยก็ใช้ได้แล้ว”
          หลังจากแต่งงานมาประมาณสามปี ทั้งคู่ตัดสินใจสร้างบ้านหลังนี้ด้วยแนวคิดที่อยากให้เป็นบ้านที่อยู่สบาย ไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา และสามารถคุมงบประมาณการก่อสร้างได้ พื้นที่ใช้สอยถูกกลั่นกรองจนเหลือแต่พื้นที่ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตจริงๆ
          ชั้นล่างประกอบด้วยชานไม้ขนาดใหญ่ ต่อเนื่องไปเป็นส่วนโถงทางเข้า ห้องอเนกประสงค์ พร้อมด้วยห้องครัว ห้องน้ำ และห้องนอนเล็กเผื่อไว้สำหรับแขกและญาติมิตร บริเวณโถงบันไดมีประตูทางออกสู่ชานหลังบ้านเล็กๆ ใช้เป็นพื้นที่ซักล้างและส่วนบริการได้อย่างลงตัว ชั้นบนประกอบด้วยห้องนอน 2 ห้องพร้อมห้องน้ำในตัว ห้องทำงานและที่ขาดไม่ได้คือ ชานทั้งด้านหน้าและหลังของบ้าน
          “บางวันเราใช้เวลาทำกิจกรรมต่างๆ ตรงชานนี้มากกว่าภายในบ้านเสียอีก ยิ่งช่วงหน้าหนาวก็มีลมเย็นสบายพัดมาตลอด ไม่ว่าจะนั่งทำงานนั่งเล่น พูดคุยกันในครอบครัว หรือแม้แต่รับแขก จนบางครั้งคิดกันว่าเราน่าจะทำชานให้ใหญ่กว่านี้นะ”
          ตัวบ้านถูกแบ่งด้วยโถงบันไดกลางบ้าน โถงบันไดที่เหมือนไม่มีตัวตนชัดเจนนัก ทว่าเจ้าของบ้านบอกกับเราว่าโถงนี้มีความสำคัญมาก ในวันที่อากาศดีๆ เพียงแค่เปิดประตูด้านหน้าและด้านหลังของโถงบันไดทั้งสองชั้นก็จะมีลมไหลเวียนผ่านทางโถงนี้ตลอดเวลา ทำให้บ้านไม่ร้อนและระบายความชื้นของส่วนครัวและห้องน้ำได้เป็นอย่างดี
          พื้นทั้งภายในและภายนอกเป็นไม้จริง ผนังทำเป็นคอนกรีตผิวขัดมันไม้กับปูนเปลือยนอกจากเป็นความชอบส่วนตัวของทั้งคู่แล้ว ในแง่ของการใช้งาน วัสดุเหล่านี้ก็ดูแลรักษาง่ายและทนทานกว่าวัสดุสังเคราะห์หลายแบบที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน ส่วนสไตล์หรือรูปแบบของสถาปัตยกรรม เจ้าของบ้านไม่ได้จำกัดรูปแบบของบ้าน เพราะทั้งคู่เชื่อว่า สไตล์ไม่สามารถทำให้บ้านนั้นเป็นบ้านที่อยู่สบาย หากแต่เป็นเพียงเปลือกนอกที่ห่อหุ้มคุณค่าของอาคารนั้นๆ ไว้
          “ตอนที่ออกแบบก็ไม่ได้คิดหรอกว่าจะต้องมีกลิ่นอายล้านนาหรืออะไรคิดเพียงว่าทำอย่างไรให้คนที่อยู่ในบ้านสามารถอยู่กับพื้นที่ทุกส่วนในบ้านอย่างเหมาะสมและมีความสุขที่สุด กล่าวคือ ไม่รู้สึกอึดอัด ไม่รู้สึกว่าอยากออกจากบ้านเพื่อหาพื้นที่ที่สบายกว่า แต่สร้างเสร็จแล้วตรงกับสไตล์ไหน ก็คงแล้วแต่ใครจะกำหนด เช่น อยากให้บ้านไม่ร้อน ไม่โดนแดดเราก็ยื่นชายคาให้บังแดดเยอะๆ หากไปตรงกับรูปลักษณ์ของบ้านล้านนาซึ่งมีหลังคายื่นคลุมเยอะกว่าปกติ ก็เป็นเรื่องบังเอิญ เพราะเราคิดว่าบ้านหรืออาคารที่ดีไม่จำเป็นต้องมีสไตล์ก็ได้
          “มีการปรับแบบอยู่หลายครั้ง เพราะด้วยความคิดที่ต่างกัน แต่ก็ต้องทำความเข้าใจกันและคิดถึงผลลัพธ์ที่จะได้รับเป็นหลัก แต่สุดท้ายเมื่อสร้างบ้านเสร็จก็พอใจและดีใจกันทั้งคู่ เพราะบ้านหลังนี้เกิดจากการร่วมกันออกแบบของเราสองคน”

เรื่องโดย : คุณลมัด
ภาพโดย : สังวาล พระเทพ

keyboard_arrow_up