หอมกลิ่น “แก้วตาเหิน”

          ความอ่อนช้อยที่ผสานด้วยความแข็งแกร่งของบ้านที่มีชื่อว่า “แก้วตาเหิน” หลังนี้ คงเปรียบได้กับหญิงผู้งามสง่าเต็มเปี่ยมด้วยบารมี ชื่อของบ้านเป็นชื่อเรียกอีกชื่อของดอกมหาหงส์ ซึ่งมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และเป็นดอกไม้ที่ คุณสุจินตนา จรรยาทิพย์สกุล เจ้าของบ้าน ชื่นชอบเป็นพิเศษ 
          คุณสุจินตนาเป็นนักธุรกิจสาวผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาและมีใจรักงานศิลปะด้วย เธอสะสมงานศิลป์ไว้มากมาย ปัจจุบันยังช่วยบริหารงานมูลนิธิที่ช่วยเหลือและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศแถบลุ่มน้ำโขง(Mekong Organization for Mankind: MOM <http://momthai.org>)ซึ่งคุณแม่ของเธอ (คุณกัลยา จรรยาทิพย์สกุล) เป็นผู้ก่อตั้ง
          “ทำธุรกิจเกี่ยวกับผ้าไหมมานาน ได้รู้จักกับนักออกแบบชาวสเปน ซึ่สั่งผ้าที่เราตั้งใจทอให้มีคุณภาพพิเศษไปตกแต่งพระราชวังของกษัตริย์ฮวน คาร์ลอส ในที่สุดพระองค์ทรงมีรับสั่งให้ศิลปินจากเอเชียไปศึกษาวัฒนธรรมในประเทศสเปน จึงมีโอกาสได้รู้จัก อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ในการเดินทางครั้งนั้น”
          หลังรู้จักและสนิทสนมกับอาจารย์ถวัลย์มามากกว่า 20 ปี คุณสุจินตนาจึงทาบทามให้ท่านมาช่วยออกแบบบ้านพักผ่อนที่จังหวัดเชียงราย ตัวบ้านจึงดูงดงามตามวัฒนธรรมแบบล้านนาประยุกต์ ไม่ต่างจากงานศิลปะชิ้นใหญ่ซึ่งมีคุณค่า หาดูได้ยาก ด้วยการออกแบบให้มีทรงหลังคาแอ่นโค้งชดช้อย ขณะที่องค์ประกอบบางอย่างก็ได้รับการปรับรูปแบบให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น เช่นบันไดนาคทั้งสองด้านของบ้าน และฐานโคนเสาที่เรียกว่า “ลูกแก้ว”
          แม้คุณสุจินตนาจะเลือกงานศิลปะ เฟอร์นิเจอร์เก่า และข้าวของฝีมือพื้นบ้านมาตกแต่งบ้านด้วยตัวเอง แต่ทุกชิ้นต้องปรึกษาอาจารย์ถวัลย์ก่อนเสมอ และท่านยังได้ออกแบบส่วนประกอบต่างๆ ในบ้านให้อีกหลายอย่างเช่น หางหงส์ คันทวย โดยใช้ลวดลายไม้แกะซึ่งอาจารย์บอกว่าเป็นงานของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งท่านลดทอนรูปทรงให้เหมาะกับยุคสมัยใหม่มากขึ้น ส่วนบันไดนาค อาจารย์ถวัลย์ก็เป็นผู้คุมช่างเอง โดยวาดเส้นบนไม้แบบและปาดปูนแต่งขั้นสุดท้ายให้ จนได้บันไดที่สวยงามมีเอกลักษณ์
          บ้านนี้ยังแฝงด้วยปรัชญาทางพระพุทธศาสนาในแทบทุกจุด เครื่องเรือนและของตกแต่งล้วนเป็นของเก่าจากหลายประเทศในแถบเอเชีย เช่น ไทย ล้านช้าง ล้านนา พม่า ลาว หลายชิ้นมีกลิ่นอายของยุโรปซึ่งได้จากยุคอาณานิคม บางชิ้นเป็นหีบไม้เก็บเสื้อผ้าและของใช้ในคาราวานยิปซีจากอินเดียนอกจากนี้ยังมีข้าวของที่เป็นงานศิลปะจากแอฟริกา ศิลปะสไตล์อเมริการวมถึงเฟอร์นิเจอร์สมัยใหม่จากอิตาลี แม้จะเป็นการผสมผสานหลากวัฒนธรรมหลายอารมณ์ แต่ด้วยการจัดวางอย่างลงตัว ทำให้ของทุกชิ้นอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่ขัดตา
          เจ้าของบ้านเล่าถึงงานศิลป์ชิ้นเด่นในห้องรับแขกชั้นบนว่า คือเก้าอี้เขาควายและภาพวาดลายเส้นหมึกดำรูปช้างซึ่งอาจารย์ถวัลย์มอบให้
          “อาจารย์มีคติว่า สัตว์ต่างๆ เมื่อตายไปยังทิ้งสิ่งสวยงาม เช่น เขาหนัง ไว้ให้มนุษย์ได้ดูและได้ปลงว่าสังขารมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เวลามองทุกครั้งก็เหมือนจะเป็นเครื่องเตือนใจให้เราประกอบแต่กรรมดี”
          ในบริเวณบ้านยังมีสนามหญ้ากว้างขวางสำหรับสุนัข ซึ่งมีทั้งสายพันธุ์ต่างประเทศและพันธุ์พื้นเมือง รวมถึงวัวเลี้ยงที่ได้จากการไถ่ชีวิตที่โรงฆ่าสัตว์บางส่วนมีการจัดพื้นที่เป็นลานกรวดโล่ง เพื่อโชว์ผลงานศิลปะของศิลปินญี่ปุ่นซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการเห็นลำต้นไม้ที่ถูกฟ้าผ่า
          ในตอนท้ายของการสัมภาษณ์ คุณสุจินตนาพูดสรุปให้ฟังว่า “แม้ในต่างประเทศจะมีภูมิอากาศเย็นอย่างที่ชอบ แต่เราก็ขอแค่ไปเที่ยวบ้าง ถ้าจะให้อยู่อาศัยจริงๆ ก็ต้องเป็นที่เมืองไทยนี่แหละ รักเมืองไทยมาก โดยเฉพาะที่เชียงราย ซึ่งเราชอบภูมิประเทศและอากาศ การมีบ้านพักร้อนที่นี่ก็ถือว่าเป็นความสุขของชีวิตแล้ว หากไม่ติดธุระในกรุงเทพฯ ก็จะมาอยู่ที่นี่แทบทุกสุดสัปดาห์ และจะพาคุณแม่มาด้วยตลอด เนื่องจากอากาศสะอาดๆ ของที่นี่ทำให้ร่างกายและจิตใจสดชื่น อีกทั้งการมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ก็เหมือนได้ชมแกลเลอรี่ส่วนตัวแบบ 24 ชั่วโมง เพราะมีแต่งานศิลปะที่เราชอบ”
          บ้านหลังนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการผสานวัฒนธรรมได้อย่างกลมกลืนนั่นเป็นเพราะได้ศิลปินระดับมือหนึ่งของไทยเป็นผู้ปรุงรสให้กลมกล่อม แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การที่เจ้าของบ้านได้อยู่อาศัยอย่างมีความสุข นั่นละจึงถือเป็นงานสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า “บ้าน” ได้อย่างสมบูรณ์

เรื่องโดย : ไม้น้ำ
ภาพโดย : ชัยพฤกษ์ โพธิ์แดง

keyboard_arrow_up