บ้านกระป๋องนม ชงด้วยหัวใจ บ้านแสนรักของคุณสัจจาภรณ์ สร้อยสุวรรณ

บ้านกระป๋องนม ชงด้วยหัวใจ บ้านแสนรักของคุณสัจจาภรณ์ สร้อยสุวรรณ

 

คุณแม่ตั้งใจยกให้โดยเฉพาะเราพยายามจะรักษาและตั้งมูลนิธิส่วนตัวเพื่อทำประโยชน์แก่ส่วนรวมคนรุ่นหลังก็จะได้เห็นต่อๆ กันไป จึงใช้ชื่อมูลนิธิตามชื่อคุณแม่และชื่อของยายเอง”

คุณยายสัจจาภรณ์ยกบ้านหลังนี้ให้มูลนิธิที่ตั้งตามชื่อคุณแม่และตัวคุณยายเอง เพื่อมอบเป็นมรดกแก่สังคมเด็กๆ รุ่นต่อไปจะได้ซึมซับถึงบรรยากาศอันอบอุ่นของบ้านไทยสมัยก่อน

คุณยายสัจจาภรณ์เจ้าของบ้านตัวจริงซึ่งถูกใจแนวคิดของคุณเก๋และคุณกุ้งจนยอมให้ทั้งสองตกแต่งบ้านแสนรักเป็นร้านกาแฟยามบ่ายแก่ๆ คุณยายมักลงมานั่งคุยกับลูกค้าในร้านอย่างเป็นกันเองผนังไม้ชั้นล่างประดับภาพองค์พระปฐมเจดีย์ ให้ความรู้สึกของบ้านในยุคก่อน วางเก้าอี้ตัวเดิมของบ้านนี้ ส่วนผ้าม่านเป็นผ้าต้นแบบของโรงงาน แต่ละชิ้นจึงมีลวดลายไม่เหมือนกันเลยคุณเก๋ซื้อจากงานประจำปีองค์พระปฐมเจดีย์ราคาชิ้นละ 20 บาท จากนั้นก็นำมาเย็บเอง

บ่ายวันหนึ่ง อากาศร้อนระอุเสียจนฉันตัดสินใจออกจากบ้านไปหาที่นั่งดื่มชาเย็นๆ ให้ชื่นใจ หลังจากวนรถอยู่นานสองนาน สุดท้ายก็ไปลงเอยที่ร้านกาแฟใกล้บ้านในจังหวัดนครปฐม

สมัยเรียนมัธยมปลาย ฉันเคยขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านย่านนี้บ่อยๆ ยังจำภาพห้องแถวเรือนไม้แบบเดิมๆ ได้ดี ผ่านมาเห็นอีกครั้งก็สะดุดตากับบ้านไม้สองชั้นสีงาช้างยกพื้นใต้ถุนสูงแบบบ้านไทยโบราณ ซึ่งปรับเปลี่ยนชั้นล่างเป็นร้านกาแฟเล็กๆ ด้วยรสชาติของเครื่องดื่มและบรรยากาศที่เป็นกันเองก็พาให้ฉันกลับมาเยือน “บ้านป๋องนมชงเพื่อคุณ” อีกเป็นครั้งที่สอง

เสียงทักทายสดใสจากเจ้าของร้าน คุณเก๋ -ประกายพฤษ จารุกิจอนันต์ และ คุณกุ้ง – ลัดดา บวรโภคิน เชิญชวนให้เข้ามานั่งในร้าน หลังจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ได้สักพัก คุณเก๋เริ่มต้นเล่าเรื่องราวของร้านให้ฟังว่า

“บ้านของเก๋อยู่ในซอยฝั่งตรงข้ามกับร้านนี่เอง เห็นบ้านนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ก่อนหน้านี้ทำงานประจำ แต่พอตัดสินใจว่าจะทำอะไรเองก็อยากมีร้านกาแฟเล็กๆ ใกล้บ้าน เลยชวนกุ้ง เพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกันตอนมัธยมปลายมาช่วยกันทำร้าน ด้วยความที่ชอบบ้านหลังนี้เป็นทุนเดิม จึงไปขออนุญาตคุณยายเจ้าของบ้านซึ่งก็เห็นเรามาตั้งแต่เด็กๆ พอพูดคุยกันและท่านรู้ว่าเราไม่ได้คิดจะรื้อทุบบ้าน แต่ตั้งใจเก็บความสวยงามของบ้านไว้แบบเดิม ท่านก็ยอมให้ใช้บ้านโดยไม่คิดค่าเช่าเลย”

คุณยายเจ้าของบ้านหลังนี้ตัวจริงคือ คุณสัจจาภรณ์ สร้อยสุวรรณ เป็นคนนครปฐมโดยกำเนิดและเป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัยจนเกษียณอายุราชการ ท่านมาร่วมวงสนทนากับพวกเราด้วย อยยิ้มละไมบ่งบอกถึงความใจดี คุณยายย้อนอดีตให้ฟังว่า

“เมื่อก่อนแถวนี้เป็นทางเกวียน บรรพบุรุษของยายมาถางพื้นที่และตั้งรกรากตรงนี้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เรือนนี้ปลูกแบบยกพื้นใต้ถุนโล่งสร้างเรือนไม่สูงนัก เพราะเมื่อก่อนไม่มีตึกรอบข้างเวลาลมพัดมาจะแรงมาก อาจทำให้บ้านปลิวได้ซึ่งบ้านนี้คุณแม่ของยายสร้างเป็นสองหลังคู่กัน พออายุมากขึ้นก็เลยรื้อเรือนด้านหลังเพื่อสร้างเป็นบ้านชั้นเดียว ส่วนบ้านไม้นี้ก็มีคนมาขอเช่าอยู่บ้างพอเก๋มาขอทำเป็นร้านกาแฟก็อนุญาต เพราะเขาก็อยู่ละแวกนี้ ยายเห็นหน้าเห็นตามาตั้งแต่เด็ก ก็เหมือนลูกเหมือนหลาน รู้สึกเหมือนมีคนมาช่วยดูแล ตอนนี้ที่นี่ยังกลายเป็นจุดนัดพบของยายไปด้วย เพราะมีลูกศิษย์ลูกหาแวะมาเยี่ยมเยียนตลอด ขนาดเป็นใหญ่เป็นโตกันแล้วก็ยังแวะมา”คุณยายสัจจาภรณ์เล่าเรื่องราวด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้มและน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความสุขใจ

“ติดรสขม อมรสหวาน” เป็นสโลแกนของบ้านป๋องนม ชงเพื่อคุณ แค่อ่านผ่านตาก็สะดุดอารมณ์แล้ว เพราะชวนให้อมยิ้มและทำให้อยากหยุดรถแวะดื่มเครื่องดื่มสักแก้ว สังเกตว่าบริเวณรั้วบ้านยังแขวนกระป๋องนมประดับโดยรอบเพื่อสื่อถึงชื่อของร้านด้วย คุณกุ้งเล่าว่า “เพราะเครื่องดื่มที่นี่มีส่วนผสมของนม จึงคิดจะใช้ชื่อที่เกี่ยวกับกระป๋องนม ซึ่งมันให้ความรู้สึกจับต้องได้เหมือนอยู่บ้าน ส่วนเรื่องการตกแต่งร้านก็ช่วยๆ กัน”

ถึงตรงนี้คุณเก๋เสริมบ้างว่า “หลายคนคิดว่าเราจบด้านศิลปะมา ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย แค่เราลองนึกว่า ถ้าเรามีบ้านแล้วอยากแต่งบ้านแบบไหนก็ใช้วิธีการเดียวกับที่ร้าน ทุกสิ่งทุกอย่างในร้านมาจากคำว่า ‘บ้าน’ ของตกแต่งส่วนใหญ่ก็เป็นของที่มาจากที่บ้าน เรานำมาปัดฝุ่นใช้งานใหม่หรือบางส่วนลูกค้าก็เอามาฝาก”

ตอนนี้ฉันเริ่มมองไปรอบๆ ตัว อายุที่ยาวนานของตัวบ้านทำให้สังเกตเห็นแผ่นไม้ที่เริ่มผุกร่อนไปบ้าง ทว่าโครงสร้างส่วนใหญ่ยังแข็งแรงอยู่ คุณกุ้งบอกว่า “การดูแลรักษาก็ลำบากนิดหน่อยเพราะบ้านไม้มักมีปลวก แต่พวกเราก็ช่วยกันถอดไม้เปลี่ยนทีละชิ้น ซ่อมกันเอง ทำไปทีละจุด นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่คุณยายยอมให้พวกเราทำร้าน เพราะเราช่วยกันดูแลและเก็บบ้านไว้ในรูปแบบเดิม ที่สำคัญคือ เรารักบ้านหลังนี้เหมือนที่คุณยายรัก”

สายลมเย็นๆ พัดผ่านเข้ามาทางช่องหน้าต่างไม้ ฉันเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เพื่อละเลียดชาร้อนหอมๆ ที่เพิ่งเสิร์ฟวางตรงหน้า ตอนนี้รู้สึกเหมือนเวลาค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ เพราะบรรยากาศอันอบอุ่นของบ้านไม้ไทยๆทำให้ฉันอยากซึมซับความสุขและสงบแบบนี้เอาไว้นานๆ

บางครั้งความสุขก็มาจากสิ่งเล็กๆ ที่ดูเรียบง่าย

ว่าแล้วก็อยากดื่มชาต่อ…อีกสักแก้ว

มุมเล็กๆ จัดวางเก้าอี้ไม้สไตล์ไทยๆซึ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์ชุดเดิมของบ้านของตกแต่งแต่ละชิ้นส่วนใหญ่ ไม่ได้ซื้อหามาใหม่ แต่นำมาจากที่บ้าน หรือไม่ก็มีเพื่อนฝูงหรือคนรู้จักยกให้

บ้านนี้ทาสีงาช้างซึ่งเป็นสีโปรดของคุณยาย “โตมาก็เห็นบ้านทาสีอยู่แล้วแต่สีสันก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัยตอนนี้อยากให้บ้านดูเรียบร้อย เลยเลือกใช้สีงาช้าง”

มุมหน้าต่างในห้องนั่งเล่นด้านบนวางเก้าอี้หวายตัวเดิมรับลมเย็นๆมองออกไปยังเห็นลิ้นจี่ไม้ดั้งเดิมคู่บ้านหลังนี้

ห้องนอนคุณเก๋ดูเรียบง่ายด้วยการวางเตียงไม้เก่าของเดิมของบ้านห้องนี้มีหน้าต่างทั้งสามด้านทำให้รับลมได้ดีตอนกลางวันอากาศจะไม่ค่อยร้อนจัดบางวันตอนกลางคืนอากาศจะเย็นๆ ทำให้นอนหลับ

เรื่องโดย : Jeab_Muse
ภาพโดย : ชัยพฤกษ์, ปิยะวุฒิ

keyboard_arrow_up