ความสุขที่ยั่งยืน บ้านแสนรักของครอบครัวเตชะไพบูลย์

ความสุขที่ยั่งยืน บ้านแสนรักของครอบครัวเตชะไพบูลย์
EVER-LASTING-HAPPINESS-BAAN-SAN-RAK-01

 

          หลายเดือนก่อน ฉันค้นเจอกลุ่ม Sustaina- ble People Project ในอินเทอร์เน็ต กลุ่มนี้มี แนวคิดกระจายไอเดียการใช้ชีวิตแบบยั่งยืน บอก รายละเอียดถึงกิจวัตรในชีวิตประจำวัน โดยลด พฤติกรรมที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การทำอาหารรับประทานเองที่บ้าน การแลกเปลี่ยน สินค้าระหว่างเพื่อนบ้าน ฯลฯ ได้อ่านไอเดียเหล่านี้ ก็ทำให้ฉันสนใจแนวคิดการใช้ชีวิตให้มีความสุข อย่างยั่งยืนขึ้นมาบ้าง และโชคดีที่มีโอกาสได้ลงมือ ทำจริงเมื่อมาเยือน “บ้านนาวิลิต” ของ คุณลิต – วิลิต และ คุณกิ่ง – กิ่งกานต์ เตชะไพบูลย์ ที่อำเภอ ท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
          บ้านนาวิลิตเป็นพื้นที่ปลูกและผลิตข้าวแบบ ครบวงจร เกิดจากความตั้งใจของคุณลิตซึ่งอยาก สร้างระบบที่มั่นคงและลดปัญหาหนี้สินให้กลุ่ม เกษตรกร พื้นที่ 8 ไร่ของนาวิลิตจึงเป็นที่รวมกลุ่ม ของเกษตรกรจากหลายจังหวัด มาช่วยกันดูแล ผลผลิตทางการเกษตร จากนั้นก็จะส่งต่อไปสู่ ผู้บริโภค โดยมีร้านบ้านนาวิลิตที่อาคารรีเจ้นท์ เฮ้าส์ กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กระจายผลผลิตจาก นาข้าวและผักปลอดสารพิษต่างๆ นอกจากนี้ยังมี การจัดกิจกรรมให้เด็กๆ และคนในหมู่บ้านใกล้เคียง ได้ทำร่วมกัน เช่น สอนดนตรีไทย รวมถึงให้ ความรู้ด้านเกษตรกรรมด้วย
          สำหรับคุณลิต เจ้าของบ้าน เขาคืออดีต นักธุรกิจผู้ผันตัวมาเป็นเกษตรกร จุดพลิกผันเกิดขึ้น เมื่อ 12 ปีก่อน คุณลิตเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายการ แข่งขันในแวดวงธุรกิจ จึงตัดสินใจหันหลังให้วงการนี้
และมองหาพื้นที่สร้างวิถีชีวิตในแบบที่สบายใจกว่า
          “เดิมทีที่บ้านมีโรงแรมที่ชะอำ (โรงแรมรีเจ้นท์) ผมจึงคุ้นเคยกับพื้นที่แถวนี้ พอไม่ได้ทำธุรกิจแล้ว
ผมก็ยังคุ้นเคยกับผู้คน จึงมาหาซื้อที่ไว้ตั้งแต่ปี 2543 ตั้งใจมาทำนา ช่วงแรกๆ ผมอยู่ที่นี่ทุกวัน สี่เดือน
ถึงกลับไปกรุงเทพฯสักครั้ง แล้วก็รีบกลับมา แต่ ช่วงนี้จะมาวันหยุดหรือวันที่ลูกๆ ปิดเทอม เพราะ
เด็กๆ เรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ” 
          ถึงตรงนี้คุณกิ่งเสริมว่า “แรกๆ ลูกต้องหยุด เรียนบ่อยเพราะมาอยู่ที่นี่ แต่อีกสักพักตั้งใจจะให้เขา
เรียนที่โรงเรียนรุ่งอรุณ เพราะหลักสูตรของโรงเรียน ก็ตรงกับแนวคิดของเรา เด็กๆ สามารถมาอยู่ที่นี่
พร้อมเรียนรู้นอกตำราได้” 
บ้านทรงไทย บ้านอารมณ์ญี่ปุ่นและ บ้านดิน
          สิ่งก่อสร้างภายในบ้านนาวิลิตมีเอกลักษณ์ ชัดเจนมาก ตั้งแต่บ้านทรงไทยที่ยกมาจากโรงแรม
รีเจ้นท์ ซึ่งเคยเป็นส่วนแปลงนาสาธิตในโรงแรม บ้านอารมณ์ญี่ปุ่น และบ้านดิน
          “หลังจากแต่งงานกันได้ปีหนึ่งก็ย้ายมาอยู่ที่ บ้านทรงไทย ตอนย้ายมาที่นี่ยังจุดตะเกียงกันอยู่เลย
เพราะไม่มีไฟฟ้า หลังจากนั้นสี่ปีก็สร้างบ้านหลัง ที่อยู่ทุกวันนี้” 
          บ้านที่ครอบครัวนี้อาศัยในปัจจุบันคือบ้าน อารมณ์ญี่ปุ่น สร้างจากไม้สนสีอ่อน ภายในจัดวาง พื้นที่แบบเปิดโล่ง อาศัยการยกพื้นเล่นระดับแบ่ง พื้นที่ใช้สอย ส่วนบ้านทรงไทยตอนนี้ใช้เป็นที่จัด กิจกรรมและที่พักของกลุ่มเกษตรกร
          “ผมชอบสไตล์ญี่ปุ่นมาตั้งแต่เด็ก และ มีโอกาสได้ไปเล่นดนตรีที่ประเทศญี่ปุ่น บ้านของ คนจัดคอนเสิร์ตคนหนึ่งเขาออกแบบแบบนี้ ผมชอบ ก็เลยนำมาปรับใช้กับบ้านเรา ส่วนบ้านดินทำเพิ่ม เพราะอยากได้บ้านเย็นๆ รวมถึงมีสมาชิกเพิ่มขึ้น ทั้งคนที่มาช่วยดูแลเรื่องนาข้าว และยังเอาไว้รับรอง แขกด้วย” 
นาข้าวและแนวคิดเกษตรอินทรีย์
          หากเข้าไปดูใน www.baannavilit.com จะ เห็นประโยค “การทำนาไม่เหนื่อย ถ้าไม่มีใครทำนา บนหลังเรา” สื่อถึงความตั้งใจของคุณลิตที่อยาก ส่งต่อแนวคิดที่เกษตรกรสามารถยืนได้ด้วยลำแข้ง ของตัวเองและมีความสุขบนความพอเพียง
          “ผมอยากสืบสานของเดิมที่เคยมีและเป็น วิธีการที่ดี เช่น ลดการใช้รถไถมาใช้วัวไถ ก็ไม่มี ค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำมัน อีกสิบปีอาจเห็นวัวเต็มทุ่งก็ได้ ในระยะยาวผมอยากให้ทุกคนทำเกษตรอินทรีย์ ผม เองเริ่มมาได้ 2-3 ปีแล้ว ตอนนี้มีการตั้งกลุ่ม เกษตรกรเพื่อให้เขามาขายผลผลิตที่เรา มาสีที่เรา และเราก็ขายเอง มีเครือข่ายกว่า 20 จังหวัดใน ภาคกลางและภาคใต้”
          การมาเยี่ยมบ้านนาวิลิตในครั้งนี้ทำให้ฉันและ ทีมงานได้ดำนาเป็นครั้งแรก ซึ่งดูเหมือนจะจุด ประกายความคิดบางอย่างขึ้นในใจ แม้ยังไม่รู้ว่า ชีวิตนี้จะได้ดำนาอีกหรือเปล่า แต่อย่างน้อยขณะที่
ลงมือปักกล้าข้าว ฉันก็รู้สึกว่านี่เป็นวิถีชีวิตแบบ พอเพียงที่เราก็ทำได้
          และทำแล้วก็มีความสุขเสียด้วยสิ

เรื่องโดย : อัจฉรา จีนคร้าม
ภาพโดย : ศุภกร ศรีสกุล

keyboard_arrow_up