หลงรักชนบทอิตาลี

หลงรักชนบทอิตาลี
               บ้านเรือนเรียงรายบนเนินเขาราวกับเมืองเล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่บนหน้าผาของโครงการ The Eyrie Khaoyai แห่งนี้ ชวนให้นึกถึงภาพบรรยากาศในแถบชนบทของประเทศอิตาลีที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติอันแสนงดงาม เมื่อแรกนั้นพื้นที่บริเวณนี้เป็นเชิงเขาลูกย่อมๆ ต่อมามีการพัฒนาเป็นโครงการที่พักอาศัย ภาพเมืองบนภูเขาจึงค่อยๆปรากฏเด่นชัดขึ้น 
               เราเดินทางมาถึงที่นี่ตั้งแต่เช้าตรู่ ทันเห็นหมอกจางๆที่ลอยกรุ่นละเลียดไปกับบ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายดูราวกับภาพเมืองในสายหมอกซึ่งค่อยๆเผยออกจากที่ซ่อนมาให้เห็น เมื่อข้ามสะพานหินเข้าไปด้านใน แนวกำแพงที่โอบล้อมก็ดูเหมือนจะพาเราเข้าไปสู่เมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง คุณอำนาจ คีตพรรณา สถาปนิกผู้ดูแลการออกแบบโครงการทั้งหมดเล่าถึงภาพความคิดเริ่มแรกก่อนจะค่อยๆก่อร่างจนกลายเป็นหมู่บ้านที่แวดล้อมด้วยสวนสวยแบบที่เห็น
                “แต่ก่อนเราทำสวนโชว์ที่ Primo Posto แล้วก็ทำ Palio เป็นช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ เป็นสวนสไตล์ฟอร์มัลให้คนไปเที่ยว พอมาทำที่นี่ ไอเดียก็ยังเป็นอิตาลีอยู่ แต่เป็นอิตาลีบนภูเขาแทน”
                ส่วนคำว่า “Eyrie” ซึ่งเป็นชื่อโครงการนั้น คุณอำนาจอธิบายกับเราว่าเขาเป็นผู้ตั้งเอง มีความหมายถึง รังนกอินทรี ซึ่งสอดคล้องกับทำเลที่ตั้งของโครงการที่อยู่บนหน้าผา นอกจากนี้แล้วบ้านทั้ง 60 หลังในโครงการก็ยังมีความแตกต่างกัน ไม่มีหลังไหนเหมือนกันเลย อันเป็นความตั้งใจเฉพาะสำหรับเจ้าของบ้านเพื่อให้รู้สึกว่าไม่ใช่แค่ซื้อบ้านจัดสรรธรรมดาเท่านั้น คุณอำนาจยังค่อยๆเล่าถึงภาพของโครงการเมื่อเริ่มต้นพร้อมให้เราจินตนาการตามไปด้วย
                “ผมสร้างภาพขึ้นมาว่าแต่ก่อนตรงนี้เป็นเมืองเก่า มีต้นไม้ขึ้นรกไปหมด มีสะพานข้ามแม่น้ำสายเล็กๆ แล้วเราเข้ามาจับจองบ้านในเมืองเก่า สวนมันก็เล่นละครนิดๆ เป็นฉากข้างหน้าให้องค์ประกอบสวนกับบ้านไปด้วยกัน  มีกำแพงเมืองก่อนจะเข้ามาในโครงการ ผ่านป้อมปราการเข้ามา จะสังเกตได้ว่าพื้นที่ส่วนกลางจะเยอะ เพราะฉะนั้นที่นี่เป็นแลนด์สเคปขนาดใหญ่ ไม่ใช่แค่สวนเฉยๆ แล้วพอเป็นเมืองก็มีทางเดินรอบกำแพงเมืองมองออกไปข้างหน้าเป็นทุ่ง สวนตรงนี้ก็จะรกๆ ไม่ได้ทำสวนเนี้ยบ เพราะข้างในทอสคานา (โครงการที่อยู่ติดกัน) มีสนามกอล์ฟซึ่งดูเนี้ยบอยู่แล้ว จึงพยายามทำให้คอนทราสต์กับทอสคานา”
                 โครงการนี้มีพื้นที่ทั้งหมด 20 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลางถึง 9 ไร่ เรียกว่ามีพื้นที่ส่วนกลางเกือบครึ่งหนึ่ง คุณอำนาจอธิบายถึงการวางผังโครงการทั้งหมดว่าออกแบบให้มีช่องทะลุขึ้นไปได้ 3-4 ระดับ ที่นี่จึงดูเป็นเมืองบนภูเขาที่ชัดเจน บ้านชุดหนึ่งในโครงการยังออกแบบให้มีความพิเศษดูคล้ายกับเป็นศาลาว่าการเมือง อยู่ในจุดที่เห็นได้เด่นชัดพอดีหากมองขึ้นไป  นอกจากนี้ก็ยังมีคลับเฮ้าส์ซึ่งออกแบบให้ตัวอาคารดูเหมือนกับโบสถ์หลังย่อม ราวกับเป็นจุดศูนย์รวมของคนในเมืองนี้ เมื่อเดินเลาะไปตามทางเดินริมกำแพงก็จะพบป้อมตั้งเป็นระยะซึ่งออกแบบเป็นจุดชมวิวชั้นยอด มองเห็นทัศนียภาพได้โดยรอบซึ่งเป็นสนามกอล์ฟของโครงการทอสคานาที่ตั้งอยู่ใกล้กันนั่นเอง
                “เราอยากให้กำแพงต่างๆปกคลุมด้วยไม้เลื้อย ก็เริ่มปลูกต้นไม้ ปลูกให้คลุมทางเดิน ตรงที่ลงต้นไม้มากที่สุดคือด้านหน้าทางเข้า ใช้วิธีปลูกสลับสีให้ดูเป็นไม้เมืองนอก มีสองฟอร์มด้วยกัน คือแบบเรียบเป็นทุ่งกว้างกับเป็นแท่ง อยากให้เป็นชนบทอิตาลีที่มีสนไซเปรสต้นใหญ่ แต่สนบ้านเราต้นไม่ใหญ่เท่า ก็จะใช้วิธีปลูกเป็นกลุ่ม 5 ต้น จับรวบให้เป็นแท่งขึ้นมา สำหรับวัสดุต่างๆพยายามเลือกใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาได้ทั่วไป อย่างหินที่ทำผนังบ้านหรือกำแพงก็ขุดได้ที่นี่ เรียงหินแบบให้หินขัดกันเองที่เรียกว่า ‘dry stone walling’ โดยไม่ต้องใช้ปูน พอนาน ๆไปจะมีเศษหญ้าขึ้นเป็นเหมือนเมืองเก่า หรืออย่างอิฐที่ใช้ก็ซื้อของพื้นถิ่นซึ่งทำขนาดนี้อยู่แล้วเป็นวัสดุบ้านเราที่นำมาทดแทนได้ เอกลักษณ์ของอิตาลีคือหิน อิฐ และไม่ต้องการความ เนี้ยบมาก ในบ้านอาจมีเทอราคอตตาสวย ๆบ้างก็นำมาใช้ได้ อย่างกำแพงมีผสมอิฐ หิน ให้โทนสีและอารมณ์ สังเกตว่าแม้บ้านแต่ละหลังจะมีรูปแบบเหมือนตึกวางชิดกัน แต่เราวางสเปซข้างในให้ใหญ่พอและน่าสนใจ มีเอกลักษณ์ในตัวเอง โชคดีที่ได้ทำทั้งสองส่วนคือออกแบบบ้านและแลนด์สเคป ดังนั้นก็จะกำหนดเอกลักษณ์ในแต่ละจุดได้”
                  สำหรับพื้นที่สวนส่วนใหญ่คุณอำนาจก็ไม่เน้นใช้ต้นไม้ราคาแพงนัก แต่เลือกจากสีสันและรูปทรงที่คอนทราสต์กัน ตามแนวกำแพงก็มีไม้เลื้อยขึ้นคลุมดูนุ่มนวลซึ่งล้วนใช้ไม้เลื้อยดอกสวยที่พบเห็นได้ทั้งในอิตาลีเองและไม้เลื้อยไทยๆมีทั้งเสาวรส อัญชัน มอร์นิ่งกลอรี่ สร้อยอินทนิล สายน้ำผึ้ง มธุรดา รางจืด เป็นต้น ตามแนวกำแพงก็เจาะช่องแล้วปลูกผกากรองให้โผล่พ้นออกมาดูราวกับขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ละจุดจึงเต็มไปด้วยสีอ่อนเข้มของต้นไม้ที่ขึ้นอวดสีสลับกันไปช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ให้เมืองเล็กๆแห่งนี้ดูสดใสขึ้นมาทันตา เพียงระยะเวลาสั้นๆที่ได้เข้ามาที่นี่ก็เกือบจะเผลอนึกไปเลยว่ากำลังเดินเล่นอยู่ที่ไหนสักแห่งในประเทศอิตาลี คุณว่าจริงไหม?

วรัปศร
สิทธิศักดิ์ น้ำคำ, ศุภกร ศรีสกุล

keyboard_arrow_up