ฝากบ้านไว้…ให้พระจันทร์ดูแล บ้านแสนรักของครอบครัวเสนาะ

ฝากบ้านไว้…ให้พระจันทร์ดูแล บ้านแสนรักของครอบครัวเสนาะ

 

วัสดุหลักของบ้านหลังนี้คือการก่ออิฐโชว์แนว ไม้ซุง และไม้ไม่ขัดแต่งโชว์ความสวยงามตามแบบธรรมชาติ ระเบียงหลังบ้านวางม้านั่งยาวไม้เก่ารับแสงแดดยามเย็น

ก่อนนอนคืนหนึ่งมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ตัวเอกของเรื่องพูดไว้อย่างน่าคิดว่า “เวลานั่งรถอย่าหลับ ให้มองไปข้างทางไว้เสมอ เพราะทุกหนทางที่ผ่านมามีแรงบันดาลใจให้เราได้เก็บเกี่ยวอยู่ทั่วไป” วันต่อมาระหว่างเดินทางจากกรุงเทพฯไปอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา จึงลองทำตามที่ตัวเอกคนนั้นว่าไว้ ครั้นมาถึงบ้านของ ครอบครัวเสนาะ จุดหมายปลายทางของการมาถ่ายภาพบ้านแสนรักในครั้งนี้ เราเหลือบมองนาฬิกาข้อมืออีกที ดูเหมือนเวลาเดินทางสองชั่วโมงครึ่งนั้นช่างสั้นนัก

ลำแสงสีเหลืองจากดวงอาทิตย์ที่ใกล้อัสดงบอกให้รู้ว่านี่เป็นเวลาเย็นย่ำแล้ว ภาพของบ้านสองชั้นบนพื้นที่กว่า 10 ไร่หลังนี้ให้อารมณ์แบบบ้านคันทรีไทยๆ ซึ่งคงมาจากการโชว์แนวอิฐรอบตัวบ้านการใช้วัสดุหลักอย่างไม้ผสมผสานกับวัสดุอื่นๆ แบบไม่ต้องเนี้ยบมากนัก

สมาชิกของครอบครัวเสนาะประกอบด้วย คุณอี๊ด – กมล คุณเจี๊ยบ – จงรักษ์ น้องเดี่ยว – ดลธรรม และ น้องปรางค์ – ปรางค์ชาดา คุณอี๊ดเล่าถึงที่มาของบ้านหลังนี้ด้วยน้ำเสียงฟังสบายๆ ว่า“เดิมทีเรามาอยู่ที่อำเภอโชคชัยก่อน เพราะมีร้านของตกแต่งสวนชื่อร้าน ‘ปรางค์ศิลา’ จากนั้นเพื่อนของพี่สาวคุณเจี๊ยบเล่าว่าจะขายที่ ก็ลองแวะมาดู ไม่ได้ตั้งใจซื้อ บังเอิญช่วงนั้นหน้าฝน ก็ได้ยินเสียงน้ำไหลจากลำธารเกิดเป็นฝายน้ำล้น มีต้นไม้ใบไม้ที่โดนฝนแล้วเกิดประกายต้องแสงแดด เป็นภาพที่สวยมากๆ เช้าอีกวันหนึ่งก็จัดการโอนเงินซื้อที่เลย” (ยิ้ม)

เมื่อย้ายมาอยู่กับธรรมชาติ การใช้ชีวิตก็ต้องโอนอ่อนไปตามธรรมชาติเช่นกัน ดังนั้นการออกแบบและสร้างบ้านหลังนี้จึงต้องยึดหลักการพึ่งพิงกับสิ่งที่มีอยู่เดิม โดยคุณอี๊ดรับหน้าที่คุมงานเองทั้งหมด “บ้านนี้ปลูกมาห้าปีแล้ว ค่อยๆ สร้าง ค่อยๆ เติม ของทุกอย่างในบ้านนี้พี่ออกแบบและทำเองเกือบทั้งหมด พี่เป็นคนชอบคิด ชอบจินตนาการ เลยพอจะมองออกว่าจะนำของที่มีอยู่ไปทำอะไรได้บ้าง มีเวลาก็ทำเอง หรือไม่ก็สั่งให้ช่างทำตามแบบโชคดีได้ ‘พี่เจริญ’ ซึ่งเป็นเหมือนช่างประจำตัวคู่ใจช่วยเติมความฝันให้”

เราย้ายไปนั่งคุยกันต่อที่ระเบียงพระจันทร์ ลักษณะเป็นลานแบบบ้านไทยสมัยโบราณ ซึ่งครอบครัวเสนาะจะใช้เป็นพื้นที่รับแขกเป็นมุมกางเต็นท์สำหรับคนชอบนอนฟังเสียงหรีดหริ่งเรไร และที่สำคัญใช้เป็นที่นอนชมพระจันทร์ในยามค่ำคืน คุณอี๊ดยังเล่าถึงแนวคิดในการทำบ้านหลังนี้อีกว่า “บางทีพี่ก็ไม่ได้อยู่ในทฤษฎี พี่ชอบคิดนอกกรอบ เช่น มุมนั่งเล่นที่หันไปทางทิศตะวันตก แม้จะมีแดดส่องมาจัดๆ ก็จริง แต่เราก็ได้แสงแดดและทิวทัศน์ที่ต่างออกไปก็เหมือนกับการดื่มน้ำที่ไม่จำเป็นต้องดื่มจากแก้วเสมอไป สุดท้ายแล้วพี่ว่าอยู่ที่วิธีคิดมากกว่า”

เดินเข้ามาดูการตกแต่งภายในบ้านกันบ้าง ครั้งแรกที่เห็นก็ทำให้เราอุทานกับตัวเองว่า “เจ้าของบ้านกล้าใช้สีมากๆ” โดยผู้รับหน้าที่แต้มสีเขียวหลากหลายเฉดให้บ้านก็คือ คุณเจี๊ยบ ซึ่งมีประสบการณ์จากการที่เคยติดตามพี่ชายไปวาดภาพในโบสถ์มาก่อนขณะที่สีเขียวซึ่งอยู่นอกตัวบ้านก็เป็นหน้าที่ของเธออีกเช่นกันที่จะเลือกหานานาพืชพรรณมาปลูก

ด้วยความรักในระบบนิเวศของที่นี่ จึงทำให้ครอบครัวเสนาะเห็นคุณค่าของต้นไม้ทุกต้น และอยากส่งต่อแนวคิดดีๆ แบบนี้ไปยังคนอื่นๆ ด้วย พวกเขาจึงสร้างบ้านเพิ่มอีกเพื่อใช้เป็นที่พักตากอากาศสำหรับชื่นชมธรรมชาติอันสวยงามของวังน้ำเขียว โดยไม่ลืมคอนเซ็ปต์ที่ว่า “การสร้างบ้านต้องใส่ใจในทุกส่วน ทั้งบ้าน คนที่อยู่ในบ้าน และสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ บ้าน”

แสงแดดค่อยๆ เลือนลับไปจากขอบฟ้า และมีแสงจันทร์เข้ามาแทนที่ คำพูดที่ว่า “แรงบันดาลใจมีอยู่รอบตัว” หวนกลับมาอยู่ในห้วงคำนึงอีกครั้ง และตอนนี้สมาชิกครอบครัวเสนาะก็กำลังพาเรามานอนอาบแสงจันทร์ มองหาแรงบันดาลใจจากฟากฟ้า…แต่ก่อนที่จะเคลิ้มหลับ หากเราสามารถอธิษฐานขอพรจากพระจันทร์ได้จริงเหมือนในนิทาน ใจก็คิดว่า คืนนี้ฝากให้พระจันทร์ช่วยดูแลทั้งบ้านคนที่อยู่ในบ้าน และสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ บ้านด้วยนะคะ  คืนนี้…เราและทุกคนคงหลับฝันดี

เรื่องโดย : Jeab_Muse
ภาพโดย : ชัยพฤกษ์ โพธิ์แดง

keyboard_arrow_up