รกราก ของ ความ อบอุ่น

รกราก ของ ความ อบอุ่น
         ระหว่างแวะหาของอร่อยแถวย่านวัดเกตในตัวเมืองเชียงใหม่ ฉันและทีมงาน “บ้านและสวน” ก็ผ่านมาพบร้านอาหารอินเดีย Hinlay ตั้งอยู่ตรงมุมเล็กๆ ของสนามหญ้าหน้าบ้านสไตล์โคโลเนียลหลังหนึ่ง นอกจากความสนใจในเมนูอาหารซึ่งน่ารับประทานแล้ว ขณะเดียวกันพวกเราก็ไม่อาจละสายตาไปจากบ้านสวยตรงหน้าได้ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศโดยรอบที่ดูร่มรื่น หรือกลิ่นอายของอดีตจากรูปแบบสถาปัตยกรรมซึ่งมีสไตล์เฉพาะตัวของบ้านเก่า ล้วนดึงดูดให้ฉันและทีมงานทุกคนอยากเข้าไปทำความรู้จักกับครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้จริงๆ
         เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วเท่าความคิด ไม่ทันจะเอ่ยถามถึงเจ้าของบ้าน ฉันก็โชคดีได้พบ คุณประณีต เชิดจารีวัฒนานันท์เจ้าของร้านอาหารอินเดียและบ้านหลังที่กำลังสนใจอยู่ ทีมงาน“บ้านและสวน” จึงมีโอกาสมานั่งเรียงหน้ากันในบ้านสวยอายุร้อยกว่าปี พร้อมรับฟังเรื่องราวอันน่าประทับใจจากปากเจ้าของบ้านแบบเป็นกันเอง
         “จากที่เคยได้ยินผู้ใหญ่เล่าเรื่องต่อๆ กันมา ท่านบอกว่าบ้านหลังนี้น่าจะมีอายุประมาณ 150 ปีค่ะ ผู้ริเริ่มสร้างคือคุณตาทวดซึ่งเป็นชาวอังกฤษ ท่านเข้ามาตั้งรกรากและสร้างครอบครัวที่นี่ โดยทำอาชีพสัมปทานป่าไม้ที่ภาคเหนือ เมื่อได้พบกับคุณยายทวดซึ่งเป็นคนเมือง (คนเหนือหรือชาวล้านนา)จึงสร้างบ้านหลังนี้ นั่นน่าจะเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวบ้านถึงมีกลิ่นอายของยุโรปเข้ามาผสมค่อนข้างมาก” 
         ฉันมองไปรอบๆ บ้านสองชั้นซึ่งจัดวางแปลนให้ตัวบ้านโอบล้อมสวนเล็กๆ เอาไว้ พลางนึกจินตนาการว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปสมัยโน้นได้ บ้านปูนทรงฝรั่งหลังนี้คงหรูหราไม่ใช่เล่นเพราะด้วยอาณาบริเวณที่ดูกว้างขวาง มีการออกแบบพื้นที่เทียบจอดรถตรงส่วนหน้าบ้าน เรือนชั้นเดียวแยกส่วนสำหรับแม่บ้าน หรือองค์ประกอบต่างๆ อย่างพื้นหินอ่อน ราวระเบียงปูนปั้นกรอบหน้าต่าง พื้นไม้แผ่นโต หรือความหนาของผนังที่เกิดจากการใช้อิฐโบราณก้อนใหญ่ ล้วนแสดงถึงความเอาใจใส่และมีรสนิยมในแบบที่หากันไม่ได้ง่ายนักสำหรับผู้คนในยุคนั้น
         “แม้บ้านจะมีอายุร้อยกว่าปีแล้ว แต่ครอบครัวเราย้ายเข้ามาอยู่อาศัยเมื่อประมาณยี่สิบปีให้หลังมานี้เอง โดยได้คุณชยสุธิ มุณีเวช มัณฑนากร?มาช่วยออกแบบปรับปรุงให้ เมื่อก่อนผนังนี้เป็นสีขาวนะคะ มาเปลี่ยนเป็นสีโอลด์โรสในตอนหลัง และก่อนครอบครัวเราจะเข้ามาอยู่ก็เคยปล่อยให้คนอื่นเช่าทำโน่นทำนี่มาแล้วหลายอย่าง ทั้งโรงเรียนสอนบัลเลต์สถานกงสุลญี่ปุ่น หรือบ้านเช่าของชาวต่างชาติหลายครอบครัววันดีคืนดีจะมีฝรั่งสูงอายุแวะเข้ามาแล้วบอกว่า ‘นี่ๆ ผมเคยอยู่บ้านหลังนี้เมื่อนานมาแล้วด้วยนะ ขอเข้าไปดูด้านในได้ไหม’เราก็ให้เข้ามาดูนะคะ เผื่อจะช่วยให้เขาหายคิดถึงวันเก่าๆได้บ้าง” คุณประณีตเล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดี 
         ฉันหันไปมองหน้าทีมงานคนอื่นๆ อย่างขอความเห็นร่วมว่าดูกันออกหรือไม่ว่าบ้านนี้เคยดัดแปลงทำอะไรๆ มาแล้วหลายอย่าง เพราะบรรยากาศในปัจจุบันนั้นดูอบอุ่นไม่เหลือเค้าของการใช้งานอื่นๆ เลย แสดงให้เห็นว่าบ้านได้รับการปรับปรุงและดูแลเป็นอย่างดี โดยไม่ทำลายกลิ่นอายของสถาปัตยกรรม
สไตล์โคโลเนียลแบบดั้งเดิม ตั้งแต่การเลือกสีทาผนัง?การตกแต่งภายใน การเลือกเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวและของประดับต่างๆ ซึ่งเข้ากันได้ดีกับงานฝีมือของช่างเมื่อร้อยกว่าปีก่อนขณะเดียวกันการปรับปรุงพื้นที่ใช้สอยใหม่ยังช่วยให้ทุกคนในครอบครัวสามารถใช้งานห้องต่างๆ ได้เป็นอย่างดีด้วย
         “ตอนปรับปรุงครั้งล่าสุด ส่วนชั้นบนเรากั้นห้องนอนเพิ่มสำหรับลูกๆ ด้านล่างก็กั้นส่วนบันได และปรับปรุงเรือนแม่บ้านเป็นห้องครอบครัวแทน ครอบครัวเรามีสมาชิกห้าคน ตอนนี้อยู่กันสี่คนค่ะ ไปอยู่ต่างประเทศคนหนึ่งคือลูกสาวคนโตซึ่งทำงานเป็นมัณฑนากร ส่วนลูกสาวคนรองก็เพิ่งเรียนจบคอร์สแฟชั่นดีไซน์จากกรุงเทพฯ กลับมาอยู่เชียงใหม่ได้สักพัก และกำลังทำโปรเจ็คท์หนังสือ DIY อยู่ (หนังสือคงเสร็จเรียบร้อยแล้วตอน ‘บ้านและสวน’ ฉบับนี้วางแผง) แต่ก่อนเวลาเราอยู่กันพร้อมหน้าที่เชียงใหม่ก็จะพากันขับรถขึ้นดอยไปเที่ยว หรือบางทีก็ทำบาร์บีคิวกินในสวน?หรือถ้าใครชวนเพื่อนมาบ้าน ห้องครอบครัวก็แปลงกลายเป็นห้องนอนแขกได้ค่ะ” 
         นอกจากเรื่องบ้านแล้ว?คุณประณีตยังเล่าถึงครอบครัวให้ฟังว่าลูกทั้งสามคนกำลังทำโครงการอะไรกันอยู่บ้าง ทุกคนล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง ทำงานตามความรักและความถนัดของตัวเอง บางครั้งจึงต้องเดินทางไปโน่นไปนี่เสมอ แม้แต่ตัวคุณพ่อเองซึ่งเป็นเชฟประจำร้านอาหารอินเดีย ปัจจุบันก็ยังแอบไปเข้าคอร์สเรียนทำอาหารระยะสั้นๆ ที่ต่างประเทศอยู่เรื่อยๆ คนในครอบครัวนี้จึงต้องเดินทางไปทำธุระหลายที่สลับกันไปมา แต่เมื่อเสร็จกิจ ทุกคนก็จะกลับมาที่ “บ้าน”ซึ่งเข้าใจตรงกันว่าคือบ้านที่เชียงใหม่หลังนี้นั่นเอง
         การสนทนาในครั้งนี้จึงทำให้นิยามของคำว่า “บ้าน” ในใจฉันชัดเจนยิ่งขึ้น
         ฉันเชื่อว่าต่อให้ต้องไปอยู่เมืองไหน ประเทศอะไร สะดวกสบาย สวยงาม หรือหรูหราสักเพียงใด ก็คงไม่มีแห่งไหนทำให้รู้สึกสงบ อุ่นใจ และเติมเต็มจิตวิญญาณได้ดีเท่ากับ“บ้านของเรา” สถานที่ซึ่งมีครอบครัว หรือใครสักคน หรือแม้แต่ความทรงจำดีๆ รอให้เรากลับไปหาได้เสมอ
         แม้ตอนนี้ยังตอบเต็มปากไม่ได้ว่ามี “บ้านของเรา” ในนิยามอย่างที่ว่าแล้วหรือยัง แต่เชื่อว่าอีกไม่นานฉันต้องได้พบแน่ๆ
         คุณผู้อ่านล่ะคะ พบ “บ้าน” ของคุณแล้วหรือยัง

 

เรื่องโดย : กรวรรณ คันโธ
ภาพโดย : สิทธิศักดิ์ น้ำคำ

keyboard_arrow_up