MATTEO MESSERVY : ผู้รังสรรค์ศิลปะแห่งแสงไฟ

ในชีวิตของมนุษย์ แน่นอนว่าแสงคือสิ่งที่เราขาดไม่ได้ แสงธรรมชาติที่ให้ทั้งความอบอุ่นและการเติบโตของเหล่าพรรณไม้ กระทั่งแสงจากหลอดไฟที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา แต่มากกว่าเรื่องฟังก์ชั่นการใช้งาน ลึกลงไปในรายละเอียดแล้ว แสงไฟยังเป็นเรื่องราวของการสร้างความรู้สึก ความงามที่สัมผัสได้ ราวกับเสกให้ไฟเป็นงานศิลปะใกล้ตัวคุณ Meet the Masters คราวนี้จึงเป็นหน้าที่ของนักออกแบบแสงไฟ นาม Mattero Messervy ไลติ้งดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส ซึ่งตอนนี้เขาบินตรงมาเปิดออฟฟิศที่กรุงเทพฯ ของเรา ไม่แน่ว่าหลายงานที่คุณเคยเห็นอาจเป็นฝีมือของเขาก็ได้

Mattero Messervy

room : อยากให้คุณเล่าคร่าวๆ ถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้อยากเป็นนักออกแบบแสงไฟ จนมาตั้งบริษัทดีไซน์เป็นของตัวเอง
MM : แสงสว่างคือแรงขับเคลื่อนของผมสำหรับการสัมผัสสิ่งมหัศจรรย์ มันคือความฝันอันบริสุทธิ์ ผมจึงอยากมอบลมหายใจ เสียง และจังหวะให้กับมัน ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า แสงสว่างส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้คนและสวัสดิภาพ เมื่อคุณมีวิสัยทัศน์ คุณย่อมอยากทำให้มันเกิดขึ้น ผมจึงตัดสินใจสร้างบริษัทของตัวเองขึ้นมา

room : ทำไมคุณจึงเลือกกรุงเทพฯ สำหรับการเริ่มต้นสาขาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
MM : กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่อยู่ศูนย์กลางพอดีของทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชีย ภูมิภาคนี้ของโลกมีศักยภาพอันล้นเหลือในเรื่องงานออกแบบแสงไฟ แม้ค่อนข้างจะเป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ของที่นี่ แต่ได้รับความสนใจและความนิยมแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างให้ต้องทำอีก โอกาสในการทำโปรเจ็คต์ที่นี่ก็มีมากมาย

Beaubourg – งานออกแบบแสงไฟให้กับอาคาร Centre Georges Pompidou สถาปัตยกรรมชิ้นไอคอน โดย Renzo Piano และ Richard Rogers (ภาพ www.messervy.net/portfolio/beaubourg)

room : สำหรับบุคคลทั่วไป อาจไม่ค่อยมองเห็นความสำคัญของงานออกแบบแสงไฟมากนัก คุณจะทำอย่างไรเพื่อแนะนำ หรือกระตุ้นความสนใจให้ผู้คนเห็นคุณค่าในตัวตนที่แท้จริงของแสงไฟ
MM : ประชาชนและภาครัฐในเอเชียเองกำลังค่อยๆ ให้ความสำคัญต่อแสงไฟมากขึ้นในแง่ของงานออกแบบภูมิทัศน์ สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องการใช้พลังงานที่เพียงพอไปพร้อมกับการควบคุมงบประมาณ แสงสว่างซึ่งเป็นแหล่งใช้พลังงานขนาดยักษ์ เหมือนกับเป็นศูนย์หน้า ผู้รับหน้าที่เปลี่ยนแปลงให้โลกนี้บริสุทธิ์ขึ้น และน่าอยู่กว่านี้

 

room : งานออกแบบแสงไฟสำหรับชีวิตประจำวัน กับการแสดงแสงสีบนอาคารแตกต่างกันอย่างไร?
MM : ถ้าเป็นเรื่องแสงสว่างสำหรับงานสถาปัตยกรรม ไฟถนน หรืออุปกรณ์แสงสว่าง ต่างก็มีเป้าหมายเดียวกันทั้งหมด คือเรื่องฟังก์ชั่น ประสิทธิภาพด้านพลังงาน และให้ความงามกับสถานที่ ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ ที่เพิ่มเติมลงไป อย่างที่เห็นเหมือนเป็นลายเซ็นในงานของผม นั่นคือเรื่องสวัสดิภาพ ไม่ว่าหัวเรื่องหรือทำเลที่ตั้งของพื้นที่ติดตั้งแสงไฟจะเป็นอย่างไรก็ตาม สวัสดิภาพเป็นเรื่องจำเป็น มันเป็นทั้งแก่นสารและเนื้อหาสาระของงานของผม และยังเป็นปรัชญาในฐานะดีไซเนอร์

 

room : อะไรคือความท้าทายของการทำงานในฐานะนักออกแบบแสงไฟ
MM : นอกเหนือจากความท้าทายด้านเทคนิคแล้ว ความจริงซึ่งท้าทายที่สุดคือการผสมผสานและประยุกต์เข้าสู่วัฒนธรรมในพื้นที่ที่ผมทำงาน ความรับรู้ในเฉดสีและสีสันของแสงแตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศและวัฒนธรรม คุณไม่สามารถ “กำหนด” ให้การมองเห็นแบบตะวันตกไปใช้งานกับที่อื่นได้ อย่างเช่นที่เมืองไทย คุณต้องใช้เวลาศึกษารากเหง้าและทำความเข้าใจกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด และทำให้มันเปล่งประกาย นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้นอย่างที่สุด

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (ภาพ www.messervy.net/portfolio/bangkok-national-museum)

room : โปรเจ็คต์ที่กำลังทำในเมืองไทยตอนนี้มีอะไรบ้าง

MM : งานชิ้นล่าสุดในเมืองไทยของผมเป็นตัวอย่างที่ดีของโปรเจ็คต์ซึ่งมีขอบเขตงานที่กว้าง ผมได้ร่วมงานกับดีไซเนอร์ชื่อดัง Philippe Starck สำหรับงานของแสนสิริ (ทั้งโปรเจ็คต์คอนโดมิเนียม และสำนักงานขายที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว) นอกจากนั้น ผมได้รับผิดชอบ 2 โปรเจ็คต์ใหญ่ของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป เหล่านี้เป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นว่า งานออกแบบแสงไฟสามารถประยุกต์ให้เข้าได้กับทุกสถานที่

 

room : การออกแบบแสงไฟสำหรับพิพิธภัณฑ์ระดับชาติทั้งสองแห่งนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่องานสถาปัตยกรรมไทย เราจึงอยากทราบกระบวนการทำงาน และความพอใจที่มีต่อผลงานเหล่านี้
MM : อย่างแรกที่สุด สำหรับผมนับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความเชื่อใจจากผู้ใหญ่ระดับสูงในประเทศไทย เพื่อจุดประกายแลนด์มาร์กทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าประหลาดใจและเป็นโอกาสที่หาได้ยาก การต้องทำงานร่วมกับความเป็นไทย ส่วนตัวผมจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดในเรื่องความเป็นไทย ผมทำการบ้านและศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของสถานที่ วิธีที่คนไทยรับรู้สี ทั้งในแง่ความหมายและสัญลักษณ์ ตรงนี้ไม่ใช่ที่สำหรับแสดงความหยิ่งยโสหรืออีโก้ใดๆ ทุกรายละเอียดของงานออกแบบแสงไฟถูกประยุกต์ใช้อย่างระมัดระวัง เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อวัฒนธรรมไทย ในที่นี้ก็เพราะต้องการจะเปิดเผยและเน้นย้ำความงดงามของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ครั้งนี้คือประสบการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่ผมไม่มีวันลืม ขอบคุณมากครับประเทศไทย

Concrete Nature งาน Projection Mapping หรืองานฉายภาพบนอาคาร โดยสถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย (ภาพ www.messervy.net/portfolio/concrete-nature-cop21-sustainable-innovation-forum-2015 )

room : คำถามสุดท้าย คุณคาดหวังที่จะเห็นอะไรในวงการออกแบบแสงไฟ ทั้งในเมืองไทยและทั่วโลก
MM : ผมอยากเห็นการร่วมมือทำงาน (collaboration) ระหว่างนักออกแบบในประเทศกับนานาชาติ ผมคาดหวังให้เกิดการจดจำงานออกแบบแสงไฟเป็นเรื่องหลักของ “สังคม” เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติ ไม่ใช่เพียงแค่กับอภิสิทธิชนบางกลุ่ม ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อม ต้องขอบคุณศักยภาพของพลังงานที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ ส่วนนี้ก็ไม่ควรถูกมองข้าม ผมคิดว่าผู้ใหญ่ระดับสูงในรัฐบาลและร่วมกันทั้งโลกกำลังเริ่มต้นเข้าใจสิ่งที่เดิมพันอยู่ตรงนี้ และคุณประโยชน์มหาศาลของแสงเพื่อรับมือประเด็นเหล่านี้ของโลก

Yenarkart Villa พิพิธภัณฑ์ร่วมสมัย ในซอยเย็นอากาศ : ภาพจาก yenarkartvilla.com

ความตื่นตาและตรึงใจให้กับผู้ชมเบื้องหน้า คือผลผลิตที่เกิดจากการคิดและลงมือทำงานอย่างเชี่ยวกรำ ด้วยความมุ่งหวังให้แต่ละหน่วยเล็กๆ ของแสง ส่องสว่างออกสู่สังคมในหลากมิติต่อไป ทั้งในเรื่องความงาม และการสร้างชีวิตที่อยู่ดีมีสุขให้กับทุกๆ คนในสังคม

 

อ่าน Meet the Masters ท่านอื่นๆ ต่อ >> คลิกที่นี่ <<

 


 

สัมภาษณ์ ​- แปล : skiixy
ภาพ : messervy.net
ภาพปก : www.haatchmagazine.com

 

 

keyboard_arrow_up