สวน “อาจารย์ยักษ์” จิตวิญญาณที่พอเพียง

16 ปีของการเป็นข้าราชการในสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งรับใช้เบื้องพระยุคลบาทในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ทำให้ คุณวิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือที่ใครๆ เรียกว่า “อาจารย์ยักษ์” ได้เข้าถึงชีวิตเกษตรกรทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ แต่จู่ๆ ท่านก็ตัดสินใจลาออกจากราชการ ละทิ้งตำแหน่งเลขาธิการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการพิเศษฯ มาเริ่มต้นชีวิตทางการเกษตรจากระดับศูนย์ โดยอาศัยแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ เพื่อเป็นตัวอย่างพิสูจน์และสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรได้เห็นว่าการทำกสิกรรมธรรมชาตินี้สามารถอยู่อย่างมั่งคั่งบนแนวทางที่พอเพียงได้จริงๆ

ไม่ได้อยากเป็นชาวนา

pts161124-054

ผมเป็นคนแปดริ้ว เกิดในท้องนา โตในคลอง ชอบป่า ชอบทุ่งนา ชอบเล่นน้ำในคลอง แต่เมื่อก่อนก็ไม่ได้อยากเป็นชาวนานะ อยากเป็นครู พ่อแม่ส่งมาเรียนในเมืองก็หวังให้จบเป็นเจ้าคนนายคน พอเรียนจบรัฐศาสตร์ก็ไปรับราชการ จนได้ตามเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เห็นพระองค์ท่านทรงทุ่มเทพระวรกาย กำลังทุนทรัพย์ และเวลาส่วนใหญ่ไปกับการพัฒนาค้นคว้าและทดลองสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ทั้งการเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช ทำนาข้าว ปรับปรุงดินและน้ำ ปลูกป่า ปลูกพืชสมุนไพร วิจัยเรื่องพลังงาน และเทคโนโลยีอีกมากมายที่ทรงลงมือปฏิบัติด้วยพระองค์เอง ท่านบอกว่าบรรพบุรุษเรารู้ว่าตรงไหนควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร นั่นคือทำตามฤดูกาล และไม่ได้อยากให้เราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ไม่ได้อยากให้รวยแบบนั้นเพราะมันไม่มีความสุข แต่อยากให้พัฒนาแบบอะลุ่มอล่วย โดยใช้หลักเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง หยุดพึ่งพาชาติตะวันตก แต่หันกลับมาใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาชาวบ้านที่เคยสืบทอดมาเป็นเกษตรยั่งยืนบนผืนแผ่นดินไทย

pts161124-014

แต่พูดในฐานะข้าราชการก็ไม่มีชาวบ้านที่ไหนใครเชื่อหรอก เขาเห็นเรามีเงินเดือนอยู่สบาย จะพูดอะไรก็ได้ เขาท้าให้ผมมาพิสูจน์ ถ้าจะสอนคนอื่นสร้างป่าเราก็ต้องสร้างป่าให้ได้ก่อน ก็เลยตัดสินใจลาออก ตอนแรกใช้ที่ดินร้างกว่า 40 ไร่ของพี่ชายมาทดลองทำ เริ่มด้วยการฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรมจากการปลูกมันสำปะหลังและปลูกอ้อย ทำให้ดินเก็บน้ำได้ แล้วปลูกต้นไม้ใหญ่ก่อนเลยเพื่อสร้างความเป็นป่า ให้ใบไม้ตกลงมาเป็นปุ๋ยทำให้ดินสมบูรณ์ สร้างระบบนิเวศด้วยการปลูกป่า 3 อย่าง คือ หนึ่งกินได้ สองใช้งานได้ สามสร้างที่อยู่อาศัยได้ เพื่อจะได้ประโยชน์ 4 อย่างคือ กินได้ ใช้งานได้ อาศัยได้ และให้ความร่มเย็น แล้วค่อยเลี้ยงปลา กบ และไก่ไว้ในป่าที่เราปลูกนั่นแหละ น้อมนำวิธีของพระองค์ท่านไปทำ จนสามารถตั้งที่นี่เป็นศูนย์ฝึกอบรมกสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้องเพื่อเผยแพร่แนวคิดและเทคโนโลยีชีวภาพให้เกษตรกรที่สนใจ”

บันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง

pts161124-004

เริ่มทดลองจากพื้นที่ 3 ไร่ ขยายเป็น 5 ไร่ และกลายเป็นร้อยไร่ โดยเปลี่ยนเล้าหมูให้เป็นห้องเรียนสำหรับอบรมแบบ Active Learning ซึ่งอาจารย์ยักษ์ย้ำถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มีจิตวิญญาณ ด้วยการเริ่มจากความเข้าใจและท่องให้ได้เหมือนศีลห้าที่เราคุ้นเคย แล้วจึงแปลงทฤษฎีที่ท่องนี้ไปปฏิบัติด้วยความอดทน ไม่ข้ามขั้นตอน มีคุณธรรมต่อการทำงาน และเมื่อได้ลงมือทำก็จะพบนวัตกรรม ความรู้ และทักษะใหม่ๆเกิดขึ้นเสมอ สุดท้ายคือใช้แนวทางบริหารแบบคนจนที่ไม่ลงทุนมากจนเกินตัว โดยอาจารย์ยังได้แปลงเป็นทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียงไว้ว่า

“เราต้องเริ่มจากเศรษฐกิจ 4 พอ เป็นขั้นพื้นฐานก่อน คือ พอกิน พอใช้ พออยู่ และพอร่มเย็น แล้วถึงขึ้นไปขั้นที่ 5 สู่การทำบุญทำทาน กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ครูบาอาจารย์ ขั้นที่ 6 แม้ไม่ใช่ครูก็แบ่งปันและให้ทานได้ ขั้นที่ 7 ใช้ภูมิปัญญานำสิ่งที่เหลือใช้ไปแปรรูปสำหรับไว้ใช้ยามจำเป็น อย่างป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่างก็สามารถแปรรูปเก็บรักษาได้ ขั้นที่ 8 พอรู้จักเก็บได้ก็ไม่ต้องซื้อ เราจึงนำไปค้าขายต่อได้ และสุดท้ายขั้นที่ 9 พอร่ำรวยเราก็บอกต่อเป็นเครือข่ายบุญ ทำเงินไปใช้อย่างสร้างสรรค์ หรือสร้างมูลนิธิเพื่อสอนคนอื่นต่อไปอีก ผมเชื่อว่าทุกอาชีพสามารถแปลงปรัชญาพอเพียงเป็นบันไดขั้นต่างๆ ของการเติบโตไปในแนวทางของตัวเองได้ แม้แต่การปรับไปใช้กับชีวิตในเมืองด้วยรูปแบบสวนแนวตั้งก็เช่นเดียวกัน”

งานที่ทำทุกวัน

pts161124-008 pts161124-042

ปัจจุบันอาจารย์ยักษ์มีงานต้องทำมากมาย ไม่ว่าจะในฐานะประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) รวมไปถึงที่ปรึกษาให้อีกหลายองค์กร อาจารย์บอกว่าทำงานทุกวัน โชคดีที่ครอบครัวเข้าใจและพร้อมสนับสนุนในทุกด้าน

“ผมอบรมมาเกือบห้าร้อยรุ่น และให้ทุกคนจ่ายค่าปรึกษาโดยการไปบอกต่อ บอกชุมชน โรงเรียน วัด ผมอยากให้ชาวบ้านได้สอนชาวบ้านด้วยกันเอง กระเหรี่ยงสอนกระเหรี่ยง เพราะมันจะได้ผลกว่า ตอนนี้ก็เลยมีศูนย์อบรมต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งในค่ายทหารและในกระทรวงศึกษาธิการ และผมก็ฝันอยากให้มีศูนย์ฝึกอยู่ในทุกหมู่บ้าน ถ้ารัฐบาลและเอกชนช่วยกันก็เป็นไปได้ แล้วเมืองไทยจะเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่ต่างประเทศจะเข้ามาดูงาน ใครที่เรียนเศรษฐศาสตร์มา 4 ปี ขอเวลาให้ผมสัก 4 วันมาเรียนรู้ที่นี่สิ แล้วจะรู้ว่าชีวิตที่ไม่ใช่แค่ปลดหนี้ แต่ยังมีเงินเหลือใช้เผื่อแผ่แบ่งปันนั้นทำได้ด้วยปรัชญาของพระองค์ท่าน”

อ่านต่อหน้า 2 

keyboard_arrow_up