ตำนาน ของแสงจันทร์

ตำนาน ของแสงจันทร์
          บรรยากาศตามถนนสายต่างๆ ในเมืองหลวงพระบางทำให้รู้สึกเหมือนเดินย้อนกลับไปในอดีตเมื่อเกือบร้อยปีก่อน กับภาพเส้นทางที่ไม่ใหญ่โตและสภาพบ้านเมืองที่มีงานสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลในความสูงไม่เกินสองชั้น ซึ่งปัจจุบันผู้คนในเมืองนี้ไม่ว่าจะเป็นชาวเมืองโดยกำเนิดหรือผู้เข้ามาอยู่ใหม่ต่างก็พอใจกับกฎระเบียบเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้เมืองหลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลก บ้านและอาคารต่างๆ ล้วนได้รับการขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ ซึ่งรวมถึงบ้านที่เราจะพาคุณมาชมหลังนี้ด้วย เจ้าของบ้านคนปัจจุบันคือ Mr. Francis Engelmann ชาวฝรั่งเศส อดีตที่ปรึกษาขององค์การยูเนสโก ปัจจุบันเป็นนักเขียนหนังสือเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของประเทศลาว 
          “ผมอยู่บ้านนี้มาเกือบ 10 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้เช่าอยู่เพียงห้องเดียว แล้วก็ค่อยๆ ขยับขยายมาเช่าทั้งหลัง เจ้าของบ้านเดิมเป็นคนลาวเชื้อสายจีน ที่นี่เคยเป็นทั้งบ้านและร้านค้า โดยชั้นล่างใช้ค้าขาย?ส่วนชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย จะเห็นว่าที่ชั้นบนยังมีป้าย ‘แสงจันทร์พานิช’ ติดอยู่ ซึ่งผมก็ไม่คิดจะเอาป้ายนี้ออก เพราะมันเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่บอกเล่าเรื่องราวของบ้านหลังนี้ได้เป็นอย่างดี”
          ดูจากลักษณะภายนอกของบ้านแล้วก็จะรู้สึกได้ว่าตัวบ้านยืนหยัดผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน โดยสร้างเกือบเต็มพื้นที่ขนานไปกับที่ดินด้านยาว มีรั้วไม้แนวตั้งแบบโปร่งๆ บอกขอบเขต เมื่อมองจากด้านนอกจะเห็นว่าบ้านหันด้านข้างให้ถนน ชั้นล่างเป็นตึกก่ออิฐฉาบปูน ส่วนชั้นบนเป็นเรือนไม้ มีโครงหลังคาไม้มุงกระเบื้อง และถึงแม้สภาพโดยทั่วไปของบ้านจะดูเก่า แต่คุณฟรานซิสก็พอใจกับการอยู่อาศัยในลักษณะเช่นนี้
          “เราต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบขององค์การยูเนสโก จึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงตัวบ้านได้ โดยเฉพาะรูปทรงภายนอก การซ่อมแซมแต่ละครั้งก็ต้องทำบ้านให้เหมือนเดิม?ทาสีไหนก็สีนั้น ซึ่งบางครั้งเป็นเรื่องยากเหมือนกัน เพราะอย่างการซ่อมแซมส่วนที่ทำจากไม้ ก็ต้องดูคุณภาพของไม้เป็นสำคัญ เรียกว่าสิ่งที่คุณเห็นในตอนนี้คือบ้านในแบบดั้งเดิมทุกประการ
          “โดยปกติแล้วการแบ่งพื้นที่ใช้สอยของบ้านแบบนี้จะจัดให้ชั้นบนเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของบ้าน แต่เขาก็ยังแบ่งชั้นบนให้มีพื้นที่รับรองแขกอยู่ตรงระเบียงยาวตลอดตัวบ้าน แขกจะได้รับอนุญาตให้นั่งแต่ที่ส่วนนี้เท่านั้น แต่หากเป็นญาติสนิทเจ้าของบ้านอาจเชิญให้เข้าไปนั่งในห้องด้านในได้”
          ปัจจุบันคุณฟรานซิสใช้พื้นที่ชั้นล่างเป็นส่วนอเนกประสงค์ ลักษณะเป็นห้องขนาดใหญ่ แทบจะไม่กั้นผนัง ยกเว้นส่วนในสุดมีห้องน้ำ ห้องนอนเล็ก และห้องเก็บของ ในส่วนอเนกประสงค์นี้ประกอบด้วยชุดรับแขก?ชุดโต๊ะอาหารซึ่งเตรียมเก้าอี้ไว้หลายตัว เผื่อการเชิญแขกหลายคนมารับประทานอาหาร รอบห้องมีตู้บานกระจกใสเตี้ยบ้างสูงบ้าง ใชเก็บของพื้นเมืองซึ่งนับวันจะหายาก
          ส่วนชั้นบนมีบันไดเดินขึ้นจากภายในส่วนอเนกประสงค์ ซึ่งจะไปบรรจบที่ระเบียงยาวชั้นบนที่ชิดอยู่ด้านหนึ่ง ทำให้มีพื้นที่ว่างไว้นั่งเล่นได้ สำหรับพื้นที่ส่วนตัวด้านในนั้นห้องแรกจะอยู่ติดบันได จัดเป็นห้องพักผ่อนพร้อมส่วนเก็บเอกสารต่างๆเกี่ยวกับการอนุรักษ์เมืองหลวงพระบาง โต๊ะทำงาน หลังผนังที่แบ่งกั้นเป็นเตียงนอน ตามด้วยห้องเก็บของ และยังมีส่วนต่อออกไปเป็นเรือนเล็กซึ่งใช้เป็นครัวและห้องน้ำ
          ขณะที่พื้นที่ว่างรอบบ้านแม้จะมีไม่มากนัก แต่คุณฟรานซิสก็หาไม้ดอกไม้ประดับมาปลูกไว้เกือบเต็มพื้นที่ จึงทำให้บรรยากาศของบ้านน่าอยู่น่าสบายยิ่งขึ้น
          “ที่นี่อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ฤดูร้อนก็ยังเย็นสบาย มีฝนพรมลงมาเบาๆ ในช่วงฤดูฝน ลมก็ไม่แรง ฤดูหนาวยิ่งเย็นสบาย บ้านเมืองก็สงบ เป็นเมืองที่น่าอยู่มาก”
          แม้วันนี้ร้านแสงจันทร์พานิชจะไม่ได้ทำกิจการค้าขายแล้ว?แต่หากใครอยากรำลึกถึงภาพในอดีตก็ยังคงสัมผัสได้จากบ้านหลังนี้ และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด เราก็ยังเชื่อว่าบ้านจะมีบรรยากาศแบบนี้ตลอดไป

 

เรื่องโดย : ชัชว์ระวี
ภาพโดย : ราสิเกติ์ สุขกาล

keyboard_arrow_up