สายลม ทุ่งข้าว ศิลปะรับธรรมชาติ บ้านแสนรักของผู้ช่วยศาสตราจารย์สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์

สายลม ทุ่งข้าว ศิลปะรับธรรมชาติ บ้านแสนรักของผู้ช่วยศาสตราจารย์สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์

วันนี้แดดใส ฟ้าสวย อุณหภูมิคงที่ประมาณ 33 องศาเซลเซียส สภาพอากาศที่เป็นใจเช่นนี้ทำให้เรามุ่งหน้าสู่จังหวัดปทุมธานี เพื่อมาเยี่ยมบ้านอารมณ์ธรรมชาติของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปะไทย ภาควิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ผู้มีใจรักในงานศิลปะไทย เนื่องจากคุณตาของท่านเป็น “สล่า” หรือช่างแกะสลักไม้ที่จังหวัดเชียงราย จึงได้รับการปลูกฝังและซึมซับความงามในแบบไทยมาตั้งแต่วัยเยาว์

อยู่แบบไทย หลายหมู่เรือน

ตลอดสองข้างทางของถนนสายเล็กๆ ที่นำเข้าสู่บ้านหลังนี้เต็มไปด้วยทิวไม้สลับกับนาข้าวเขียวขจี เมื่อผ่านรั้วบ้านเข้าไปจะพบบ้านที่แบ่งเป็น 4 เรือน และสมาชิกในบ้านซึ่งประกอบด้วยอาจารย์สุวัฒน์ สุนัข3 ตัว คือ เจ้าเสี่ยวป้อ เจ้าเสี่ยวปัง และเจ้าเมฆ และแมวน้อยอีก2 ตัว คือ เจ้าจิมมี่และเจ้าจุก

บึงใหญ่หน้าบ้านดึงดูดให้เราเข้าสู่เรือนหลังแรก ซึ่งเป็นหอศิลป์สำหรับใช้สร้างสรรค์งานศิลปะของเจ้าของบ้าน “บึงนี้มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมเลย ไม่ได้ถมดินทับ เพราะรู้สึกว่าเป็นบึงที่อุดมสมบูรณ์ มีปลาอยู่เยอะนั่งดูแล้วเพลินดี จึงวางแผนสร้างเรือนนี้ให้อยู่ใกล้กับบึง แล้วทำชานระเบียงยื่นออกไปเพื่อรับลมเย็นๆ”

เรือนหลังที่สองคือเรือนรับแขกซึ่งเชื่อมต่อกับเรือนหอศิลป์ ที่ต้องสร้างเรือนนี้ก็เพราะมักมีลูกศิษย์หรือเพื่อนๆ ของอาจารย์สุวัฒน์แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ จึงทำเรือนพักให้เป็นสัดส่วน เรือนหลังที่สาม คือเรือนพักและที่ทำงานส่วนตัวของเจ้าของบ้าน ด้านข้างเรือนหลังนี้อยู่ติดกับนาข้าว ในฤดูเก็บเกี่ยวจะมองเห็นรวงข้าวเหลืองอร่าม เป็นภาพที่สวยงามมาก หลังสุดท้ายคือเรือนเทพหรือหอแสดงงานศิลปะของอาจารย์สุวัฒน์และกลุ่มศิลปินท่านอื่นๆ ตั้งอยู่ติดริมประตูรั้วหน้าบ้านตอนนี้กำลังปลูกสร้างอยู่ เมื่อแล้วเสร็จจะเปิดให้ผู้สนใจงานพุทธศิลป์เข้ามาเยี่ยมชมกัน

กลิ่นอายไทยล้านนา

ภาพรวมทั้งหมดของบ้านมีกลิ่นอายความเป็นไทยล้านนาสูงนั่นเพราะพื้นเพเดิมของอาจารย์สุวัฒน์เป็นชาวเชียงราย คุ้นเคยกับบ้านที่มีบรรยากาศแบบนี้ เมื่อย้ายมาอยู่ปทุมธานีจึงตั้งใจจะเก็บความอบอุ่นแบบนั้นเอาไว้ “เดิมที่ด้านข้างบ้านเป็นป่าทึบที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก เห็นครั้งแรกก็ตกหลุมรักทันที เพราะเห็นภาพความสวยงามเบื้องหน้า จึงเลือกที่จะสร้างบ้านและส่วนทำงานตรงบริเวณนี้ จะได้มองเห็นป่าสีเขียวขณะทำงาน”

กลมกลืนกับธรรมชาติด้วยวัสดุพื้นถิ่น   

วัสดุและของตกแต่งที่มีอยู่ในบ้านนี้เป็นของที่หาได้ทั่วไป และส่วนใหญ่เป็นของใช้พื้นถิ่นทำจากไม้เก่า ไม้ไผ่ หรือไม้สน ดูแล้วกลมกลืนกับธรรมชาติที่อยู่แวดล้อม “ธรรมชาติมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานศิลปะอย่างมาก เพราะเป็นตัวช่วยสร้างบรรยากาศ ทำให้เราทำงานได้ดีขึ้นด้วย ผมจึงชอบวัสดุที่เป็นธรรมชาติ ส่วนประกอบต่างๆของบ้านจึงเลือกใช้ไม้เป็นหลัก เพราะให้ความรู้สึกอบอุ่นและอยู่สบาย”

ธรรมชาติเป็นของขวัญที่มนุษย์อย่างเราได้รับตั้งแต่แรกเกิด เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดสิ่งดีๆ หลายอย่างในโลกใบนี้ ดังนั้นหากเราเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ เราก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขแน่นอน…เหมือนที่อาจารย์สุวัฒน์ได้รับแล้วในตอนนี้นั่นเอง อาจารย์สุวัฒน์ขณะวาดผลงานที่จะนำไปแสดงที่ประเทศเยอรมนีในปีหน้า เป็นภาพศิลปะไทยเทคนิคสีน้ำมันที่ผนวกกับการใช้ไม้เก่าซึ่งในห้องทำงานนั้นตกแต่งด้วยงานศิลปะของอาจารย์อังคาร กัลยาณพงศ์ เป็นฉากหลังบรรยากาศด้านนอกของเรือนหอศิลป์ซึ่งอยู่ติดบึงน้ำ อาจารย์สุวัฒน์บอกว่า ชอบมานั่งดูปลาตอนแดดร่มลมตก จะมีปลาไนตัวใหญ่ที่ตั้งชื่อให้ว่า “เจ้ายักษ์” โผล่มาให้เห็นทุกวัน

เรือนรับแขก ซึ่งเชื่อมโยงต่อกับเรือนหอศิลป์ สร้างบรรยากาศสบายๆ หน้าบ้านด้วยการวางท่อนซุงไม้แทนเก้าอี้ การสร้างเรือนนี้เป็นความตั้งใจของอาจารย์สุวัฒน์ที่จะให้ลูกศิษย์ที่มาขอความรู้ได้พักอาศัย เพราะในวัยเด็กท่านก็ได้รับความรู้จากอาจารย์แก้ว จันทคราส ที่ช่วยสอนพิเศษวิชาศิลปะไทยให้โดยไม่คิดค่าสอน และยังเป็นแรงบันดาลใจให้อาจารย์

สุวัฒน์รักในอาชีพครู

มุมนั่งเล่นภายในบ้าน สามารถมองออกไปเห็นทุ่งนาได้ สร้างบรรยากาศด้วยการติดตั้งระบบน้ำไหลจากบนหลังคาให้ไหลผ่านหน้าต่างทำให้ได้ยินเสียงน้ำไหล และช่วยให้ภายในห้องนี้เย็นแบบไม่ต้องง้อระบบปรับอากาศเลย มุมนั่งเล่นตรงระเบียงข้างบ้าน วางชุดเก้าอี้ไม้เก่าดูกลมกลืนเข้ากับส่วนอื่นๆ ของบ้าน

ภายนอกเรือนพักส่วนตัวขนาดสองชั้น ผนังทาสีเหลืองมัสตาร์ดผสมผสานด้วยการใช้ไม้ที่ไม่ได้ผ่านการแปรรูป ทำให้บ้านดูเป็นธรรมชาติ ได้กลิ่นอายแบบบ้านล็อกเคบิน  มุมนั่งเล่นหน้าบ้านมีการใช้วัสดุที่หลากหลายทั้งไม้ไผ่ บล็อกแก้ว และประตูบานไม้เก่าสีเข้ม ช่วยให้ส่วนนี้ดูโดดเด่นขึ้น

ห้องน้ำที่ใช้วัสดุถึงสามประเภทคือ ปูนเปลือย หินกรวดและไม้ แยกส่วนเปียกและส่วนแห้งด้วยการโรยกรวดสีขาว วางแผ่นหินทางเดินเชื่อมไปสู่ส่วนเปียกที่เป็นปูนเปลือยด้านใน ทำให้เดินได้สะดวกและไม่ต้องกลัวลื่น อ่างล้างจานสีและอุปกรณ์ในการวาดภาพ ล้างไป ชื่นชมธรรมชาติไปได้ในตัว บันไดขึ้นชั้นสองของบ้านใช้รูปแบบเดียวกับบ้านไม้โบราณคือมีแม่บันไดไม้ตรงกลาง อาจารย์สุวัฒน์เรียกบันไดนี้ว่า“บันไดสติ” ต้องมีสติในการเดินเพราะบันไดมีความชัน ภาพวาดฝีมืออาจารย์สุวัฒน์ เป็นงานศิลปะไทยที่อาจารย์รักมาตั้งแต่เด็กโดยได้ไปขอเป็นลูกศิษย์อาจารย์อังคาร กัลยาณพงศ์ จากวันนั้นก็ฝึกฝนงานวาดภาพศิลปะไทยจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

ห้องนอนเล็กๆ บนชั้นสอง วางเตียงไว้พอดีกับหน้าต่างไม้บานสวยที่เจาะช่องให้แสงลอดผ่าน มองเผินๆ ก็กลายเป็นองค์ประกอบที่แทนภาพประดับหัวเตียงได้เลย ตู้เก็บผลงานขนาดใหญ่ช่วยแยกหมวดหมู่สิ่งของได้อย่างดี พรางตาช่องกล่องปลั๊กไฟด้วยการทาสีน้ำตาลอ่อนให้กลมกลืนกับไม้สนสีอ่อน นำขาจักรเย็บผ้าเก่ามาดัดแปลงเป็นโต๊ะทำงาน ท็อปโต๊ะเป็นบานหน้าต่างเก่ากรุกระจกใส ซุ้มประตูบ้านทำจากไม้เก่า อาจารย์สุวัฒน์ออกแบบหน้าตาซุ้มเอง ด้านบนใช้ไม้แกะเป็นลวดลายแบบง่ายๆ แต่ได้กลิ่นอายล้านนา ซุ้มประตูอีกด้านหนึ่งของบ้านในส่วนที่ติดกับเรือนเทพ มองออกไปเห็นทุ่งข้าวเขียวขจี เป็นจุดพักสายตาที่ดีมากอ่างล้างมือแบบกลมกลืนไปกับธรรมชาติ

เรื่องโดย : Jeab_Muse
ภาพโดย : ชัยพฤกษ์ โพธิ์แดง

keyboard_arrow_up