TADAO ANDO จากคนขับรถบรรทุก นักมวย สู่สถาปนิกผู้เป็นหน้าตาของเอเชีย

TADAO ANDO
TADAO ANDO

หลังจากเราได้เล่าเรื่องสถาปนิกที่เรียนรู้ด้วยตัวเองจนกลายเป็นสถาปนิกตลอดกาลของโลกไปแล้วคนหนึ่งอย่าง Le Corbusier คราวนี้กลับมาดูฝั่งเอเชียของเรากันบ้าง

อีกหนึ่งสถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่ที่เรียนรู้การออกแบบด้วยตัวเองผ่านการใช้เซนส์ความงามเฉพาะตัวบวกกับการเฝ้าสังเกตธรรมชาติตามที่ถูกปลูกฝังในวัฒนธรรมญี่ปุ่นบ้านเกิด ทั้งหมดนี้หล่อหลอมให้เขาสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนความงามอันลึกซึ้งเกินกว่าจะสัมผัสผ่านเพียงสายตา หากแต่ต้องใช้ประสาทสัมผัสทุกส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อซึมซับสุนทรียะอย่างเต็มเปี่ยมเมื่อยืนอยู่ภายในอาคารของเขา  สถาปนิกผู้นี้คือ TADAO ANDO

อันโดะสมัยยังหนุ่ม (ภาพจาก pinterest.com)

อันโดะเกิดที่โอซะกะ ก่อนน้องชายฝาแฝดของเขาแค่สองสามนาที แต่ก็ถูกจับแยกกันเมื่ออายุได้ 2 ขวบ เขาไปอยู่กับปู่ ส่วนน้องชายอยู่กับพ่อแม่ (ตอนนี้น้องชายฝาแฝดของเขาเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น) พอเติบโตขึ้นเขาต้องทำงานหลากหลายประเภท ทั้งเป็นคนขับรถบรรทุก และนักมวย โดยไม่เคยคิดฝันว่าเขาจะกลายมาเป็นสถาปนิกในที่สุด เรื่องมันเกิดจาก ตอนไปทัศนศึกษากับที่โรงเรียนมัธยมปลาย เขาเกิดความประทับใจกับอาคารของ Imperial Hotel ที่ Frank Lloyd Wright เป็นผู้ออกแบบ จึงมุ่งมั่นว่าจะเลิกชกมวย แล้วผันตัวไปเป็นสถาปนิกให้จงได้ หลังเลิกเรียนเขาจึงไปเข้าเรียนคลาสดรออิ้งและงานออกแบบตกแต่งภายใน รวมทั้งไปทัศนศึกษาอาคารต่างๆ ในญี่ปุ่นที่ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อก้องโลกแห่งยุคโมเดิร์น

(ภาพจาก http://www.sergebrison.com)
ลายเส้นสเก็ตช์ฝีมืออันโดะ (ภาพจาก catalogodiseno.com)

ครั้งแรกที่เขาได้ไปเยือนซีกโลกฝั่งตะวันตกในปี 1965 คือการไปเยี่ยม The monastery of La Tourette ที่ออกแบบโดย Le Corbusier เขาบรรยายความรู้สึกนี้ต่อคนอ่านในหนังสือผลงานของเขาว่า เป็นโมเมนต์ที่ทำให้เขาติดอยู่กับบางสิ่งจนถอนตัวไม่-ขึ้น โดยตัวเองก็ไม่เข้าใจเหตุผลเหมือนกันว่าทำไม  แต่นั่นได้ส่งอิทธิพลต่องานสถาปัตยกรรมของเขาเป็นอย่างมาก จากภายนอกของอาคารคอนกรีตเปลือย ที่ล้อมรอบด้วยการจัดแลนด์สเคปในรูปแบบเรขาคณิต แต่ภายในกลับเผยให้เห็นถึงมุมมองของโลกที่อาบไล้ด้วยแสงและสี นั่นทำให้เขาตื่นเต้นปนพิศวงจนต้องกลับไปซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ก็ยังไม่พบคำตอบว่าสิ่งที่ทำให้เขาหลงใหลนั้นคืออะไร จนเมื่อกลับไปค้นคว้าข้อมูล และพบว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่มีเหตุผลที่มา มิได้เกิดขึ้นมาลอยๆ นั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำแนวทางการทำงานของตัวเขาเองในช่วงเวลาต่อมา

TADAO ANDO
อันโดะและห้องทำงานของเขา (ภาพจาก surfacemag.com)
Maison 4×4 ในโกเบ ประเทศญี่ปุ่น (ภาพจาก pinterest)
Pringiers House เมือง Mirissa ประเทศศรีลังกา (ภาพจาก magazindomov.ru)

หลังศึกษางานด้านสถาปนิกด้วยตัวเองอย่างหนัก เขากลับไปเปิดสตูดิโอที่บ้านเกิด โดยยึดหลักการทำงานที่จะท้าทายตัวเองด้วยการออกแบบงานทุกชิ้นที่ไม่เหมือนเดิม และแต่ละอาคารที่ออกแบบต้องถูกออกแบบจำเพาะกับพื้นที่ที่ทำการก่อสร้างเท่านั้น โดยอิงงานออกแบบกับไฮกุ ซึ่งเป็นกวีนิพนธ์แบบญี่ปุ่น ที่ขับเน้นให้ความว่างเปล่าแสดงตัวตน และความงามของมันออกมา เห็นได้จากอาคารที่เขาออกแบบ แม้จะมีพื้นที่ใช้สอยหรือฟังก์ชั่นการใช้งานมากมาย แต่ก็ยังรู้สึกว่าเข้าใจ และรับรู้ได้ง่ายอยู่ดี ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้อันโดะ แค่เข้าไปอยู่ในอาคารก็บอกได้เลยว่าเขาเป็นคนออกแบบ  เคล็ดลับอีกอย่างนอกเหนือไปจากรูปทรง คือ เขามีสูตรการผสมคอนกรีตเป็นของตัวเอง เพื่อให้เกิดเป็นพื้นผิวที่อ่อนละมุน แม้ว่าโดยธรรมชาติแล้วคอนกรีตจะเป็นวัสดุที่แข็งกระด้างและทึบตัน

Museum of Modern Art ใน Texus ประเทศสหรัฐอเมริกา (ภาพจาก arch2o.com)
อาคารเรียนของ University of Monerrey ในประเทศเม็กซิโก (ภาพจาก japantimes.co.jp)
keyboard_arrow_up