REM KOOLHAAS : สถาปนิกนักคิด ผู้มาพร้อมพรสวรรค์

ไม่มีคำว่าสายเกินไป กับสิ่งที่ตั้งใจและมุ่งมั่นจะทำ เหมือนอย่างที่ Tadao Ando เคยเป็นนักมวยมาก่อน กับ Rem Koolhaas ก็เช่นกัน สถาปนิกชาวดัตช์เจ้าของดีไซน์ตึก CCTV ในปักกิ่ง แลนด์มาร์กของศตวรรษที่ 21 ผู้นี้ ใช้พรสวรรค์สร้างเส้นทางสถาปนิกของเขาเองด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ จนได้รับรางวัล Pritzker Prize ทั้งที่ทำงานได้เพียง 30 ปี และได้รับการขนานนามจากนิตยสาร TIME ให้เป็นบุคคลผู้สร้างแรงบันดาลใจที่สุดในโลก

Rem เป็นลูกชายของนักเขียนและนักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดัง Anton Koolhaas ช่วงอายุ 8-12 ปี เขาต้องย้ายไปใช้ชีวิตที่อินโดนีเซียตามพ่อที่ไปก่อตั้งสถาบันทางวัฒนธรรมที่นั่น จึงพัฒนาเป็นความชอบและหลงใหลในเอเชียต่อเนื่องมาจนเติบโต เขาเริ่มต้นการทำงานด้วยการเป็นนักเขียนตามรอยพ่อ ให้กับ Haagse Post ไปพร้อมกับการเขียนบทภาพยนตร์ทุนต่ำ และได้ก้าวสู่การเขียนบทภาพยนตร์ให้กับผู้กำกับฮอลลีวูดหลายเรื่อง แต่ก็ไม่ได้ถูกนำไปผลิต

Rem สมัยหนุ่มๆ (ภาพจาก arch2o)
Rem สมัยหนุ่มๆ (ภาพจาก archdaily)

วันหนึ่งตอนอายุ 24 ปี เขาได้ไปบรรยายเรื่องภาพยนตร์ให้กับกลุ่มนักศึกษาสถาปัตยกรรมที่ University of Delft ฉับพลันก็ฉุกคิดได้ว่า อยากสร้างอะไรขึ้นสักอย่าง บวกกับที่คุณตาเป็นสถาปนิก ทำให้ความฝันนี้ยังคงติดค้างอยู่ในใจตลอด พอคิดได้ดังนั้นจึงแพ็คกระเป๋ามุ่งหน้าไปเรียนสถาปัตย์ที่ Architecture Association School ในลอนดอน ความเป็นนักคิดนักเขียนของเขายังโดดเด่นในทางสถาปัตยกรรม ด้วยบทความที่ให้ผู้อ่านได้คิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง อย่างการตั้งคำถามว่า หากมีกำแพงแบ่งลอนดอน ประชาชนอยากจะเลือกไปอยู่ฝั่งไหน?

หลังจากเรียนจบ เขาได้เข้าโปรแกรมฝึกงานของ Harkness Fellowship ในนิวยอร์คเป็นเวลา 2 ปี ระหว่างการฝึกงานเขาก็เขียนหนังสือไปด้วย นั่นทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มสร้างตึกสักหลังเลยด้วยซ้ำ หนังสือเล่มนี้ชื่อ Delirious New York รวมรายละเอียดแพตเทิร์นของการขยายเมือง ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นหนังสือ”ต้องอ่าน”หากต้องการศึกษาสถาปัตยกรรมและสังคมแบบโมเดิร์น ในเรื่องเป็นทรรศนะการวิพากษ์เมือง ที่ขณะนั้นในเมืองแออัดคับแคบจนต้องขยายออกไปทางชนบท โดยเล่มนี้ ได้ Madelon Vriesendorp ภรรยาของเขาเป็นผู้วาดภาพหน้าปก

หนังสือ Delirious New York (ภาพจาก architectureandurbanism)
ภาพประกอบภายในหนังสือ (ภาพจาก designito)

 

หลังจากนั้นเขาก็ร่วมมือกับเพื่อนอีกสองคนก่อตั้งออฟฟิศสถาปนิกในชื่อ OMA ที่แปลว่า คุณยาย ในภาษาดัตช์ ช่วง 10 ปีแรก งานจบแค่ในกระดาษเสียส่วนมาก ไม่เคยได้ถูกก่อสร้างเป็นอาคารจริงๆ เลย จนกระทั่งในปี 1987 งานออกแบบชิ้นแรกก็ปรากฏ นั่นคือ Netherlands Dance Theater ใน Hague ที่ต่อมาถูกจัดให้เป็น Top9 ของอาคารแห่งศตวรรษที่ 20 โดย Syracuse University

Netherlands Dance Theater อาคารแรกของ OMA (ภาพจาก OMA)
Netherlands Dance Theater ในเวลากลางคืน (ภาพจาก mimoa)

 

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็ทำงานหมดทุกไซส์ ตั้งแต่บ้านเดี่ยวไปจนถึงอาคารระฟ้า อย่างบ้านหลังที่มีชื่อเสียงโด่งดังก็คือ Villa Dall’Ava บ้านกระจกที่มีสระว่ายน้ำอยู่บนดาดฟ้า เติมความแอดเวนเจอร์ให้สมใจลูกค้าด้วยการหาเน็ทสีส้มจากไซต์งานก่อสร้างแถวนั้นมาล้อมเป็นสเปซวงกลม เหมือนเป็นลายเซ็นว่านี่คืองานของเขา หรือบ้านอีกหลังที่เป็นที่กล่าวขานจนได้รับรางวัลดีไซน์ยอดเยี่ยมจากนิตยสาร TIME คือ Maison á Bordeaux ที่เจ้าของเป็นผู้ใช้รถวีลแชร์ เขาจึงออกแบบบ้านหลังนี้ให้มีอิสระที่จะเคลื่อนรถไปไหนมาไหนก็ได้ และที่ว้าวที่สุดคือ ชั้นล่างสุดซึ่งเป็นเหมือนถ้ำที่ทะลุระหว่างภูเขา

Rem Koolhaas
Villa Dall’Ava บ้านกระจกที่เต็มไปด้วยความแอดเวนเจอร์สมใจเจ้าของ (ภาพจาก OMA)
Maison á Bordeaux (ภาพจาก OMA)
ภายในบ้าน Maison á Bordeaux กับลิฟต์ตรงกลางที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานวีลแชร์ (ภาพจาก archdaily)

อ่านต่อหน้า 2 คลิก

keyboard_arrow_up