Norman Foster – ซิกเนเจอร์แห่งงานสถาปัตยกรรมไฮเทคล้ำสมัย

Norman Foster เบื้องหลังความไฮเทคล้ำสมัย คือการใส่ใจในคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน

พอพูดถึงตึกระฟ้าหรืออาคารออฟฟิศดีไซน์สุดล้ำ รับรองว่าชื่อแรกๆ ที่บรรดาสถาปนิกจะนึกถึงคือ Norman Foster แม้อาคารสไตล์ Foster จะได้รับการขนานนามว่าเป็นสถาปัตยกรรมไฮเทค แต่แท้ที่จริงแล้ว รากเหง้าของผลงานการออกแบบของเขาล้วนมาจากการคำนึงถึงระบบนิเวศของอาคารและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานเป็นหลัก โดยเทคโนโลยีและความงามทางด้านดีไซน์นั้นคือส่วนประกอบที่ส่งเสริมให้อาคารสมบูรณ์แบบ

Norman Foster
ภาพจาก fastcompany.com

Foster เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัวในชนบทของเมืองแมนเชสเตอร์ พ่อกับแม่ของเขาทำงานหนักมากจนต้องฝากเขาไว้กับเพื่อนบ้านไม่ก็บรรดาญาติ พอถึงวัยเข้าเรียน เขาก็มักโดนเพื่อนๆ รังแกจนรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากคนอื่นทำให้เขาเลือกที่จะหลบหนีไปในโลกของหนังสือตั้งแต่เด็ก เขานั่งมองเห็นรถไฟที่วิ่งผ่านหน้าระเบียงบ้าน และนั่นนำไปสู่ความชื่นชอบการค้นคว้าเกี่ยวกับเครื่องบิน และรถไฟมาจนทุกวันนี้

Norman Foster กำลังขี่จักรยานใน Reichstag ภาพจาก dezeen.com

เมื่อเติบโต Foster ซึมซับแรงบันดาลใจด้านงานวิศวกรรมและงานออกแบบจากพ่อที่ทำงานในบริษัทอุตสาหกรรมหนัก จนได้เข้าไปฝึกงานในเทศบาลเมือง และได้แรงบันดาลใจจากเพื่อนร่วมงานที่กำลังเรียนด้านการออกแบบสถาปัตยกรรม หลังจากรับใช้ชาติในกองทัพอากาศเพื่อตามความฝันด้านเครื่องบินแล้ว เขาจึงหวนกลับมาสานฝันด้านสถาปัตยกรรมต่อ ด้วยการเป็นผู้ช่วยในออฟฟิศสถาปนิกท้องถิ่น และด้วยฝีมือการวาดภาพทั้งภาพลายเส้น และภาพภูมิทัศน์ ทำให้เขาได้เลื่อนขั้นไปอยู่ฝ่ายดรออิ้งในที่สุด

ภาพจาก architectuul
ภาพจาก nytimes.com

หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้ Foster จะสอบเข้า University of Manchester School of Architecture and City Planningได้ แต่เขาก็ยังคงต้องทำงานพาร์ทไทม์ทั้งวันทั้งคืนเพื่อหาค่าเทอม และส่งเสียตัวเอง จนกระทั่งเรียนจบปริญญาตรี เขาจึงได้รับทุนเรียนต่อปริญญาโทที่ Yale School of Architectureและที่นี่เองที่เขาได้พบกับพาร์ทเนอร์ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ทั้งสองตระเวนดูผลงานจากสถาปนิกระดับมาสเตอร์ทั่วอเมริกา ทั้ง Mies van der Rohe, Louis Kahn, Frank Lloyd Wright หรือแม้กระทั่ง Charles Eamesเป็นเวลา 1 ปี ก่อนจะกลับมาตั้งบริษัทของตัวเองบนเกาะอังกฤษ

ภาพจาก dezeen.com

Foster and Partners คือชื่อบริษัทของเขาและเพื่อน ที่เน้นหนักในด้านการออกแบบอาคารออฟฟิศเป็นพิเศษ โดยจุดเปลี่ยนอยู่ที่โปรเจ็คต์อาคารนันทนาการของ Fred. Olsen Linesใน London Docklandsที่ภายในถูกออกแบบเป็นโอเพ่นแปลนห้องทำงานของหัวหน้าไม่ได้ถูกแบ่งแยกจากลูกน้องอีกต่อไป และนี่คือโปรเจ็คต์แรกที่กลายเป็นปรากฎการณ์ และมีอิทธิพลต่องานออกแบบอาคารของเขาอีกหลายแห่งซึ่งล้วนมุ่งปรับรูปแบบการทำงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างอาคาร Willis Faber & Dumas HQซึ่งนอกจากตัวออฟฟิศจะถูกออกแบบในลักษณะโอเพ่นแปลนแล้ว ยังมีสวนดาดฟ้า สระว่ายน้ำและโรงยิม รวมทั้งตัวอาคารกรุกระจกสีดำสูงตลอดแนวผนัง ซึ่งการเปลี่ยนจากกระจกใสมาเป็นกระจกทึบจะช่วยควบคุมแสงจ้าและดูดซับความร้อนในเวลากลางวัน

Willis Faber & Dumas HQ ภาพจาก Foster + Partners
Willis Faber & Dumas HQ ภาพจาก archh.com
Willis Faber & Dumas HQ ภาพจาก archdaily.com
Willis Faber & Dumas HQ ภาพจาก Foster + Partners

หลังจากนั้น เขาก็เริ่มทำงานอาคารสาธารณะมากขึ้นเรื่อยๆ โดยยังคงซิกเนเจอร์เดิมเอาไว้ คืออาคารที่ดูไฮเทค ล้ำสมัย ด้วยโครงสร้างเหล็กกรุกระจกในรูปทรงเรขาคณิต อย่างเช่น Sainsbury Centre for Visual Arts ซึ่งเป็นแกลเลอรี่ศิลปะและพิพิธภัณฑ์ ที่ได้รับรางวัล European Union Prize for Contemporary Architecture / Mies van der Rohe Award เมื่อปี 1990

Foster พยายามดึงสิ่งแวดล้อมเข้ามาสร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้ผู้ใช้งานภายในอาคาร เห็นได้จากอาคารสำนักงาน HSBC ในฮ่องกงอาคารกระจกใสที่คนทำงานสามารถมองเห็นวิวของ Victoria Peak และ Victoria Harbour ได้แบบชัดแจ๋ว เช่นเดียวกับออฟฟิศของเขาที่ลอนดอนซึ่งสามารถมองออกไปเห็นวิวแม่น้ำเทมส์

Sainsbury Centre for Visual Arts ภาพจาก Foster + Partners
Sainsbury Centre for Visual Arts ภาพจาก contemporarybritishpainting.com
HSBC HQ Hong Kong ภาพจาก modlar
HSBC HQ Hong Kong ภาพจาก pinterest
keyboard_arrow_up